หลงเฟยชายหนุ่มทะลุมิติ

    บทที่ 15


    “จริงเหรอวะ...... จริงว่ะ ตังในบัญชีเหลือแค่ 201.65 บาท …เฮ้อ มีเรื่องเดือดร้อนทำไมไม่ยอมบอกกันบ้าง นายจะกินอะไร มา ฉันจะเลี้ยงเอง นี่ก็จะบ่ายสองแล้ว รีบๆ ไปอะไรกินเลย เดี๋ยวจะเป็นลมไปซะก่อน” มาร์คกล่าวออกมาก่อนจะหยิบแบงค์ 500 จากกระเป๋าสตางค์มายื่นให้กับหลงเฟย“ทำไมให้เยอะจังวะมาร์ค ข้าวมันจานไม่กี่สิบบาทเอง” หลงเฟยถามขึ้นอย่างสงสัย“ข้าช่วยเรื่องพิธีศพด้วยคน ยังไงเราก็เพื่อนกัน ทีหลังน่ะ มีอะไรก็บอกกันได้” มาร์คที่ปกติมันจะพูดจากวนๆ ติดตลกอยู่เสมอ เมื่อมาพูดจาจริงจังแบบนี้ มันทำให้หลงเฟยอดที่จะรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้ แต่ก็แอบรู้สึกผิดด้วยในเวลาเดียวกัน และที่ทำให้รู้สึกผิดมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ เพื่อนๆ ในบริษัทที่รู้ว่า เขากำลังเดือดร้อนเรื่องเงินทำพิธีศพ ต่างก็เดินเข้ามาช่วยคนละ 200-300 บาท กันอย่างทั่วหน้า แม้แต่ตัวหัวหน้าที่เป็นผู้จัดการก็ยังมาช่วยตั้ง 2,000 บาท แถมช่วยจัดการเบิกเงินสวัสดิการเรื่องพิธีศพญาติของพนักงานตามนโยบายของบริษัทให้อีก 3,000 บาท จนหลงเฟยต้องตกใจเมื่อเงินที่ได้รับมามันมากถึง 10,000 บาทเข้าไปแล้ว เขาไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือร้องไห้ให้กับการพูดโกหกของเขาในครั้งนี้ดี ในระหว่างที่หลงเฟยเดินออกมาจากบริษัท เพื่อมารับประทานอาหาร ก็คิดอะไรได้บางอย่าง‘ถ้าอย่างนั้น นำเงินที่ได้มานี้ ไปทำอาหารเลี้ยงขอทานในต่างโลกก็แล้วกัน อย่างน้อยก็จะได้ถือว่าเป็นการทำบุญไปในตัว’เมื่อหลงเฟยคิดได้อย่างนั้นก็รีบทานอาหาร และรีบกลับไปทำงานต่อให้เสร็จ และเมื่อถึงในตอนเย็นหลังเลิกงาน หลงเฟยเดินกลับมายังตลาดสดอีกครั้ง เพื่อซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารสำหรับการทำทานในครั้งนี้ ด้วยความที่หลงเฟยไม่ใช่คนที่ทำอาหารเก่งนัก เขาพยายามคิดหาเมนูที่สามารถทำเลี้ยงคนจำนวนมากได้ โดยที่ไม่ต้องยุ่งยากมากนัก จนสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเลือกที่จะทำเมนู น้ำซุปกระดูกหมู โดยให้ทานคู่กับเส้นขนมจีน เพื่อลดความยุ่งยากในการนึ่งข้าวสวย หรือลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว           หลงเฟยเดินไปชื้อกระดูกหมูมาเกือบทุกร้าน จนเขารวบรวมมันมาได้มากถึง 50 กิโลกรัม ในราคากิโลละ 70 บาท รวมเป็นเงิน 3,500 บาท จากนั้นหลงเฟยก็ไปเหมาเส้นขนมจีนจากทั่วตลาดมาอีก 100 กิโลกรัม ในราคาเพียงกิโลละ 10 บาทเท่านั้น รวมเป็นเงินอีก 1,000 บาท สุดท้ายหลงเฟยก็มาชื้อเครื่องปรุง พวกกระเทียม รากผักชื้อ อีกประมาน 300 บาท, หมูยอปรุงรสแท่งละ 40 บาท (แท่งใหญ่) จำนวน 50 แท่ง และซีอิ้วขาวอีก 1 ขวด หลังจากซื้อของทั้งหมดแล้ว หลงเฟยก็ยืนพัก พยายามสำรวจดูว่ายังมีสิ่งใดขาดเหลือ ที่ต้องซื้อเพิ่มอีกหรือไม่ เมื่อพบว่าวัตถุดิบครบแล้ว เขาจึงหันไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต้องซื้ออีก นั่นก็คือ หม้อต้มใหญ่ 3 ใบ ราคาใบละ 450 บาท และสั่งซื้อเตาอังโล่ขนาดกลางมาอีก 2 เตา ในราคาเตาละ 600 บาท เพราะที่ผ่านมาเขาใช้เพียงก้อนหินในการรองระหว่างอุปกรณ์ครัวกับกองไฟ หลงเฟยพบว่าเขาใช้เงินไปทั้งสิ้น 9,000 บาทแล้ว และรู้สึกว่า ในเมื่อเงินยังเหลือ... จะรออะไร เขาจึงตัดสินใจสั่งชื่อชุดโต๊ะมาอีก 2 ชุดทันที รวมถึงถ้วย จาน และชาน อีกหลายชุด สุดท้าย มันทำให้ทรัพย์สินของเขาจางหายไปจนเหลือเพียงแค่ 201.65 บาทในบัญชีตามเดิม หลงเฟยถอนหายใจกับความบ้าคลั่งในการใช้เงินของเขาในครั้งนี้ ก่อนจะเดินกลับบ้านพัก เพื่อรอรับของที่สั่งไว้ให้มาส่ง หลังจากได้รับของทั้งหมดที่ซื้อมาในวันนี้เรียบร้อยแล้ว หลงเฟยก็จัดการกับทุกอย่างเหมือนเดิม คือ ทำแป้งสำหรับชุบไก่ทอด, หมักไก่, ทำน้ำจิ้ม โดยเพิ่มปริมาณจากเดิมถึง 3 เท่า, หั่นหมูยอที่เป็นทรงลูกเต๋าเล็กๆ ไว้, เทน้ำแช่ข้าวเหนียวทิ้ง และจัดการนำทุกอย่างลงภาชะบรรจุ เมื่อตรวจดูความเรียบร้อยจนครบถ้วน หลงเฟยก็จัดการนำวัตถุดิบทุกอย่าง รวมถึงของใช้ และเครื่องครัวที่ซื้อมาเพิ่ม เก็บเข้าถุงย่ามของเขา จากนั้นจึงไปอาบน้ำพักผ่อน รอเวลาเดินทางไปยังต่างโลก เมื่อถึงเวลาประจำ หลงเฟยก็ถูกแสงสว่างจ้านั้นนำพามาที่กระท่อมน้อยของเขา หลงเฟยจึงเดินทางต่อไปยังหน้าป้อมสังเกตการณ์อีกเหมือนเคย ทันทีที่มาถึงบริเวณป้อมสังเกตการณ์ หลงเฟยก็ทักทายกลุ่มพวกลีมูนเล็กน้อย ก่อนจะจัดการตั้งร้าน และนำของที่เตรียมไว้ออกมาจัดวาง เพื่อให้สะดวกต่อการหยิบในงาน เวลา 06.00 หลงเฟยก็พร้อมแล้วที่จะเริ่มนึ่งข้าวเหนียว ทอดไก่ และปิ้งหมู ซึ่งในครั้งนี้ เขาได้ใช้เตาอังโล่ ทำให้ได้รับระดับไฟที่เขาต้องการ ทำให้ไก่สุกไวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เวลา 07.00 น. ลูกค้าบางส่วนก็เริ่มทยอยกันเข้าร้านมาแล้ว หลงเฟยก็ทำการขายของตามรายการที่ลูกค้าสั่ง พร้อมกับโปรโมทเรื่องอาหารกลางวันที่เขาจะทำการแจกฟรี ไม่ว่าจะเป็นขอทานหรือทหารยศสูงเพียงใด ขอเพียงแค่เตรียมชามของตัวเองมา ก็สามารถเข้ามารับอาหารที่ร้านได้ฟรี ซึ่งก็มีลูกค้าหลายคนที่รับปากว่าจะมา รวมถึงจะช่วยกระจ่ายข่าวนี้ให้ด้วย จนเวลาผ่านไปอีกสักเล็กน้อย ในเวลาประมาณ 07.15 น. ถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนในตอนแรก กลับถูกเหล่าทหารจำนวนหนึ่งกันให้ออกจากถนนไปยืนที่ด้านข้าง ก่อนจะมีม้าตัวสีขาวประมาน 5 ตัว พร้อมกับทหารที่แต่งตัวดูเหมือนจะมียศที่ค่อนข้างสูง วิ่งนำหน้ามา “พระราชาเสด็จแล้ว!!!” เสียงของผู้นำขบวนประกาศดังไปทั่วบริเวณชาวบ้านบนท้องถนนส่วนใหญ่เมื่อได้ยินก็ย่อตัวคุกเข่าลงไปกับพื้นดิน แม้แต่คนที่กำลังเข้าแถวเพื่อซื้ออาหารอยู่ก็ต้องคุกเข่าลงจากนั้นไม่นาน รถม้าทรงที่งามสง่า มีธงของราชวงศ์ปักไว้เป็นสัญลักษณ์ ก็มาหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าร้านไก่ทอดของหลงเฟย หลงเฟยทำอะไรไม่ถูก เพราะในชีวิตนี้เขาไม่ได้เคยพบ หรือเจอกับคนที่เป็นเชื้อพระวงศ์เลยสักพระองค์เดียว เขาจึงหยุดการกระทำทุกๆ อย่าง และทำตามสิ่งที่เขาเห็นคนอื่นเขาทำกัน แต่ถึงแม้ว่าหลงเฟยจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เขาก็ยังไม่ลืมที่จะนำหมูที่ปิ้งอยู่เอาออกมาพักไว้ก่อน เพื่อไม่ใช้มันไหม้ และยังคอยแอบสังเกตดูว่าไก่ที่เพิ่งจะนำลงไปอยู่เป็นระยะๆ องค์ราชา องค์ราชินี และองค์หญิงน้อย ได้เดินลงมาจากรถม้า องค์ราชาหยุดยืนมองเข้ามาที่ร้านเล็กน้อย เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ สักพักจึงเดินตรงมายังร้านของหลงเฟย โดยมีองค์ราชินี และองค์หญิงน้อย เดินตามหลังมา