ณ ห้องเล็กๆ ของครอบครัวหลินต้าหลาง
บนเตียงมีร่างของคนสองคนนอนไม่ได้สติอยู่ ข้างเตียงมีเด็กชายหญิงคู่หนึ่งนั่งจับจ้องร่างบนเตียงอย่างไม่วางตา
" พี่รอง นี่ก็ผ่านมากว่าชั่วยามแล้ว ทำไมพี่ใหญ่ถึงยังไม่ฟื้น " หลินเสี่ยวชิง ที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงโดยไม่ขยับมากว่าหนึ่งชั่วยาม เอ่ยถามพี่ชายด้วยความกังวล นี่นับเป็การนั่งเฉยๆ ที่นานที่สุดของนางแล้ว
" หมอหลู่ไม่ได้บอกหรือว่าพี่ใหญ่ต้องพักผ่อนมากหน่อย " เสี่ยวเฉินเอ่ยตอบ ตัวเขาก็จ้องมองพี่ใหญ่อย่างไม่ละสายตาเช่นกัน
ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากขึ้น สองพี่น้องก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ โดยเฉพาะเสี่ยวชิง ภาพที่พี่ใหญ่หมดสติ ซ้อนทับกับภาพของท่านพ่อที่ถูกหามกลับมาในวันนั้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นขึ้นมา และคิดว่าพี่ใหญ่อาจเป็เหมือนท่านพ่อในใจของเสี่ยวชิงก็เริ่มสั่นสะท้าน
" พี่รอง หากว่า หากว่า พี่ใหญ่เป็เหมือนท่านพ่อ " เสี่ยวชิงถามด้วยเสียงที่สั่นเทา
" เหลวไหล น้องเล็กอย่าพูดเช่นนี้ พี่ใหญ่ไม่เป็อะไรหรอก หมอหลู่ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ พี่ใหญ่แค่ต้องพักผ่อนให้มากหน่อยเท่านั้น " เสี่ยวเฉินตวาดเสียงดุ พยายามทำตัวให้เข้มแข็ง ทั้งที่ในใจยามนี้ เขาก็กลัวไม่ต่างจากน้องเล็ก แต่เพราะคิดว่าตัวเองเป็พี่ชายอย่างไรก็ต้องเข้มแข็งไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น
ด้านเฟิ่งอวี้หลันนั้น ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานเท่าไร รู้เพียงว่าระหว่างหลับนั้น ตัวเองเหมือนกำลังฝันถึงเื่ราวชีวิตของเด็กสาวที่น่าสงสารในยุคโบราณคนหนึ่ง เธอชื่อว่าหลินเสี่ยวหว่าน
หลินเสี่ยวหว่านเป็เด็กสาวอายุ 13ปีคนหนึ่ง หากเป็ในยุคปัจจุบันเธอก็ยังนับว่าเด็กมาก แต่ในภาพฝันเด็กสาวคนนี้กลับต้องทำงานอย่างหนัก ซ้ำยังถูกทุบตีด่าทอจากย่าเลี้ยงและครอบครัวของผู้เป็อา ต่อมาผู้เป็พ่อ ยังพลัดตกจากหลังคานอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงอีก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอและน้องๆ ถูกย่าเลี้ยงรังแกมากขึ้น และใน่สุดท้ายของความฝัน ระหว่างที่เด็กสาวคนนี้กำลังเก็บผักป่าอยู่ เธอก็พบเข้ากับงูตัวหนึ่ง ด้วยร่างกายที่อ่อนแอ รวมกับการใสุดขีดทำให้เธอเกิดภาวะช็อค ในฐานะหมอ เฟิ่งอวี้หลันรู้ดีว่านี้คือภาวะวิกฤติอาจมีอันตรายถึงชีวิต เธอพยายามจะเข้าไปช่วย แต่กลับแตะต้องสิ่งใดไม่ได้เลย
จนสุดท้ายเฟิ่งอวี้หลันก็เห็นเงาสายหนึ่งล่องลอยออกจากร่างของหลินเสี่ยวหว่าน เฟิ่งอวี้หลันเดาว่าเงานั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่าดวงิญญานั่นเอง
น่าอัศจรรย์นัก เธอเป็หมอมาหลายปี คนไข้หลายคนยากจะยื้อชีวิต หมดลมหายใจไปต่อหน้าเธอ ที่ผ่านมาเธอไม่เคยเชื่อเื่ ภูตผีิญญาเลยซักนิด แต่ครั้งนี้เธอกลับได้เห็นกับตาตัวเอง
ในระหว่างที่เฟิ่งอวี้หลันกำลังตกตะลึงกับการเห็นดวงิญญาหลุดออกจากร่างเป็ครั้งแรก ดวงิญญาโปร่งแสงของหลินเสี่ยวหว่าน ก็ล่องลอยมาคุกเข่าอยู่หน้าเธอ
" ได้โปรดดูแลท่านพ่อและน้องๆ ของข้าด้วย ฝากท่านดูแลพวกเขาแทนข้าด้วย " ดวงิญญาของหลินเสี่ยวหว่าน คุกเข่าลงตรงหน้าเฟิ่งอวี้หลัน กล่าวขอร้องด้วยใบหน้าที่เศร้าสลด ยังไม่ทันที่เฟิ่งอวี้หลันจะทันได้ถามหรือตอบอะไร ิญญานั้นก็สลายหายไปอย่างรวดเร็ว
" เดี๋ยวอย่าพึ่งไป ดูแลเหรอ แล้วฉันจะดูแลยังไง เดี๋ยวก่อน " เฟิ่งอวี้หลันพยายามร้องเรียกหลินเสี่ยวหว่านแต่ก็เหมือนทุกอย่างจะไม่เป็ผล ภาพเบื้องหน้าของเธอตอนนี้มีแต่ความว่างเปล่า
" พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ท่านฟื้นซิ พี่ใหญ่ " เสี่ยวเฉิน เสี่ยวชิงที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงมาโดยตลอด ได้ยินเสียงหลินเสี่ยวหว่านะโขึ้นมา ก็รีบกันเขย่าตัวพี่สาวด้วยความกังวล
เฟิ่งอวี้หลันเมื่อถูกปลุกให้ตื่น ก็ค่อยๆ ฝืนลืมตาขึ้นมา หลังปรับสายตามองภาพตรงหน้าได้แจ่มชัด เธอก็ถึงกลับตกตะลึง เด็กชายหญิงสองคนตรงหน้า ที่จ้องมองเธอไม่วางตาอยู่นี่ ไม่ใช่ เสี่ยวเฉินเสี่ยวชิง น้องชายน้องสาวของหลินเสี่ยวหว่านคนนั้นหรือ และเพื่อเป็การยืนยัน เฟิ่งอวี้หลันก็สอดส่ายสายตาสำรวจไปโดยรอบ ใช่แล้วห้องนอนแคบๆ ห้องนี้ และนี่ ร่างของชายตัวสูงใหญ่ที่นอนหมดสติอยู่ข้างๆ นี่ เขาก็คือ หลินต้าหลาง พ่อของหลินเสี่ยวหว่าน
และคำพูดของหลินเสี่ยวหว่านก็ดังก้องขึ้นในห้วงความคิดของเฟิ่งอวี้หลันอีกครั้ง
' ได้โปรดดูแลท่านพ่อและน้องๆ ของข้าด้วย ฝากท่านดูแลพวกเขาแทนข้าด้วย '
หึ! นี่นะหรือความหมายที่บอกว่าให้ดูแล ให้ฉันมาอยู่ในร่างนี้แทนเนี่ยนะ เฟิ่งอวี้หลันมองภาพรอบตัวด้วยความงุนงงสับสน ไม่ข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอมาที่นี่ได้ยังไง แล้วถ้าเธอมาที่นี่มาอยู่ในร่างนี้แล้วร่างเดิมของเธอล่ะ เธอยกสองมือขึ้นมากุมหัวพยายามที่จะใช้ความคิดย้อนกลับไปถึงสาเหตุที่เธอมาอยู่ที่นี่
แต่อย่างไรก็นึกไม่ออก กิจวัตรที่เธอทำล้วนไม่มีอะไรแปลกใหม่ หลังออกเวรก็ไปแวะร้านหนังสือ จากนั้นก็ซื้ออาหาร กลับหอพัก แล้วก็เข้านอน ทุกสิ่งที่ทำล้วนปกติทั้งหมด อย่างนั้นเพราะอะไรกันแน่เธอจึงมาโผล่ที่นี่
ก่อนหน้าที่เธอไม่สามารถช่วยหลินเสี่ยวหว่านได้ และเห็นดวงิญญาของหลินเสี่ยวหว่านออกจากร่าง หากนั้นไม่ใช่ความฝันก็คงเป็เพราะตอนนั้นเธอก็คือิญญาดวงหนึ่งเช่นกันงั้นหรือ หากเป็ดวงิญญาหมายความว่าเธอในโลกปัจจุบันก็ตายแล้วงั้นหรือ แล้วเธอตายได้อย่างไร ยิ่งคิดเฟิ่งอวี้หลันก็ยิ่งไม่เข้าใจยิ่งมีแต่ข้อสงสัย และนั้นทำให้มือที่เกาะกุมอยู่ที่ศีรษะ บีบแน่นขึ้น หัวคิ้วก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน และท่าทีเช่นนี้ทำให้สองพี่น้อง เสี่ยวเฉินเสี่ยวชิงคิดไปว่า พี่สาวของตนกำลังเ็ป
" พี่รอง พี่ใหญ่เป็อะไร พี่ใหญ่ ท่านเป็อะไรเจ็บตรงไหนหรือไม่ " เสี่ยวชิงเอ่ยถามเสี่ยวเฉิน และหันไปถามเสี่ยวหว่าน หน้าน้อยๆ นั้นเต็มไปด้วยความกังวล เฟิ่งอวี้หลันที่กำลังใช้ความคิดก็ไม่ทันได้เอ่ยตอบ
" น้องเล็ก เ้าคอยดูพี่ใหญ่ไว้ ข้าจะไปตามหมอหลู่ " เสี่ยวเฉินหันไปสั่งความน้องสาว
" ไม่ต้อง " เฟิ่งอวี้หลันหลุดจากภวังค์ความคิดพอดี เมื่อได้ยินน้องชายจะตามหมอ ก็รีบเอ่ยห้าม แต่เพราะรีบร้อนดูเหมือนน้ำเสียงที่เธอใช้จะทำให้ฟังดูตะคอกไปเสียหน่อย
เสี่ยวเฉินเสี่ยวชิงต่างหันมามองหน้าเฟิ่งอวี้หลันด้วยความใปนหวาดกลัว เมื่อรู้ตัว เฟิ่งอวี้หลัน จึงปรับเสียงให้อ่อนลง
" พี่ไม่ได้เป็อะไรแล้ว ไม่ต้องไปรบกวนหมอหลู่หรอก พวกเรายังค้างค่ารักษาหมอหลู่อยู่อีก "
" พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็อะไรจริงๆนะ ฮือๆๆ " เสี่ยวชิงที่อดกลั้นมานาน พอเห็นพี่ใหญ่ฟื้นขึ้นมาก็น้ำตาแตกอีกครั้ง ลุกขึ้นโถมตัวเข้ากอดพี่สาวไว้แน่น เฟิ่งอวี้หลันในร่างของหลินเสี่ยวหว่าน ััได้ถึงร่างกายอันสั่นเทาของเด็กสาวเป็ธรรมดาอย่างไรหลินเสี่ยวชิงก็ยังเป็เพียงเด็กน้อยอายุเพียง7ปี
เสี่ยวหว่านโอบกอดร่างของน้องสาวเอาไว้แน่น พร้อมลูบหลังให้อย่างเบาๆ เพื่อปลอบประโลม เหลือบมองไปเห็นเสี่ยวเฉินที่มองมาเช่นกัน เสี่ยวหว่านจึงอ้าแขนออก
"มาเถอะ"
หลินเสี่ยวเฉินได้ยินคำนั้นความพยายามที่จะเข้มแข็งก็พังทลายลงทันที เขาโถมตัวเข้ากอดพี่สาวน้องสาวไว้แน่น
" ฮือๆๆ พี่ใหญ่ ท่านฟื้นแล้ว ดีเหลือเกิน ท่านฟื้นแล้ว "
สุดท้ายสามคนพี่น้องก็กอดกันร้องไห้ เฟิ่งอวี้หลัน ลูบหลังเด็กทั้งสองอย่างเอ็นดู ก่อนพูดขึ้นเบาๆ ว่า " หลินเสี่ยวหว่าน ฉันรับปาก ต่อไปนี้ฉันจะดูแลพวกเขาเอง "
" เอาล่ะๆ เลิกร้องไห้ได้แล้ว ก่อนที่น้ำตาของพวกเ้าจะไหลจนท่วมห้องของเรา " เสี่ยวหว่านเอ่ยหยอกล้อน้องทั้งสองเพื่อเปลี่ยนอารมณ์
หลังสามพี่น้องผละออกจากกัน เฟิ่งอวี้หลันในร่างเสี่ยวหว่านก็พิจารณามองน้องทั้งสองคนอย่างละเอียดอีกครั้ง ร่างกายเด็กสองคนนี้ซูบผอมผิวเหลืองซีด บ่งบอกถึงอาการขาดสารอาหาร ไม่แปลกเลย ที่หลินเสี่ยวหว่านแค่เพียงใ ก็จะตายได้ขนาดเด็กสองคนนี้ที่มักจะได้รับการช่วยเหลือจากหลินเสี่ยวหว่าน ยังมีสภาพเป็เช่นนี้ แล้วตัวหลินเสี่ยวหว่านจะดีกว่ากันได้อย่างไร พี่ใหญ่คนนี้รักน้องสองคนเป็ที่สุด หากมีอาหารก็จะกินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็จะเก็บไว้ให้น้องทั้งสองคน
เฟิ่งอวี้หลัน ทั้งโกรธทั้งเกลียดนางจ้าว และคนในครอบครัวหลิน ต่อให้ต้าหลางจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ก็ทำดีกับนางจ้าวมาโดยตลอด เฟิ่งอวี้หลันไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจ้าวถึงใจร้ายใจดำเช่นนี้ รวมถึงเหล่าเดอะแก๊งครอบครัวอารอง กับอาเล็กนั่นอีกอย่างไรก็นับว่าเป็ญาติกัน ไม่ห้ามยังพอว่า ยังจะช่วยกันรังแกอีก
เฟิ่งอวี้หลันเอง ก็มีชีวิตคล้ายหลินเสี่ยวหว่าน เพราะแม่ของเธอก็เสียชีวิตไปั้แ่เด็ก พ่อก็แต่งงานใหม่ มีลูกใหม่สุดท้ายเธอก็เหมือนส่วนเกินในครอบครัว โชคดีที่พอคุณตารู้ข่าวก็มารับเธอไปเลี้ยงดู
บ้านของคุณตาอยู่ในชนบท คุณตาก็เหมือนหมอชาวบ้าน รักษาคนด้วยสมุนไพร มีฝังเข็มบ้าง รมสมุนไพรบ้าง เฟิ่งอวี้หลันก็คอยเป็ลูกมืออยู่บ่อยๆ ั้แ่เด็ก จนเฟิ่งอวี้หลันอายุได้ 15คุณตาก็ป่วยหนัก เฟิ่งอวี้หลันจึงรู้ว่า แค่ยาสมุนไพรพวกนี้ยื้อชีวิตคนไม่ได้เธอจึงตั้งใจเรียนและสอบเข้าคณะแพทย์ หลังเรียนจบก็ขอย้ายกลับมาอยู่โรงพยาบาลเจียงตง รักษาชาวบ้านในชนบท
แม้การทำงานที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดจะงานหนัก เพราะมีเ้าหน้าที่น้อยกว่า แต่ชีวิตที่นี่ก็ทำให้เฟิ่งอวี้หลันมีความสุข
ทุกวันจะได้เห็นตะกร้าใส่ผักผลไม้สดใหม่วางไว้กลางโรงพยาบาล มันเป็สิ่งของแทนคำขอบคุณที่พวกชาวบ้านเก็บมาจากบ้านของตัวเองเพื่อมอบให้กับเ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล
จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณยายคนหนึ่งแบกกระสอบใบหนึ่งเข้ามาขอบคุณหมอที่ช่วยรักษาชีวิตลูกชายไว้ พอกระสอบเปิดออก แม่ไก่สองตัวก็บินออกมาจากกระสอบแล้วบินว่อนไปทั่วห้องตรวจ ตอนนั้นทั้งเ้าหน้าที่ ญาติผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยบางคน ก็ยังช่วยกันจับไก่ พอสอบถามจึงได้รู้ว่าไก่สองตัวนี้เป็ไก่สองตัวสุดท้ายในบ้าน ตั้งใจเลี้ยงไว้เพื่อเป็อาหารอยู่ไฟให้ลูกสะใภ้ ซึ่งก็คือภรรยาของชายที่ได้รับาเ็ที่กำลังจะคลอด โชคดีที่ชายผู้นั้นรอดชีวิต เขาเป็เสาหลักของครอบครัว หากเขาเป็อะไรไป ทั้งยายและลูกสะใภ้รวมกับหลานตัวน้อยที่กำลังจะเกิดก็คงต้องลำบาก ด้วยเหตุนี้พอไก่ถูกจับได้มันก็ถูกส่งคืนไปให้คุณยาย