“เยว่เอ๋อร์ ลูกสาวคนดีของแม่ เ้าต้องจดจำไว้ให้ดีนะ อดีตล่วงผ่านไปแล้วไม่สำคัญให้จดจำ ปัจจุบันจึงจะสำคัญที่สุดลูกสาวแม่ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับกาลเวลาและบุคคล หากคนที่ร้ายกับเ้าอย่าได้ใจอ่อนละเว้นลงมือต้องเด็ดขาดหากเป็คนที่ดีกับเ้าต้องดีกับเขาและถนอมวันเวลาที่ดีเอาไว้ เมื่อแม่และพ่อจากไปแล้วแม่หวังเพียงให้เ้ามีความสุข เ้าดูพ่อกับแม่หากเ้าจะรักใครก็ให้ได้บุคคลที่รักเ้าเช่นท่านพ่อรักแม่ของเ้าจำไว้นะ รับปากแม่เ้าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะลูก”
เสียงท่านแม่บุญธรรมดังแ่เบาแว่วหวานมาเบาๆ ในม่านหมอกที่เบาบางกระจายไปทั่วนางมองไม่เห็นเงาร่างที่คุ้นเคย ดวงตาหวานมีน้ำตาคลอหน่วย
“ท่านแม่”
“เยว่เอ๋อร์ จำไว้นะพ่อรักเ้าที่สุด ทุกสิ่งที่พ่อสอนเ้าจดจำเอาไว้เป็คนต้องมีเมตตา”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านอยู่ที่ใด ข้าคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน”
ฝันไปหรือนี้ ร่างบางพยุงกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ดูท่านางจะคิดถึงมากเกินไป นิ้วมือเรียวยาวทั้งสิบสางผมยาวที่รุ่ยร่ายลงมาปกหน้าให้กลับไปด้านหลัง แล้วก้มหน้าวางคางเรียวลงบนเข่า พวกท่านวางใจได้ลูกสาวของท่านดูแลตัวเองได้และจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข นางมองออกไปในห้องยังคงไม่มีแสงสว่างยังไม่เช้ารอบนอกยังคงมีเพียงเสียงแมลงและใบไม้ไหวเบาๆจากลมพัดอ่อน นางเข้ามาอยู่ในเรือนของจวนแม่ทัพได้สองวันแล้ว ร่างกายที่อ่อนเพลียจากการเดินทางและการต่อสู้เพื่อช่วยชีวิตคนทั้งสองก็ดีขึ้นมากควรจะต้องเริ่มดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อก่อนเหลือลำพังตัวคนเดียวทำสิ่งใดก็ไม่ต้องคิดมาก ยามนี้นางเปลี่ยนสถานะกลายเป็คุณหนูจวนแม่ทัพควรทำสิ่งใดก็ต้องทำสิ่งนั้นสินะ
กลับถึงเมืองหลวงเพียงวันเดียวก็มีคำเล่าลือถึงท่านแม่ทัพเฉินอวี้อันผู้ครองตัวเป็โสดจนเลยวัยมีครอบครัวไปเนิ่นนาน นำสตรีเยาว์วัยคราวลูกเข้าจวน มีเพียงคนที่เห็นการเดินทางกลับมาและเข้าจวนไปด้วยกัน มิได้กลับออกสตรีนางนั้นยังคงพักค้างอยู่ภายในจวนท่านแม่ทัพจึงร่ำรือกันสนุกสนานปากต่อปากบ้างก็ว่าอนุ บ้างก็ว่าภรรยาวัยเยาว์ กลายเป็ข่าวที่ผู้คนให้ความสนใจดังทั่วทุกตรอกซอกซอย ว่าแม่ทัพผู้แข็งแกร่งปกป้องบ้านเมืองลุ่มหลงสตรี
ในวังหลวงห้องทรงพระอักษร รอบนอกมีองค์รักษ์กระจายตัวอยู่ทั่วไป หน้าประตูมีขันทีน้อยยื่นคอยรับใช้ด้านใน หลี่ซื่อหลงผู้อยู่ในวัยฉกรรจ์ก้มหน้าอ่านฏีกาเบื้องหน้ามีกองฏีกาอีกหลายม้วนที่กองรออยู่ ข้างโต๊ะขันทีร่างผอมบางอายุราวสี่สิบกว่าปียืนฝนหมึกอยู่ด้านข้าง
“ฉีกงกง ยามนี้แล้วแม่ทัพเฉินอยู่ที่ใด”
“ทูลฝ่าา หลังประชุมเช้าท่านแม่ทัพมิได้เข้ามาเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
“..........”
ปกติในยามที่เฉินอวี้อันอยู่ในเมืองหลวง ส่วนใหญ่หลังประชุมเช้าจบลงมักมิได้กลับจวนเช่นขุนนางอื่นๆ เขามักจะมารอเพื่อถวายคำปรึกษาให้กับฮองเต้ในห้องทรงอักษร วันนี้เป็วันที่สองหลังจากกลับมาควรจะมาได้แล้ว เขาได้ยินจากขันทีเล่าข่าวลือว่าแม่ทัพผู้กล้าแกร่งตัดสินใจนำสาวงามเยาว์วัยติดตามกลับมาในครานี้ด้วย ไม่มีใครได้พบเห็นตัวนางไม่มีใครทราบรายละเอียดว่าจริงๆแล้วเป็เช่นใคร เขาเองก็รอเ้าตัวเข้ามาหาเช่นกัน
“ฝ่าา ท่านแม่ทัพเฉินขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
“ฉีกงกง”
“เชิญท่านแม่ทัพเข้าเฝ้า” เสียงแหลมสูงของขันทีดังขึ้น เฉินอวี้อันก็ย่างเท้าเข้ามาภายในห้องทันที
“ข้าคิดว่าวันนี้เ้าจะไม่มาให้ข้าเห็นหน้าเสียแล้ว”
“ฝ่าา ข้าพระองค์กลับมาถึงเมืองหลวงเพียงวันเดียวนะพะยะค่ะ ยังมิได้หยุดพักเมื่อวานไปรายงานตัว วันนี้เข้าประชุม เสร็จหลังจัดการกิจธุระในกองทัพก็รีบมาเข้าเฝ้าเลยนะพะยะค่ะ นี่พะยะค่ะ" เขาก้าวเข้ามาวางกล่องขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือไว้บนโต๊ะเบื้องหน้า ฮองเต้หนุ่มทันทีแล้วถอยกลับไปยืนที่เดิม
“เรารู้แล้ว เ้าไม่ต้องโอดครวญ”
“ลำบากเ้าแล้วนะ ถูกลอบสังหารตลอดเส้นทางยังสามารถนำลัญจกรราชวงศ์เก่ากลับมาจนได้ เ้ารับสิ่งนี้ไปจากนี้เ้าสามารถสั่งการองค์รักษ์ัดำได้”
“ฝ่าาทำเช่นนี้ิมิได้พะยะค่ะ องค์รักษ์ัดำเป็สิ่งที่ใช้พิทักษ์ฮองเต้ทุกรัชสมัยขึ้นตรงกับฝ่าา โปรดพระราชทานสิ่งอื่นเป็รางวัลเถิดพะยะค่ะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เ้ามิทำให้เราผิดหวังเลย หากเป็ขุนนางคนอื่นคงรีบรับไปทันที เอาเป็ว่าเรามอบกิเลนหยกหนึ่งคู่ ทองหนึ่งหีบ เงินหนึ่งหีบ ผ้าไหมสิบพับแล้วกัน”
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ”
“ฝ่าา ไม่ทราบว่าวันนี้มีกิจใดเร่งด่วนที่จะให้หม่อนฉันไปทำหรือไม่พะยะค่ะ”
“อืม งานของเราก็มีมากมายก่ายกองดังที่อยู่เบื้องหน้าเ้า เ้าว่าอย่างไรหล่ะ”
“คือว่า กระหม่อมอยากกลับจวนไปพักพะยะค่ะ”
“เฉินอวี้อัน เ้ามีอันใดปกปิดเราอยู่หรือไม่”
บุรุษชุดทองเบื้องหน้าเขาเงยหน้าขึ้นใช้ตาเรียวคมมองจ้องมาอย่างจับพิรุธ เฉินอวี้อันคิดว่าตนมิได้มีสิ่งใดๆที่กระทำผิดหรือปกปิดเบื้องบนเหตุใดจึงถูกเพ่งมองเช่นนี้ เหงื่อเย็นๆค่อยๆไหลจนรู้สึกเปียกแผ่นหลัง
“ฝ่าา กระหม่อมมิได้ปกปิดสิ่งใด ไม่ทราบว่าพระองค์มีพระประสงค์ใดได้โปรดรับสั่งเถิดพะยะค่ะ”
“เราแค่สงสัยและสนใจใคร่อยากรู้ว่า เ้าพาสตรีนางใดกลับจวน เป็ลูกสาวบ้านใด เ้าคิดจะตบแต่งภรรยาเยาว์วัยอย่างที่ข่าวลือเขาพูดกันอยู่หรือไม่ บอกมาหากเป็เื่จริง เราจะได้จัดเตรียมของขวัญ”
“มิได้เป็เช่นนั้นเลยพะยะค่ะ ฝ่าากระหม่อมนำพาสตรีกลับมาด้วยจริงแต่นางเป็ผู้ช่วยชีวิตหม่อมฉันอีกทั้งบัดนี้หม่อมฉันได้รับนางเป็บุตรบุญธรรม ด้วยที่เป็เป็ทหารมายาวนานมิได้ใส่ใจในการจัดพิธีการ จึงมิได้ออกปากเื่นี้ให้กับผู้ใดทราบ”
นี่พระองค์ทรงสนพระทัยในเื่ส่วนตัวของขุนนางด้วยหรือ ปกติมิเห็นเคยสนใจติดจะเ็ากับทุกๆเื่เกี่ยวกับเรือนหลังของขุนนางปล่อยให้เป็เพียงลมผ่านหูตลอดมา ออกจะมิปกติจริงๆ
“เช่นนั้นนางคือคุณหนูจวนแม่ทัพสินะ”
น่าในใจยิ่งนักสตรีเช่นไรที่ทำให้บุรุษหยาบกระด้างทั้งทึมทือในเื่ครอบครัวสนใจจนรับมาเป็บุตรบุญธรรมได้ ถ้ามีโอกาสต้องพบสักครา
“ดังนั้น วันนี้กระหม่อมจึงอยากรีบกลับไป นางพึ่งเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงยังไม่คุ้นกับที่ทางและผู้คน”
“เ้ากลับไปได้ เราอนุญาต วันหลังหาเวลาที่เหมาะสมพานางมาให้เราเห็นสักหน่อย”
“รับด้วยเกล้า กระหม่อมทูลลา”
เหงื่อที่หลังของเฉินอวี้อันไหลเป็ทางอีกครั้งเมื่อได้ยินรับสั่ง การรับบุตรบุญธรรมของตนไปกระทบกับสิ่งใดหรือไม่กันนะ เหตุใดเป็ที่สนใจของฝ่าา แต่เมื่อคิดถึงบุตรสาว(คนใหม่) ก็ลืมเลือนเื่นี้ไป ตนต้องทำอะไรบ้างเพื่อจะได้เป็พ่อที่ดี
ยามออกจากวัง เฉินอวี้อันย่างเท้าออกไปอย่างมีความสุข แม้ชีวิตที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคและอันตรายมากมายเขาก็ฝ่าฟันจนมีหน้าที่มั่นคงมีตำแหน่งที่สูงตามความตั้งใจในวัยเด็กแต่ก็หมดโอกาสการสร้างครอบครัวไปเช่นกัน ยามนี้ในที่สุดเขาก็มีบ้านที่ต้องกลับไปเพื่อพบหน้าคนที่รอกลับจวนเช่นเดียวกับขุนนางคนอื่นๆ ถึงแม้ไม่มีสตรีเคียงหมอนหากแต่มีบุตรีที่มากความสามารถรูปร่างหน้าตางดงามรออยู่ในใจรู้สึกภาคภูมิใจไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้โอกาสอันดีเช่นนี้เข้ามา หน้าตาตนเองไม่หล่อเหลา บุคลิกหยาบกระด้างไม่เหมือนพวกบัณฑิต อายุก็มาก ฐานะไม่มั่งคั่งลำพังอนุหรือสาวใช้อุ่นเตียงคงพอหาได้แต่ตนเองก็ไม่รู้สึกว่าต้องหาเื่วุ่นวายในเรือนหลังมาไว้ให้ปวดหัว ยามสนุกสนานก็ไปเยี่ยมเยียนสาวงามตามหอนางโลมเป็ครั้งเป็คราวในยามว่างให้สบายตัวสบายใจก็เพียงพอ ไม่นานเขาก็กลับมาถึงหน้าจวน ป้ายไม้"จวนแม่ทัพเฉิน" มองดูธรรมดายิ่งนัก สิงโตหินด้านข้างประตูหลักก็ขนาดมิได้ใหญ่โต บานประตูก็มีสีแดงจางๆ ไม่สดใสเขาเองก็พึ่งจะมองดูจวนของตนเองอย่างพิจารณาเป็ครั้งแรก คนมีครอบครัวนี่ช่างทำให้ความรู้แตกต่างเสียจริง ทหารยามหน้าประตูเห็นท่านแม่ทัพขี่ม้ากลับมาถึงหน้าประตูรีบเดินเข้าไปทำความเคารพ
“ท่านแม่ทัพกลับมาแล้ว คุณหนูเดินมารอท่านแม่ทัพด้านในประตูใหญ่สักครู่แล้วขอรับ”
“ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือเ้าคะ ข้ารอท่านกลับมาทานอาหารด้วยกัน”
“หากเ้าหิว ไม่ต้องรอพ่อก็ได้”
“ข้าทานของว่างไปเล็กน้อยแล้วเ้าค่ะ”
“เ้าไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ตัวเองอึดอัดนะ ไม่ต้องสนใจคนอื่นข้าอยากให้เ้ามีความสุขเข้าใจไหม”
“ข้าทราบแล้ว เพียงแต่บางเื่จำเป็ต้องปรับปรุงตัวเพื่อให้ไม่แปลกแยกจากผู้อื่นข้าสามารถกระทำได้เ้าค่ะ บางเื่ข้ายังคงไม่ปรับเปลี่ยนจริงๆ ข้าคาดหวังว่าท่านจะยอมรับข้าได้ เอ่อ นะเ้าคะ”
ท้ายประโยคเบาลงด้วยความไม่เคยชินกับการการพูดประโยคยาวขนาดนี้
“ท่านได้รางวัลเป็ทองกับเงินหรือเ้าคะ”
“มีผ้าด้วยเหรอเ้าคะ ข้าจะตัดชุดใหม่ให้ท่านดีไหมเ้าคะ”
มีเพียงเสียงดังถามกับเสียงตอบกลับเบาๆ ทั้งสองคุยกันเป็การปรับตัวเข้าหากันที่ดียิ่ง ในสายตาของบ่าวรับใช้จำนวนน้อยนิดในจวนตลอดทางเดินจากประตูหน้าจวนเข้าไปยังห้องโถง บนโต๊ะมีอาหารจัดวางไว้ยังมีควันลอยขึ้นจางๆ โดยมีพ่อบ้านฉินยืนดูแล ปกตินานๆครั้งที่เฉินอวี้อันจะกลับมาทานอาหารที่จวน จึงไม่มีสาวใช้ที่ดูแลการตั้งโต๊ะอาหารเป็ประจำ ทั้งสองนั่งลงค่อยๆ ทานอาหารมีความอบอุ่นปรองดองมีความสนิทสนมขึ้นบ้างเล็กน้อย