บทที่ 13
อารยธรรมระดับที่สี่
ความมืดที่เกิดจากไฟฟ้าดับแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในเมืองเหมือนไวรัส ราวกับว่าความมืดกำลังกลืนกินแสงสว่างขยายจากย่านที่อยู่อาศัยไปยังพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่ง จากภูมิภาค ไปยังทั้งจังหวัด
ผู้คนที่เดินอยู่บนถนนก็หยุดกะทันหัน ป้ายไฟนีออนในร้านค้าทั้งสองฝั่งไม่กะพริบ อาคารสูงที่อยู่ใกล้เคียงกลายเป็สีดำสนิทราวกับว่ามีใครบางคนปิดแหล่งจ่ายไฟของเมืองอย่างกะทันหัน
มันมืดไปหมด ผู้ที่ดูทีวี ฟังเพลง หรือทำงานล่วงเวลาในที่ทำงาน กิจกรรมของพวกเขาล้วนหยุดชะงักกันหมดเนื่องจากไฟฟ้าดับกะทันหัน
"สถานการณ์เป็อย่างไรบ้างแล้วเนี่ย"
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
คำถามดังกล่าวจะได้ยินในทุกทุกสถานที่และโอกาส
เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนเปลี่ยนจากความสงสัยที่สงบเป็ความสงสัยที่ตื่นตระหนก เป็ภัยธรรมชาติหรือเปล่า? หรือปัญหาขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า ไม่มีใครรู้คำตอบ
ไฟที่สว่างเพียงอย่างเดียวคือไฟโทรศัพท์มือถือในบ้านของผู้อยู่อาศัย หรือไม่ก็ไฟของรถบนถนน
หากพลังงานไฟฟ้าจากแบตสำรองพวกนี้หายไปด้วย เมืองทั้งเมืองจะเป็อัมพาตและตกอยู่ในความมืดมิดอย่างแท้จริง ผู้คนจะเริ่มวิตกกังวลและตื่นตระหนกทุกชั่วโมงที่ขาดไฟฟ้าและเทคโนโลยีไป
ไม่ใช่บ้านหลังเดี่ยวหรือตึกอาคารเดี่ยว แต่เป็ทั้งเมือง ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มมองไปรอบ ๆ และมองไปที่ถนน พวกเขาก็อยากรู้คำตอบของสิ่งที่เกิดขึ้น
สัญญาณไฟจราจรถูกตัดขาด รถไฟหยุดแล่น และเที่ยวบินเองก็ถูกระงับ ทุกอย่างหยุดนิ่งเหลือเพียงความร้อนรนและความไม่สบายใจ
ในเวลานี้ห้องของหลี่ิสว่างไสวเหมือนตอนกลางวัน ภายใต้กระแสไฟฟ้าแรงสูงไม่เพียงแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดเท่านั้นที่ถูกมีกลิ่นไหม้ ฟิวของอุปกรณ์ทุกชนิดได้ทำหน้าที่ของมันไปแล้ว แต่ผนังของบ้านทั้งหมดยังลุกไหม้และมีคราบของเปลวไฟ รอยแตกเริ่มปรากฏตามผนังอาคารราวกับว่าห้องกำลังจะถล่มลงมา
ควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่างอย่างต่อเนื่องและตามด้วยประกายไฟ สายตาของหลายคนถูกดึงดูดโดยห้องที่ลุกเป็ไฟแห่งนี้
“เห้ย! ตรงนั้นหน่ะ! ไฟไหม้!”
“ โทรหาตำรวจเถอะ”
"มะ...ไม่ได้เลย โทรศัพท์มือถือไม่มีสัญญาณ"
เสียงดังทุกรูปแบบในชุมชนดังไปรอบ ๆ ยามรักษาความปลอดภัยของชุมชนก็รีบวิ่งขึ้นไปชั้นบนหากมีคนอยู่ในห้องอาจเป็อันตรายได้
ทันใดนั้นแสงไฟฟ้าในควันและเปลวไฟก็ค่อย ๆ อ่อนลง และความถี่ก็ค่อย ๆ ลดลง แหล่งจ่ายไฟที่อยู่ในสุดขอบเมืองเริ่มฟื้นตัวแล้ว จนกระทั่งไม่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าหรือเปลวไฟในห้องของหลี่ิอีกต่อไปแล้ว พลังของเมืองทั้งเมืองก็เริ่มฟื้นตัวจากขอบชานเมืองไปยังใจกลางเมือง
หลี่ิที่ลอยอยู่ในบ้านตกล้มลงไปกับพื้นอย่างแรง ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เปิดขึ้นและห้องก็เต็มไปด้วยเปลวไฟและควันที่ตกค้างอยู่ หลี่ิมองไปที่สถานการณ์รอบตัวเขาและเขาก็อ้าปากค้าง เปลวไฟและควันถูกดูดเข้าไปในปากของเขาอย่างกะทันหัน
ห้องที่เพิ่งเต็มไปด้วยควันและไฟสงบลงในทันที เครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นผ้าม่านโต๊ะและเก้าอี้ถูกไฟไหม้และผนังและหลังคามีควันดำ
“ ปังปังปัง!”
เสียงเคาะประตูอย่างแรง และความกระวนกระวายดังมาจากข้างนอก หลี่ิเหลือบมองไปที่ประตูก่อนที่จะรีบมองไปยังส่วนที่เหลือของห้อง โทรศัพท์มือถือของเขายังปลอดภัยดี ไฟเมื่อกี้ยังไม่ลามไปที่มือถือของเขา
หลี่ิหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อน แล้วเดินมาที่ประตูเพื่อเปิดประตู
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสามกำลังหอบแฮก ๆ อยู่ที่หน้าประตู พวกเขามองไปที่หลี่ิด้วยสายตาหวาดผวา
เสื้อผ้าของหลี่ิเรียบร้อยดี ผิวกายของเขาไม่ผิดปกติไปเลย และไม่มีวี่แววจากไฟไหม้เลย
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ?” เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหนุ่มมองไปที่หลี่ิโดยไม่พูดอะไรสักคำ สีหน้าของเขาประหลาดใจ และในใจเขาก็ประหลาดใจเช่นกัน
สายตาของหลี่ิเพียงแค่เหลือบมองไปที่เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหนุ่มและพูดว่า "ต้องมีอะไรเกิดขึ้นด้วยเหรอ?"
"อ๊ะ!" พนักงานรักษาความปลอดภัยหนุ่มก็ร้องออกมา สิ่งที่เขากำลังคิดดูเหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ได้ เขาโบกมือและพูดว่า "ไม่เป็ไร ๆ ถ้าทุกอย่างเป็ปกติดีก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเป็ห่วงอะไร"
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มีอายุมากกว่าอีกคน มองเข้าไปที่ห้องของหลี่ิ ทั้งเปลวไฟและควันในห้องหายเกลี้ยง เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและพูดในใจว่า "มันแปลกจริงๆ ... "
"แปลก?" จู่ ๆ หลี่ิก็มองไปที่เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพูดออกมา
รปภ. คนนั้นลืมตาขึ้นทันที เขาแค่คิดประโยคนั้นในใจ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน เขายังบอกอีกว่า "ไม่เป็ไร ๆ ไปก่อนล่ะ"
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสามจากไปแล้ว ท่าทางและการแสดงออกที่แปลกประหลาดของหลี่ิทำให้พวกเขารู้สึกเหลือเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นคำพูดของหลี่ิดูเหมือนจะสามารถมองทะลุผ่านจิตใจของพวกเขาได้ยังไงยังงั้น
เมื่อเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามคนออกไปแล้ว หลี่ิก็ปิดประตูอีกครั้ง เขาหันกลับมามองดูอุกกาบาตที่พื้นในห้องนั่งเล่น หลังจากนั้นเขาก็ถืออุกกาบาตไว้ในมือ ตาของเขา เหล่ลงเล็กน้อยและมองไปที่อุกกาบาต
น้ำหนักของอุกกาบาตไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย หรือความแข็งแกร่งของหลี่ิเพิ่มขึ้นมากกันแน่ เช่นเดียวกับความรู้สึกของคนทั่วไปที่หยิบหินขึ้นมา ยกเว้นรอยแตกร้าวที่กว้างกว่าเดิมบนพื้นผิวของอุกกาบาต แต่สีดำและมีคราบสีแดงยังมีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ดวงตาของหลี่ิหันไปมองที่หน้าต่าง ไฟจากห้องตรงข้ามค่อย ๆ สว่างขึ้น สมองของหลี่ิดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหันไปเปิดประตูและออกจากห้องไป
พลังงานไฟฟ้าของชุมชนได้รับการฟื้นฟูแล้ว แต่กระแสและแรงดันไฟฟ้ายังไม่เสถียรเท่าไหร่ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและวงจรเสียหายไปหลายที่ สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคืออาคารที่หลี่ิอาศัยอยู่ ผู้อยู่อาศัยเกือบทั้งหมดได้รับความสูญเสียในระดับที่แตกต่างกัน
ทั้งการบ่นและความโกรธ ความไม่พอใจกลายเป็คำพูดและบทสนทนาระหว่างกัน บางคนโทรไปหาผู้รับผิดชอบ บางคนกำลังถามเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นอกเหนือจากการหลีกเลี่ยงความสูญเสียให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้แล้ว คนส่วนใหญ่ยังหวังว่าหน่วยงานหรือบุคคลจะสามารถจ่ายเงินชดเชยสำหรับเื่นี้ได้
แม้ว่าแหล่งจ่ายไฟของเมือง T จะได้รับการบูรณะมาก่อนแล้ว แต่การสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดจากไฟฟ้าขัดข้องในตอนนี้ ความเสียหายไม่สามารถคาดเดาได้เลย เช่นพื้นที่สาธารณะ และที่สำคัญที่สุดอย่างโรงพยาบาล ศูนย์กลางการขนส่งเป็ต้น
ทุกอย่างยังรอการจัดการอย่างเร่งด่วน ในเวลานี้ หลี่ิได้ออกมาที่ด้านนอกของชุมชนแล้ว เขาขึ้นรถสตาร์ทรถเข้าสู่ถนนแล้วตรงไปทางทิศใต้
ในขณะที่เขาขับรถไปตามถนนในเมืองสายตาของ หลี่ิก็เริ่มมองไปรอบ ๆ และมีฉากแปลก ๆ ปรากฏในสายตาของเขา
ดวงตาเป็เหมือนจอที่มอบมุมมองและสายธารแห่งข้อมูล สายข้อมูลเครือข่ายเป็เส้นทางในการรับส่งข้อมูลภายใน สามารถเข้าสู่สมองของหลี่ิได้ผ่านการััโดยตรงเท่านั้น แต่ตอนนี้เพียงแค่การมองเขาก็สามารถเข้าถึงได้
ขณะนี้ตราบเท่าที่รักษาระยะห่างเอาไว้ไม่ให้ไกลไปจากเดิม เขาก็สามารถเข้าถึงหนึ่งข้อมูลเ่าั้ได้โดยอัตโนมัติผ่านการมอง
สมองของคนเดินเท้าทุกคนเปรียบเสมือนหลอดไฟที่ส่องสว่าง การเปลี่ยนแปลงภายในเขามองเห็นได้ชัดเจน เขารู้ว่าคนคนนั้นกำลังคิดอะไร อยากทำอะไร ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
หูของหลี่ิเป็เหมือนเรดาร์สองอัน ตราบใดที่อยู่ในระยะใกล้กับหลี่ิ เสียงทุกชนิดจะถูกจับได้อย่างแม่นยำและเสียงของการพูดการหายใจ แม้แต่จังหวะการเต้นของหัวใจ
จมูกที่บอบบางสามารถดมกลิ่นในอากาศได้อย่างชัดเจน ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ไอเสียของรถยนต์ อากาศที่ผสมกับก๊าซต่าง ๆ ไม่สามารถหลุดรอดออกมาได้ภายใต้กลิ่นนี้
สิ่งนี้ค่อนข้างแตกต่างจากอารยธรรมลำดับที่สามก่อนหน้า หลี่ิรู้สึกและเข้าใจสิ่งที่ไม่ชัดเจนในตอนแรกได้ สิ่งที่ปรากฏในสมองของเขาทำให้เขามีความรู้สึกแปลก ๆ มากมาย มันเป็สิ่งที่คุ้นเคยอย่างอธิบายไม่ได้ ดูเหมือนว่าเคมีฟิสิกส์และภูมิศาสตร์ของมนุษย์ทุกประเภท เขาจะเข้าใจพวกมันได้ในทันที
สิ่งที่แปลกที่สุดคือมีสองโลกในสมองของหลี่ิปรากฏขึ้น หนึ่งคือโลกแห่งความจริงของมนุษย์ อีกโลกหนึ่งเป็โลกที่สูงกว่าอารยธรรมของมนุษย์ ทุกอย่างเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น แต่มันก็แปลกมากเช่นกัน
เขาเห็นอะไรก็ชัดเจนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ดูเหมือนว่าวัตถุทุกชิ้นในสายตาของหลี่ิรูปลักษณ์ของมันเหมือนกับ รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ โครงสร้างโปรแกรมและหลักการภายในนั้นเข้าใจได้ง่ายมาก
แม้แต่ต้นไม้ การที่คนเราต้องเติบโตมาถึงปัจจุบันได้อย่างไร ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เขามองเห็นได้และประมวลผลในสมอง
นอกจากนี้ยังมีจิตสำนึกอีกอย่างในร่างกายของหลี่ิ จิตสำนึกที่แยกจากกันนี้ ไม่แปลกสำหรับลี่ิเลย แต่ก่อนหน้านี้มันคลุมเครือมาโดยตลอด เหมือนบางครั้งมันก็เป็ความฝันบางครั้งมันก็มีอยู่จริง และบางครั้งก็หายไป แต่ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนมากแล้ว สติสัมปชัญญะที่แยกออกมานั้นคือแฮร์ริส ร่างกายที่มีอารยธรรมขั้นสูงจากต่างดาว
รถของหลี่ิออกจากเมืองไปหลังจากนั้นเพียงไม่กี่โค้ง เขาก็หยุดอยู่ในป่าูเาห่างไกลในเขตชานเมือง ไม่มีไฟเข้าถึงในเขตนี้ มันมืดและเงียบสงัด สำหรับคนธรรมดา
หลี่ิเพียงแค่ชำเลืองมองไป ไม่มีพืชหรือสิ่งชีวิตใดหลุดรอดสายตาเขาไปได้ แม้แต่การบินของแมลงก็อยู่ในความรับรู้ของเขา
“ขอแสดงความยินดีด้วย นายได้ก้าวอารยธรรมระดับสี่แล้ว” ทันใดนั้นก็มีเสียงมาจากวิทยุในรถ
หลี่ิไม่แปลกใจเลยเพราะนั้นคือแฮร์ริสอย่างไม่ต้องสงสัย เขาสามารถรับรู้สติสัมปชัญญะของตัวเองได้แล้วสร้างอิทธิพลต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว นี่คือความสามารถของอารยธรรมขั้นสูง หลี่ิตามไม่ทันในจุดจุดนี้ เขาตอบเพียงว่า "แฮร์ริสฉันจะออกจากโลกไปได้เมื่อใด"
"นี่คือดาวแม่ของนาย นายไม่ควรจะหนีมันไปแบบที่ฉันทำ"
สายตาของหลี่ิมองไปที่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวด้านหน้ารถและพูดว่า "ฉันไม่ได้เกลียดหรอก แต่ฉันรู้จักนายดี ความอยู่รอดของมนุษย์ขึ้นอยู่กับดาวโลกทั้งหมด ดังนั้นฉันไม่สามารถทำตัวเป็เ้าของคนเดียวได้ ด้วยพลังงานของโลกทั้งใบนั้นมีจำกัด ถ้ายังเลือกที่จะทำเพื่อตัวเองต่อไปล่ะก็ พลังงานทั้งหมดที่จำเป็สำหรับการอยู่รอดของมนุษย์จะได้รับผลกระทบไปด้วย”
“ฉันได้เรียนรู้ว่านายเป็มนุษย์ตามธรรมชาติ มนุษย์และพลังงานของโลกจำเป็ต้องไปให้ถึงอารยธรรมระดับที่เจ็ดเป็อย่างน้อย เพื่อที่จะก้าวต่อไปในอุปสรรคที่กำลังจะมาถึง
ธรรมชาติของมนุษย์เป็โซ่ตรวนของยีนพวกเราไว้กับดาวเคราะห์แม่ และถ้าพวกเราสามารถทำลายโซ่ตรวนนี้ออกไปได้ ก็จะสามารถออกไปจากโลกได้ ความก้าวหน้าของอารยธรรมแห่งชีวิตคือการเปลี่ยนแปลงของพลังงาน ที่มีต่อภูมิปัญญาและแก่นแท้ของชีวิต ข้อกำหนดของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีข้อดีเฉพาะเป็ของตัวเอง แต่พวกเรา้าพลังของเนบิวลาเพื่อที่จะพัฒนาพลังของตัวเองต่อไป"
“ ในฐานะที่เข้าสู่อารยธรรมขั้นสูงขึ้นแล้ว เมื่อนายไปถึงอารยธรรมที่สูงขึ้นอีกหนึ่งระดับ สติสัมปชัญญะของฉัน จะเชื่อมต่อกับของนายโดยตรง ฉันหวังว่าพวกเราจะไปถึงจุดนั้นได้ก่อนที่ฉันจะหายไป “
“ฉันยังหวังว่านายจะช่วยฉันได้ แต่ฉันก็ไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับมันได้เลยตอนนี้ ถ้านาย้าที่จะก้าวต่อไป นายต้องมองหาเศษเนบิวลาที่ตกลงมาบนโลกจากอารยธรรมระดับอื่นไล่ไปจนถึงนายสามารถพัฒนาพลังถึงอารยธรรมระดับที่ 5 “
“นายต้องหาชิ้นส่วนเนบิวลาที่ตกลงมาบนโลกด้วยตัวของนายเอง การที่นายได้มาสองระดับแล้วแบบนี้ถึงว่าเป็โชคดี แต่โชคจะไม่อยู่กับนายตลอดไป นายจะไปจากโลกนี้ได้ไหมมันขึ้นอยู่กับนายแล้ว"
หลี่ิหันไปมองไปที่ส่วนของวิทยุในรถและพูดว่า “นายไม่อยากไปจากโลกนี้อย่างงั้นหรอแฮร์ริส”
"ฉันเหรอ ฮ่าฮ่า ฉันเป็แค่สติสัมปชัญญะส่วนหนึ่งในร่างนี้ ฉันพยายามควบคุมสติและร่างกายแล้วก่อนหน้านี้ เพราะนี่เป็โอกาสเดียวที่ฉันจะได้รับชีวิตใหม่และกลับคืนสู่จักรวาล พวกพ้องของฉัน ทุกคนทำล้มเหลวกันหมด และสติของฉันก็ค่อย ๆ ถูกกลืนเข้าไปในสมองของนาย และในที่สุดความทรงจำของฉันก็จะเป็แค่อดีตในสมองของนาย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้การแสดงออกของหลี่ิก็แสดงความประหม่าออกมาเล็กน้อย เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัวลึก ๆ ในใจ
“ ไปเถอะมนุษย์ ฉันจะไม่เป็ภัยคุกคามต่อสติของนายอีกต่อไปแล้ว ความรู้ความเข้าใจของฉันจะเปลี่ยนเป็ความทรงจำของนายไปบ้าง จงใช้ความทรงจำนี้เพื่อสำรวจความลึกลับนับไม่ถ้วนของจักรวาลยิ่งสำรวจลึกเท่าไหร่นายจะยิ่งรู้สึกว่าตัวเล็กลงเรื่อย ๆ แต่มันก็มาพร้อมกับความกลัวว่ามนุษย์จะไปได้ไกลแค่ไหน ฮ่าฮ่า ... "
เสียงแปลก ๆ และนุ่มนวลสิ้นสุดลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะ สุดท้ายแล้วรถก็กลับสู่ความสงบ