ไท่ซวนเทียนจุนยังคงอยู่ในสภาวะอารมณ์ที่ตื่นเต้น เพียงแค่เขามีแต้มอรหันต์อยู่ในมือ ตนเองก็สามารถได้รับวิชามหาอำนาจและวิชาการบ่มเพาะอันล้ำค่า รวมไปถึงอาวุธล้ำฟ้าระดับสูงต่างๆ แม้แต่ศัสตราวุธระดับมหาจักรพรรดิที่แม้แต่ในชีวิตก่อน เขาไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ััมัน
ต้องบอกก่อนว่าศัสตราวุธเหล่านี้คือขุมพลังอำนาจที่ทรงพลังมากที่สุดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร หนึ่งการโจมตีสามารถทำลายล้างได้ทั้งมหาทวีป แม้แต่ราชันย์เทพะนับพัน เมื่ออยู่ต่อหน้าศัสตราวุธมหาจักรพรรดิ พวกมันก็ไม่ต่างไปจากมดปลวกที่รอคอยความตาย
แต่การจะใช้งานมันได้นั้น ว่ากันว่ามีเพียงผู้ที่อยู่ในระดับมหาจักรพรรดิขึ้นไปเท่านั้น ที่สามารถควบคุมมันได้โดยสมบูรณ์
ตอนที่เขาถูกกระบี่พุทธะปราบมารดับสูญของพวกหัวโปกนั้นไป นั่นเองก็เป็เพียงแค่พลังส่วนหนึ่งของศัสตราวุธเหล่านี้เท่านั้น
“น่าตื่นเต้นจริงๆ ไม่คิดเลยว่าแกจะร้ายกาจถึงเพียงนี้”
เทียนจุนพึมพำกับตนเองก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความเบิกบาน
“ยังไงก็ฝากตัวด้วยนะ ระบบ”
ระบบเองก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ทำให้เทียนจุนพลันเบะปากเล็กน้อย
“ช่างเถอะ ตอนนี้ข้ายังอ่อนแอเกินไป ต้องให้มีความแข็งแกร่งมากกว่านี้!”
ก่อนที่จะสะบัดความคิดออกไป แล้วเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝนใหม่ของตนเอง
เขาหลับตาลง ขจัดความคิดอันฟุ้งซ่านออกจากจิตใจ และเริ่มต้นโคจรลมปราณ
ไม่นานนัก ภายในร่างกายของเขาก็เริ่มซึมซับปราณเซียนที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ
พลังเหล่านี้แทรกซึมอยู่ทั่วทุกหนแห่งของโลก ทว่าสถานที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยข้อจำกัด ปราณเซียนที่ลอยอยู่รอบตัวมีน้อยยิ่งกว่าภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นับหมื่นๆเท่า ทำให้การฝึกฝนในที่แห่งนี้เป็ไปอย่างยากลำบาก
แต่ด้วยความช่วยเหลือของ คัมภีร์อรหันต์พุทธะมหาเ้าธรรมจักรนิพพาน การซึมซับพลังเพื่อยกระดับตนเองจึงมิใช่เื่ยากเย็นนัก
ภายในคืนที่เงียบสงัด ท่ามกลางป่าทึบที่ปกคลุมไปด้วยไอหมอกแห่งความลี้ลับ ในเขตวัดร้างที่ให้บรรยากาศชวนขนลุก
ร่างของเทียนจุนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นพระพุทธองค์
แสงสีทองจางๆเริ่มเปล่งประกายออกมาจากร่างของเขา วูบวาบและส่องประกายแผ่กระจายออกไปในรัศมีรอบตัว
ปราณเซียนในบริเวณนั้นถูกดูดกลืนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มวลพลังงานอันบริสุทธิ์ค่อยๆไหลเวียนเข้าสู่ร่างของเขา
ปราณเซียนเ่าั้แทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณและจุดตันเถียนภายในร่าง
หมุนวนไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โคจรปราณอย่างสมบูรณ์แบบ เสริมสร้างร่างกายและจิติญญาของเขาด้วยความรวดเร็ว
เพียงไม่นานนัก เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปเกือบหนึ่งคืน ท่ามกลางความเงียบสงัดของผืนป่า แสงสว่างแรกของรุ่งอรุณได้สาดส่องลงมาจากเบื้องบน ความมืดที่ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณค่อยๆจางหายไป เสียงนกร้องขับขานแว่วกังวาน ประกาศการเริ่มต้นของวันใหม่
“................”
เทียนจุนที่นั่งหลับตาโคจรลมปราณอยู่ภายในวัดร้างค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา ภายในม่านตาของเขามีแสงสีทองระยิบระยับวูบวาบอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่มันจะเลือนหายไป เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะพ่นมันออกมาเป็ไอขาวจางๆ เสมือนว่าร่างกายทั้งหมดได้ขับไล่สิ่งสกปรกออกไป
ตอนนี้เขาััได้ถึงพลังของตนเองที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากมาย ความแข็งแกร่งที่อยู่ภายในร่างไม่อาจเทียบได้กับปุถุชนธรรมดาอีกต่อไป
“เร็วมาก!”
เขาได้แต่พูดกับตนเอง พลางขยับกำปั้นและรู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ภายในกล้ามเนื้อ
“ขนาดไม่มีปราณเซียนมากมาย เพียงแค่หนึ่งคืน ข้าก็สามารถยกระดับขึ้นมาถึงหลอมกายาขั้นที่สามได้!”
ตอนนี้เทียนจุนััได้ถึงข้อแตกต่างที่ตนเองไม่เคยมีมาก่อน
แม้แต่ในอดีตที่เขาเป็เทพมาร ยังไม่เคยมีประสบการณ์ฝึกฝนที่พัฒนาได้รวดเร็วเช่นนี้
เขาก็ลุกขึ้นยืนจากพื้นหินอันสกปรก ก่อนจะขยับและบิดร่างกายของตนเองไปมาเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งตัว
จากนั้นเขาก็เริ่มมองไปรอบๆ เพื่อหาอะไรบางอย่างภายในวัดร้าง
ในที่สุด ชายหนุ่มก็พบเศษเชือกเก่าที่ตกอยู่บริเวณมุมหนึ่งของวัด เขาหยิบมันขึ้นมาและใช้มันผูกบริเวณปลายผมของตนเองให้เรียบร้อย ผมสีน้ำตาลเข้มของเขายังคงยุ่งเหยิง และร่างกายของเขาตอนนี้สกปรกเป็อย่างมาก
เขาก้มมองเสื้อผ้าของตนเอง มันขาดวิ่นและเต็มไปด้วยรอยเปื้อนของเืแห้ง
โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกด้านซ้ายที่เต็มไปด้วยร่องรอยของาแเก่าที่เคยมี
“นี่คือสภาพของข้า ผู้ที่เคยเป็ถึงอดีตเทพมารจริงๆน่ะหรือ?”
เขาหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความสมเพชตนเอง
“ไม่ต่างไปจากขอทานเลยสักนิด!”
ขณะที่พูด เทียนจุนก็นึกย้อนกลับไปถึงอดีตของร่างกายที่เขาได้อยู่ในตอนนี้
เ้าของร่างเดิม เทียนจุน ผู้อาภัพที่ถูกทอดทิ้ง ผู้ที่ถูกโลกนี้มองข้าม
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ
“ไม่ต้องห่วง เทียนจุน เ้าหลับให้สบายเถอะ”
ไท่ซวนเทียนจุนนั้นเวทนาต่อชะตากรรมนี้เป็อย่างมาก จนทำให้ดวงตาของเขาทอประกายด้วยความเ็า
“ทุกสิ่งที่เ้าปรารถนา และความฝันที่เ้าเคยมี..”
“ใครที่เคยดูถูกเ้า ใครที่เคยล้อเลียนเ้า หรือใครที่เคยลงมือทำร้ายเ้าทั้งหมด”
“ข้าไท่ซวนเทียนจุนจะเป็ผู้จัดการให้กับเ้าอย่างแน่นอน!”
เมื่อกล่าวจบ เทียนจุนก็หันไปมองยังรูปปั้นพระพุทธองค์ที่อยู่เบื้องหน้า
รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ที่เคยปกคลุมไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ บัดนี้มันเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตของเขาเอง สายตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนที่อดีตเทพมารผู้ชั่วร้ายจะตัดสินใจทำบางสิ่งที่แม้แต่ตนก็ไม่เคยคิดจะกระทำมาก่อน
เขาค่อยๆยกมือขึ้นพนมมือทั้งสองข้างบริเวณหน้าอก และก้มศีรษะลง โค้งคำนับให้กับพระพุทธองค์เบื้องหน้า
แม้แต่ตัวของชายหนุ่มเองยังรู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมตนจึงกระทำเช่นนี้
ระบบที่เฝ้าดูโฮสต์ของตนอยู่ตลอดเห็นดังนั้น ก็รู้สึกพึงพอใจเป็อย่างมาก
แม้ว่าเทียนจุนจะยังไม่ใช่พระอรหันต์เต็มตัว แต่เขาก็เริ่มเข้าใจถึงสัญลักษณ์และแนวทางที่ผู้เดินทางสายนี้ควรพึงกระทำ
นี่คือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของเขา