“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าจะส่งคนไปสืบข่าวเกี่ยวกับกลุ่มโจรร้ายในครานั้นให้พวกท่าน แม้รับปากไม่ได้ว่ามันจะสำเร็จ แต่อย่างน้อยพวกท่านจะได้ปล่อยวางพร้อมกับฉีเฉียนได้สลัดภาระอันหนักหน่วงบนบ่า ภาระแก้แค้นนี้ให้คนของข้าจัดการให้ ส่วนกลุ่มของฉีเฉียนข้าจะส่งเข้ากองทัพ” เพื่อบำบัดสภาพจิตใจของทุกคน หากคลุ้มคลั่งอยากต่อสู้ ก็ให้สู้ในกองทัพที่มีทหารมากฝีมือน่าจะดีกว่า
ฉีต้านถอนหายใจหนักหน่วงกับทางเลือกที่เขายังอดยอมรับไม่ได้ว่ามันดี แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังต้องถามบุตรชายก่อน มิใช่ว่าบังคับหรือจับตัวฉีเฉียนกับพรรคพวกไปทั้งอย่างนั้น “ข้าขอปรึกษากับทุกคนก่อน อย่างไรเสีย หากพวกเขาตกลง ตัวข้าผู้เป็บิดาจะไปส่งพวกเขาจนถึงจวนของท่านเอง ผู้ว่าจางหย่งซื่อ”
จางหย่งซื่อพยักหน้าเข้าใจ “แล้วเื่อื่นๆ เล่ามีอีกหรือไม่ ขาดเหลือสิ่งใดอีก” เท่าที่ได้รับรายงานมา ดูคล้ายว่าจะไม่มีปัญหาอะไรอีก แต่ถึงอย่างนั้นตัวเขาก็ต้องถาม
“ไม่มี”
ได้ยินเช่นนี้ผู้ว่าหนุ่มก็สบายใจ หลังจากสนทนาต่อไปอีกสองเค่อ เขาได้ขอตัวกลับไปยังจวนของตนทันที ใจกระหวัดนึกถึงสตรีปลูกผักที่เดินทางกลับหมู่บ้านไปก่อนหน้า ‘นางผู้ไม่เหมือนสตรีใดในใต้หล้า ไม่เหมือนและไม่มีใครเหมือน’ ไม่รู้ทำไมทั้งๆ ที่คิดว่าจะปล่อยนางไปเสียเพราะไม่อยากจะรับผิดชอบ แต่ทำไมถึงยังสนใจอยากรู้อยากเห็นแต่เื่ของนาง...เขาก็ยังตอบไม่ได้เสียทีเดียว
จวนผู้ว่าฯ
ต้วนชิงหลานนั่งหน้าเครียดอยู่ตรงศาลาเพื่อรอบุรุษในดวงใจจางหย่งซื่อ...แต่นางรอมานานกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว! หนำซ้ำแทนที่จะมีสาวใช้นำน้ำชาและขนมมาปรนเปรอนางในฐานะว่าที่ฮูหยิน แต่กลับไม่มีผู้ใดนำสิ่งที่คิดมาส่งเลยสักคนเดือดร้อนให้สาวใช้ของนางต้องไปหามันมาจากโรงครัว เท่านั้นยังไม่พอ สาวใช้ของนางกลับวิ่งมาบอกข่าวเกี่ยวกับเอี้ยะหลิ่งเฟิง สตรีที่ได้ทานยาปลุกกำหนัดคนนั้น! “นางไม่อายหรืออย่างไร”
“ไม่นะเ้าคะ แต่บ่าวเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีบุรุษผู้หนึ่งช่วยนางขนผัก ในโรงครัวต่างรู้จักนามของบุรุษผู้นั้น ไม่แน่ว่าอาจจะเป็บุรุษที่ได้ร่วมคืนวสันต์กับหลิ่งเฟิงก็เป็ได้เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นอาจจะเป็บ่าวของท่านผู้ว่าใช่หรือไม่”
“ก็อาจเป็ไปได้เ้าค่ะ”
“ฮึ” ครางในลำคอคล้ายไม่ใส่ใจ “ก็แค่เื่ของบ่าวจะมีคู่” ต้วนชิงหลานยังคงฮึดฮัดขัดใจที่แผนในคราก่อนนั้นไม่สำเร็จ อาจจะเป็เพราะนางมาเยี่ยมท่านผู้ว่าในยามอิ่ว (17.30) หาใช่ยามปกติที่สตรีในห้องหอจะออกจากบ้านก็เป็ได้ ต่างจากวันนี้ที่นางมาในยามเซิน (15.00) แต่ท่านผู้ว่าก็ยังไม่กลับ ใจอยากกรีดร้องให้ลั่นจวนเพื่อระบายความอัดอั้นในใจ แต่ก็กลัวว่าผู้ว่ารูปงามจะกลับมาพบแล้วขับไล่นาง สิ่งที่ทำในยามนี้จึงเป็เพียงการนั่งบีบมืออยู่เงียบๆ “ออกไปดูหน้าจวนสิอาจิ้ง” คำสั่งนี้หมายถึงออกไปดูบุรุษที่นางปักใจรักั้แ่ครั้งแรกที่ได้พบ
“เ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทรีบวิ่งออกไปหน้าจวนทันที แต่ไหนเลยจะพบเจอกับท่านผู้ว่า เมื่อด้านหน้ามีแต่บ่าวชายคอยเก็บม้าไปไว้ในคอกด้านข้าง สายตาสาวใช้จับจ้องจนถ้วนทั่วพร้อมกับสอบถาม “นี่เ้า!! ท่านผู้ว่ามาแล้วใช่หรือไม่”
บ่าวชายมากกว่าห้าคน มองสาวใช้พร้อมกับหันหน้าหนี ไม่มีคำตอบใดๆ กลับไปให้สตรีที่มิได้รับเชิญได้รู้ นั่นเพราะพวกเขาต่างมิชอบกิริยาท่าทางของคุณหนูสกุลต้วนและสาวใช้ผู้เย่อหยิ่งนี้เลยสักนิด บ่อยครั้งที่เปิดประตูจวนต้อนรับ นั่นเพราะมิอยากมีปัญหากับคนในพื้นที่ แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนั้นเื่ราววุ่นวายจากสกุลต้วนก็ยังคงมีมาให้รับฟังอยู่เรื่อยๆ ข่าวลือหนาหูว่านายท่านจางของพวกเขาผูกสัมพันธ์รักกับต้วนชิงหลาน แล้วหันมาดูยามนี้...อีกฝ่ายก็ยังมิได้สนทนากับนายท่านจางแม้สักคำ
“เ้าพวกบ่าวด้อยค่า เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ถามสิ่งใดไม่เคยได้ความ!!” สาวใช้นามว่าอาจิ้งเดินกลับเข้าไปด้านใน
บ่าวชายได้แต่เบะปากตามหลัง
โรงครัว 16.30
“นี่คือผักของในวันนี้นะเ้าคะ” เอี้ยะหลิ่งเฟิงะโเสียงดังโรงครัวเหมือนเช่นทุกวัน ในขณะที่นางกำลังลากตะกร้าสานใบใหญ่เข้าไป ผักของนางในวันนี้มีสองตะกร้าสองชนิด คิดเป็เบี้ยหวัดได้หลายร้อยตำลึง ซึ่งแต่ละครั้งจะมีพ่อบ้านนามว่าเจี้ยนจื่อออกมาชำระเบี้ยให้นาง ยกเว้นวันนี้…มีบุรุษรูปงามที่ช่วยนางจับขโมยมายืนร่วมด้วย!! “ท่านกลับมาแล้วรึเ้าคะ” ^^ ใบหน้าเปื้อนยิ้มทักทายไปตามมารยาท อีกฝ่ายยังอยู่ในชุดเดิมที่นางพบเมื่อยามสาย นั่นอาจจะหมายความว่าเขาคงเพิ่งจะมาถึง ต่างกับนางที่มาถึงบ้านสวนเมื่อยามอู่ (12.40) แต่ยังคงใส่ชุดเปื้อนฝุ่นชุดเดิมเพราะต้องรีบตัดผักส่งพ่อค้าแล้วมาส่งผักที่จวนนี้
“เพิ่งกลับมาเมื่อเ้าเห็น” จางหย่งซื่อเดินไปลากตะกร้าผักแทนเอี้ยะหลิ่งเฟิง ผักที่เขาเอ่ยชมทุกครั้งว่ามันหวานกรอบ แต่มิเคยได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสวนของนาง ยกเว้นวันนี้ที่เขาว่างเสียเหลือเกิน “ข้าจะช่วยเ้าเอง” เขาเหลือบมองไปทั่วโรงครัวที่บ่าวชายและแม่ครัวต่างสะดุ้งก่อนจะรีบหันกลับไปทำงานเหมือนเป็ปกติ ‘สิ่งใดควรพูด ไม่ควรพูด ทุกคนในจวนของเขารู้ดี’
“ไม่ต้องเ้าค่ะ พี่ชายกลับไปทำงานของท่านเถอะ การสลับตะกร้าแค่นี้ข้าทำได้” ซึ่งเมื่อครู่นี้เป็บ่าวชายยกมาส่งด้านหน้า จนพี่ชายผู้นี้เข้ามาสานต่อ เอี้ยะหลิ่งเฟิงไม่เข้าใจกับปฏิกิริยาของบ่าวทุกคนในที่นี้นัก ที่แค่วันนี้ตัวนางขนผัก ใยจึงมิหยุดทักทายกันเช่นเก่าก่อน
แม้เอี้ยะหลิ่งเฟิงจะกล่าวเช่นนั้นแต่จางหย่งซื่อก็ยังคงจัดการตะกร้าผักของอีกฝ่ายจนเสร็จ พร้อมกับมองการจ่ายเบี้ยซึ่งเป็หน้าที่ของเจี้ยนจื่อ โดยที่เขายืนมองนางยิ้มกว้างอย่างไร้จริตมารยา ความเป็ธรรมชาติของนางทำให้เขาเผลอยกยิ้มตรงมุมปาก