ตอนที่ 8 ได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว ปรมาจารย์ลึกลับของเย่เฉิน
คัมภีร์เซียนมรรคา์
เคล็ดวิชาที่กู้ฉางเกอใช้ฝึกบำเพ็ญเพียร
เป็เคล็ดวิชาที่มีเพียงศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคา์เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ฝึกฝนได้ ซึ่งวิชานี้นำไปสู่หนทางเซียน เป็รากฐานที่ทำให้เหล่าสำนักะนิรันดร์ยืนหยัดอย่างมั่นคง
มิอาจทราบได้ว่ามีขุมกำลังอำนาจและสำนักะนิรันดร์แห่งแดน์เท่าใดที่ต่างปรารถนาและเฝ้าใฝ่ฝันถึงเคล็ดวิชานี้
ตอนนี้กู้ฉางเกอได้ฝึกฝนจนถึงขั้นที่หกแล้ว ซึ่งในบรรดาผู้ฝึกตนรุ่นเดียวกันในแดน์ เขานับว่าเป็ยอดฝีมือระดับแนวหน้า
แต่แม้เ้าของร่างเดิมจะมีพร์อันล้ำเลิศ แต่เขาก็ติดอยู่ที่ระดับนี้มานานเกือบครึ่งปีแล้ว และยังไม่อาจทะลวงไปยังระดับถัดไปได้
“ในเมื่อค่าชะตา์สามารถนำมาใช้เพิ่มพลัง ดังนั้นหากนำมาเพิ่มระดับของเคล็ดวิชา ย่อมช่วยให้สามารถทะลวงขอบเขตพลังได้”
ความคิดของกู้ฉางเกอนั้นเรียบง่ายนัก
ตอนนี้เขาถือครองค่าชะตา์ถึง 550 แต้ม ซึ่งถือว่าเป็ทรัพย์มหาศาล
“ระบบ! จงมอบพลังให้กับข้าเดี๋ยวนี้”
ทันใดนั้น กู้ฉางเกอก็รู้สึกได้ถึงกระแสพลังอันบริสุทธิ์ที่หลั่งไหลผ่านทั่วทุกส่วนของร่างกาย
พร้อมกันนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงสิ่งลึกลับที่ผุดขึ้นในห้วงความคิด
เป็ความเข้าใจในคัมภีร์เซียนมรรคา์ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในจิตใจ
และจากนั้นเขาก็สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์
ค่าชะตา์ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
พรึ่บ!
ในที่สุด คัมภีร์เซียนมรรคา์ก็ทะลวงเข้าสู่ระดับที่เจ็ด
ภายในเรือน ปรากฏเสียงฟ้าร้องจากห้วงมิติดังกึกก้อง
พลังอำนาจยิ่งใหญ่แผ่ปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ
บริเวณโดยรอบมหาวิหารเงียบงันราวกับความตาย
เหล่าทหารรักษาการณ์ต่างเผยสีหน้าหวาดหวั่น
พร้อมหันกลับไปมอง เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
“พลังเมื่อครู่ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก…”
“เหมือนราวกับว่ามีมารผู้ยิ่งใหญ่แฝงตัวอยู่ในเรือนนั้น”
“ระวังวาจาด้วย อย่ากล่าวอะไรเช่นนี้ออกมาเด็ดขาด”
ทั่วทั้งร่างของพวกเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น แข้งขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกับพื้น
คุณชายผู้นี้กำลังฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่งั้นหรือ
พลังอันน่าหวาดกลัวเช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน
“นี่คือพลังของขอบเขตเ้าครองแคว้นงั้นหรือ ช่างน่าสะพรึงกลัวสมคำร่ำลือเสียจริง”
กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ พร้อมกับถอนหายใจออกมา
ทันใดนั้น ห้วงอากาศเบื้องหน้าก็ปรากฏเสียงคำรามน่ากลัวกึกก้อง
พลังอันทรงอานุภาพและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก่อนหน้า แผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา
โลหิต ปอด และแม้กระทั่งกระดูก ล้วนเปล่งประกายราวกับผ่านการหลอมให้บริสุทธิ์
พลังแห่งมรรคาที่ลึกล้ำ และจิตมารอันน่าสะพรึงกลัว ค่อยๆ แผ่กระจายเข้าสู่หัวใจและกระดูก
การทะลวงขอบเขตพลังทำให้พร์ต่างๆ ของกู้ฉางเกอก้าวหน้าไปอีกขั้น
แม้แต่ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
กระดูกมรรคาจิตมาร
ช่างพิเศษยิ่งนัก
เมื่อพิจารณาจากความทรงจำของเ้าของร่างเดิมแล้ว ดูเหมือนเื่นี้จะเกี่ยวพันกับบุตรแห่งชะตาฟ้าลิขิตอีกคนหนึ่งในอนาคต
ไม่สิ ควรจะเรียกว่า บุตรีแห่งชะตาฟ้าลิขิตจึงจะถูกต้อง
เนื่องจากจิตมารนั้นเป็ของเขาเอง
แต่กระดูกมรรคานั้นหาใช่ของเขาไม่
“ดูท่าว่าคัมภีร์เซียนมรรคา์นี้คงจะมีระดับสูงส่งมิน้อย ถึงกับทำให้การทะลวงเพียงแค่ขั้นเดียวก็สิ้นเปลืองค่าชะตา์ไปมากมายถึงเพียงนี้”
ถึงกับทำเอากู้ฉางเกอไม่อาจหัวเราะได้อีกต่อไป
การทะลวงระดับพลังนับเป็เื่ดี
เพราะความรู้สึกที่แข็งแกร่งและสามารถควบคุมทุกสิ่งได้นี้ช่างวิเศษเหลือเกิน
แต่ค่าชะตา์กว่า 500 แต้ม กลับถูกใช้จนหมดสิ้นไปในพริบตา
นี่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า คัมภีร์เซียนมรรคา์นั้นมีระดับที่สูงมาก
ดูท่าว่าการมุ่งเข้าสู่หนทางเซียน คงไม่ใช่เพียงแค่คำกล่าวอันเลื่อนลอยเท่านั้น
“แต่เื่นี้ก็ช่างเถิด ถึงอย่างไรอย่างน้อยข้าก็ยังมีเย่เฉินเป็หญ้ารอให้เก็บเกี่ยว ยังไงค่าชะตา์ก็จะเพิ่มขึ้นได้อีกเรื่อยๆ อยู่แล้ว”
กู้ฉางเกอเองก็มิได้ใส่ใจเื่นี้อีกต่อไป
เพราะยังมีเื่อื่นที่รอให้เขาจัดการอยู่
เย่เฉิน แม้ท่าทางยามเ้าเพียรพยายามฝึกตนดูลำบากน่าสงสาร แต่ยามเ้าถูกข้า่ชิงโชคชะตามานั้น รูปโฉมของเ้ากลับช่างหล่อเหลายิ่งนัก
……
ในเวลาเดียวกัน
ภายในคุกมืดแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน
บรรยากาศชื้นแฉะ เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่า สลับกับกลิ่นซากศพที่กำลังเน่าเปื่อยปะปนในอากาศ
เย่เฉินนั่งเหม่อลอยอยู่บนพื้น ดวงตาไร้ประกาย ราวกับิญญาถูกสูบหาย
พลังปราณของเขาถูกผนึกไว้ ตามลำตัวมีโซ่ตรวนพันธนาการ หนำซ้ำจิตใจยังไม่อาจฟื้นจากความอัปยศครั้งใหญ่ในวันนี้
ตลอดมา นอกจากความอัปยศจากอดีตคู่หมั้นเมื่อสามปีก่อนแล้ว
เขามิเคยประสบกับความอัปยศถึงเพียงนี้มาก่อน
ไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายเพียงใด เขาก็มักจะรอดพ้นและพลิกสถานการณ์มาได้
แต่ในครั้งนี้ ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“กู้ฉางเกอ…”
เขากัดฟันเอ่ยชื่อนี้ออกมาทีละคำจากลำคอด้วยดวงตาแดงก่ำ
เพียงแค่นึกถึงใบหน้าอันเ็าและหยิ่งผยองของศัตรูผู้ยืนอยู่เบื้องสูงและมองดูทุกสิ่งอย่างไม่ไยดี
หัวใจของเขาก็พลุ่งพล่านไปด้วยความอัดอั้นและความบ้าคลั่งจนแทบจะทนไม่ไหว
“เสี่ยวเฉิน…”
ในขณะนั้นเอง เสียงอันไพเราะนุ่มนวลก็ดังขึ้นมาจากแหวนของเย่เฉิน
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
ทันใดนั้น ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความอัดอั้นไม่ยอมแพ้
“อาจารย์ ท่านไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมตอนที่ข้าร้องเรียก ท่านถึงไม่ตอบกลับข้า…”
เย่เฉินระบายความคับแค้นทั้งหมดที่อยู่ในใจใส่อาจารย์ของตนทันที
ที่จริงแล้วความสำเร็จที่เขามีในวันนี้ สามารถพูดได้ว่าล้วนเกี่ยวข้องกับอาจารย์ในแหวน
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาวิหารวันนี้ ทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บจับใจ
อาจารย์ที่เคยพึ่งพาได้เสมอ กลับเงียบหายไปใน่เวลาสำคัญที่สุด
หรือว่านางเองก็เกรงกลัวกู้ฉางเกอกัน
“เสี่ยวเฉิน ฟังข้าอธิบายก่อน เื่ราวมิได้เป็อย่างที่เ้าคิด”
ภายในแหวน ปรากฏร่างเลือนรางของแม่นางผู้หนึ่งซึ่งเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมาบนใบหน้า
แม้ว่าจะถูกเย่เฉินตำหนิ แต่นางก็มิได้ใส่ใจนัก เพราะเื่นี้ก็มีสาเหตุมาจากตัวนางเช่นกัน
“ในตอนนั้น มีพลังอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วทั้งมหาวิหาร ทำให้ข้าสงสัยว่ามันจะเกี่ยวข้องกับศัตรูที่อยู่เื้ัการล่มสลายในอดีตของข้า ข้าจึงไม่กล้าแสดงตัวออกมา…”
แม่นางในแหวนกล่าวอธิบาย
ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้นางเป็เพียงเศษเสี้ยวิญญาเท่านั้น สิ่งที่สามารถทำได้ก็มีอยู่อย่างจำกัด
หากพลาดพลั้งและถูกศัตรูตามพบเข้า ิญญาของนางก็คงจะต้องสลายหายไปตลอดกาล
ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็พิเศษ
หลังจากที่เย่เฉินระบายความคับข้องใจออกไปแล้ว เขาก็ค่อยๆ สงบลง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความใ “หรือที่เ้าสำนักไท่เสวียนแสดงท่าทีเช่นนั้นกับกู้ฉางเกอ ที่แท้ก็เป็เพราะเขามาจากแดน์”
เย่เฉินรู้ดีถึงที่มาของอาจารย์ของตน นางเคยเป็ผู้แข็งแกร่งในแดน์
แต่สุดท้ายก็ถูกศัตรูแอบวางแผนร้ายเล่นงาน จนทำให้เหลือเพียงเศษเสี้ยวิญญาที่ลอยลงมายังแดนล่าง และเข้าสิงอยู่ในแหวนซึ่งเขาได้”
แต่เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า กู้ฉางเกอจะมีภูมิหลังที่น่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้
เย่เฉินตกอยู่ในความเงียบ
ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกทั้งหมดเรี่ยวแรงและสับสน
หรือว่าเขาต้องยอมปล่อยซูชิงเกอตกลงไปในขุมนรกจริงๆ อย่างนั้นหรือ
เย่เฉินกำหมัดแน่น ในใจเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม