ทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 122 แม่ลูกหงายไพ่

            “ความคิดของข้าเหมือนกับท่านแม่ขอเพียงครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างสงบมีความสุข ก็ใช่ว่าจะมีอะไรไม่ดี” ขณะพูดใบหน้าของจิ่งเฉินก็สุขุมมากขึ้น “เพียงแต่ตอนนี้ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นแล้วนับตั้งแต่ข้าโดนหักขาจนถึงเรื่องที่อาซีถูกคนหลอกใช้จนเกือบเดินผิดเส้นทาง ไหนจะเรื่องที่ไหลไหลเกือบถูกลักพาตัวแม้ว่าท่านแม่จะทำการค้าขายก็มักเจอแต่ปัญหาอุปสรรคเข้ามาสมัยก่อนหากไม่คิดอย่างละเอียด คงรู้สึกแค่ว่านี่เป็นความริษยาของคนรอบข้าง

            ช่วงที่ผ่านมาเราออกจากอำเภอเฉามาเมืองหลวงคนที่รู้เรื่องมีไม่มากนัก แต่ระหว่างทางยังคงเจอกับอันตรายเมืองอันอยู่ใกล้เมืองหลวงถึงเพียงนี้ แต่จากนิสัยของท่านแม่ยิ่งเป็นสถานที่เจริญรุ่งเรืองก็น่าจะยิ่งทำการค้าขึ้นจึงจะถูก แต่ท่านแม่กลับเลือกหลบเลี่ยงเมืองหลวงกระทั่งซื้อบ้านก็อ้างว่าไม่เจอบ้านที่เหมาะสมถูกใจแต่ละเรื่องล้วนบ่งบอกว่าครอบครัวเราไม่เคยหลุดพ้นจากอันตรายมีคนคิดเล่นงานเราจากที่ลับมาโดยตลอด”

            “จิ่งเฉินเจ้า…”

            “ท่านแม่หรือว่าไม่ใช่? ข้ากับอาซีค่อยๆ เติบโตเรารู้ว่าท่านไม่ต้องการให้พวกข้าเป็นห่วงต้องการให้พวกข้าใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลและทำในสิ่งที่อยากทำ แต่ในขณะเดียวกันพวกข้าเองก็ไม่ต้องการให้ท่านแม่ลำบาก ไม่ว่าสิ่งใดก็แบกรับไว้เพียงลำพัง”

            คำพูดนี้ทำให้ชีเหนียงซาบซึ้งนางอยากบอกกับพวกเด็กๆ ว่าไม่ต้องคาดเดาอะไรทั้งนั้นและไม่ต้องกังวล หากแต่คำพูดเหล่านั้นกลับวนเวียนอยู่ที่ปลายลิ้นทำให้นางไม่รู้ว่าจะพูดออกมาอย่างไร

            “ข้าไม่รู้ว่าคนผู้นั้นคือจี้ฉงเหวินหรือยังมีคนอื่นอีกแต่ในเรื่องนี้เขาต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่!” ลั่วจิ่งเฉินกล่าวถึงจี้ฉงเหวินสีหน้าของชีเหนียงย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัดกระทั่งท่าทางของไหลไหลน้อยก็ตึงเครียดขึ้นไม่น้อย

            “ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้หลายวันมานี้ข้าเสวนากับบัณฑิตมากมายและได้ยินชื่อเขาหลายครั้ง คนเหล่านั้นนับถือเขาอย่างมากสำหรับสถานะของเขา ข้าเองก็ค่อนข้างรู้ดี”

            ชีเหนียงได้ยินว่าจิ่งเฉินรู้แล้วหัวใจพลันบีบเกร็งเล็กน้อย ลูกคนนี้มีอะไรที่นางยังไม่รู้อีกเท่าใดกันตัวตนของจี้ฉงเหวิน นางก็เพิ่งจะรู้ไม่นาน แต่จิ่งเฉินกลับรู้ชัดเจนถึงเพียงนี้ดูแล้วน่าจะรู้มากกว่านางเสียอีก

            “แม่กลัวว่าเขาจะคิดร้ายกับเจ้าคนผู้นี้จิตใจเหี้ยมโหดเกินไป…เขาไม่อยากให้เรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยซ้ำ”

            “ข้ารู้ดังนั้นข้าจึงยิ่งต้องสร้างชื่อเสียงให้เลื่องลือในเมืองหลวงข้าอยากดูว่าเขาจะแตะต้องเราต่อหน้าคนใต้หล้าได้อย่างไรเขาจะทำลายความมีตัวตนของข้าได้อย่างไร! ที่ข้าอยากถามยิ่งกว่าก็คือเหตุใดจึงทำเรื่องเช่นนั้นกับข้า” จิ่งเฉินกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดบนใบหน้าปูดขึ้นมา เห็นได้ว่าเขาอดทนเก่งเพียงใด

            “ท่านแม่ข้าเองก็อยากรู้ว่าเหตุใดตอนนั้นเขาจึงทำเช่นนั้นกับพี่ใหญ่ ข้า ท่านแม่และไหลไหล” ช่วงเวลานี้ลั่วจิ่งซีติดตามพี่ชายไปโรงเตี๊ยมเขาเองก็ได้ยินชื่อของจี้ฉงเหวินจนชินชาแล้วก็รู้เรื่องที่เขาถูกจับเป็นเขยแต่งเข้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

            “กระทั่งข้าเองก็อยากถามว่าเขายังมีหน้าใช้ชีวิตภายใต้ชื่อจี้ฉงเหวินได้อย่างไรเขาไม่กลัวว่าสักวันจะถูกคนเปิดโปงและต้องลงนรกบ้างหรือ!”

            ความเศร้าของลั่วจิ่งซีไม่ได้น้อยไปกว่าลั่วจิ่งเฉินเขาต้องสะกดกลั้นอารมณ์ตนเองถึงจะไม่จิกจนโต๊ะเป็นรู

            “ท่านแม่ข้าเองก็อยากพบเขา ดูสิว่าคนที่จิตใจเยี่ยงสุนัขหมาป่านี้หน้าตาเป็นเช่นไร!”ไหลไหลน้อยเสริม เขาอยากเห็นว่าบิดาของตนตกลงหน้าตาเป็นอย่างไรเหตุใดจึงชั่วร้ายเช่นนั้น!

            ชีเหนียงเห็นพวกเขาพี่น้องมีความเคียดแค้นร่วมกันเช่นนี้ไฟที่สุมอกก็ปะทุขึ้นมา นางพยายามสะกดกลั้นความวู่วามและมองพวกเขา “แม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตหรือ?”

            “ใช่!”

            “แม้ครอบครัวจะต้องถูกทำลาย?”

            “ใช่!”

            “แม้ว่าทั้งหมดที่ผ่านมาล้วนเป็นเรื่องจอมปลอม?”

            “ใช่!”

            สามพี่น้องร่วมแรงร่วมใจกันตอบทำให้ชีเหนียงรู้ว่าการทำร้ายที่จี้ฉงเหวินทำกับพวกเขานั้นไม่สามารถเยียวยาได้ชั่วชีวิตวิธีเดียวที่จะเยียวยามีเพียงการเผชิญหน้ากับศัตรูผู้นี้โดยตรงเพื่อหาคำตอบให้กับความสงสัยทั้งหมดของตนเอง มิเช่นนั้นแม้จะมีชีวิตอยู่ เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นเงามืดในใจที่ไม่อาจสลายไปชั่วชีวิตอันที่จริงนางก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน!

            “ดี!” ชีเหนียงพูดออกมาอย่างหนักแน่น “ในเมื่อพวกเจ้าตัดสินใจดีแล้วแม่ก็ไม่กลัวที่จะบอกพวกเจ้า ช่วงที่ผ่านมาแม่แอบสืบเรื่องจี้ฉงเหวินมาโดยตลอดเพียงแต่เพราะว่าตอนนี้ตำแหน่งของเขาอยู่สูงเกินไป จึงได้แค่แอบสืบอย่างลับๆ”

            “ท่านแม่ให้ลุงจ้าวช่วยหรือไม่?” ลั่วจิ่งเฉินเห็นชีเหนียงเริ่มเผยความจริงจึงรีบถามคำถามนี้กลับทำให้หลิงชางไห่ที่อยู่ด้านข้างหัวใจบีบเกร็งยิ่งนัก

            ชีเหนียงส่ายหน้า “ข้าไม่เคยบอกกับเขานี่คือเรื่องของครอบครัวเราไม่มีเหตุผลจะต้องทำให้ผู้อื่นติดร่างแหไปด้วย เพียงแต่…”

            “เพียงแต่เหมือนว่าเขาจะรู้เรื่องมากมาย”

            “ใช่ข้าก็รู้สึกเช่นนี้ เพียงแต่เวลาถามเขา เขากลับไม่ยอมพูดอะไร”

            เพียงคำพูดเดียวของชีเหนียงถือเป็นการบอกพวกเขาว่าจ้าวจือชิงก็มีแผนการของตนเอง “ลุงจ้าวของพวกเจ้าดีกับครอบครัวเราไม่น้อยเขาเองก็คงมีความลับ แต่สุดท้ายแล้วมันจะเป็นอะไร พวกเจ้าก็อย่าได้ไปสืบเลย”

            คำสนทนาภายในห้องของชีเหนียงกับคนอื่นๆเข้าหูของจ้าวจือชิงอย่างไม่ขาดตกแม้แต่คำเดียว วันนี้พวกเขาแม่ลูกคุยกันอย่างเปิดอกต่อไปไม่แน่ว่าจะต้องร่วมหารือกันส่วนแผนการของพวกนางชัดเจนว่าได้ตัดตนเองออกไปแล้ว แม้ว่าเขาจะเศร้าใจแต่นี่เป็นเรื่องที่เขาเคยคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว

            หลังจากหลิงชางไห่เดินออกจากห้องก็พุ่งตรงไปหาจ้าวจือชิง

            “เจ้าบอกมาสิว่าตกลงเจ้าทำอะไรกันแน่? ชีเหนียงถึงได้ไม่รู้เรื่องของเจ้าแม้แต่น้อยเจ้าคิดจะทำอะไร?” นานๆ ทีจะเห็นหลิงชางไห่จริงจังสายตาที่มองจ้าวจือชิงไม่มีความอ่อนโยนเหมือนแต่ก่อน

            จ้าวจือชิงมองดูท่าทีของเขาแต่ไม่คิดจะบอกเรื่องราวทุกอย่างกับเขา “ผู้เฒ่าหลิงท่านวางใจได้ ข้าห่วงชีเหนียงมากกว่าท่านเสียอีก จี้ฉงเหวินคือคนแบบไหนข้ารู้ดีกว่าพวกท่าน ส่วนที่ข้าจะเล่นงานเขาไม่ใช่เพียงเพราะความห่วงใยชีเหนียงอย่างเดียวแต่ระหว่างข้ากับเขาก็มีความแค้นเช่นกัน”

            “ความแค้นอะไร!”

            “ยังไม่สะดวกที่จะบอกให้ท่านทราบตอนนี้เพียงแต่ขอเพียงให้ท่านรู้ไว้ว่าทุกสิ่งที่ข้าทำมีแต่ผลดีต่อชีเหนียง และไม่มีผลร้ายอันใด” จ้าวจือชิงไม่อยากพูดมากหลิงชางไห่ก็มิใช่คนที่ชอบตอแย เพียงแต่เรื่องของยายเฒ่าลั่วเขายังต้องถามให้แน่ใจอีกครั้ง

            “เช่นนั้นเจ้าบอกกับข้าทีว่าเรื่องยายเฒ่าลั่วนั้นเกิดอะไรขึ้น?” ครั้งนี้หลิงชางไห่คิดจะบีบบังคับให้เขาพูด “หากเจ้าไม่บอกข้าข้าจะพาชีเหนียงไปตามหาคน! อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ตอนนั้นเจ้าคิดจะทำให้ข้าหมดสติและพาตัวไป! เพราะเจ้ากลัวว่าข้าจะบอกกับชีเหนียงสินะ”

            หลังจากฟื้นขึ้นมาเขาลองนึกย้อนอย่างละเอียด นอกจากเขาที่ประมาทเอง ก็ยังมีเรื่องที่เขาเชื่อใจผู้คุ้มกันในไร่มากเกินไปจนตกหลุมพรางยังดีที่ถูกลั่วจิ่งซีพบเข้า คนผู้นั้นไม่ได้แม้แต่จะพยายามอันใดกลับหนีไปทันที เห็นได้ชัดว่าผิดปกติอีกทั้งก่อนหน้านี้คนในไร่ให้เขากลับ แล้วเขาจะคาดเดาสาเหตุไม่ได้เชียวหรือ

            จ้าวจือชิงรู้ว่าหลิงชางไห่กำลังข่มขู่ตนเองเพียงแต่เรื่องของยายเฒ่าลั่ว ตอนนี้ยังไม่เหมาะให้ชีเหนียงรู้เมื่อเลี่ยงไม่ได้เขาจึงได้แต่เอ่ย “เรื่องของยายเฒ่าลั่วท่านห้ามบอกชีเหนียงเด็ดขาด ข้าไม่อาจบอกกับท่านมากกว่านี้ได้เพราะว่ามีรายละเอียดมากมายที่ข้าเองก็ยังไม่รู้แน่ชัด หากท่านบอกกับชีเหนียงไม่แน่ว่าจะอาจจะนำมาซึ่งภัยให้นางจริงๆ ก็เป็นได้”

            หลิงชางไห่สีหน้าย่ำแย่ “ร้ายแรงถึงขั้นนั้นเลยหรือ?”

            -----

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ) ที่คุณอ่าน