9
วันที่เก้าของการไม่ได้เป็มนุษย์
ว่ากันรวม ๆอันที่จริงเซิร์กทั้งเผ่าไม่ค่อยสนใจการแสวงหาความสุขในชีวิตนัก
เพราะเหล่าเซิร์กล้วนเป็ทหารชั้นยอดแต่กำเนิดเชี่ยวชาญการต่อสู้โดยธรรมชาติ ขอแค่สภาพแวดล้อมพออยู่ไหวก็เอาตัวรอดได้แล้ว กระทั่งความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตก็ไม่อยู่ในสารบบของเซิร์ก
ทว่ากลับมีบุคคลที่ทำให้พวกเขาต้องขบคิดเื่นี้ใหม่
กู้หวายที่หลับบนเก้าอี้ได้ไม่นานส่งเสียงงึมงำโดยไม่รู้ตัวเพราะท่านอนไม่ค่อยสบายนัก
เสียงนี้ทำเอาเซิร์กทาร์กที่เฝ้าอยู่ข้างกายค้อมหัวร้องเสียงต่ำตอนยังอยู่ดาวร้าง พวกมันจะวางทารกในเปลือกไข่แล้วโยกกล่อมนอนแต่บัดนี้เปลือกไข่กลับถูกเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เก็บไปแล้ว
เดิมทีบรรดาเซิร์กระดับสูงที่ยังรั้งรออยู่ในห้องสั่งการมองเด็กหนุ่มซึ่งกำลังหลับปุ๋ยกันตาเป็ประกายทว่าพอได้ยินเสียงของเด็กหนุ่มก็ชะงักกันหมด
าาหลับพิงเก้าอี้แบบนี้คงไม่สบายตัวสินะ...
การนอนหลับเป็กลไกของร่างกายปกติเผ่าเซิร์กจะนอนน้อยมาก มีเพียงทารกที่อาจนอนมากกว่าหน่อย ส่วนเซิร์กโตเต็มวัยให้อดหลับอดนอนสิบกว่าวันโดยไม่รู้สึกเพลียก็ยังได้
หาก้าพักผ่อนจริงๆ พวกเขาแค่งีบพักสายตาสักครู่ก็พอแล้ว
ดังนั้นเมื่อเผชิญสถานการณ์ตอนนี้เหล่าเซิร์กระดับสูงจึงเพิ่งพบว่ายานรบของพวกเขาไม่มีกระทั่งที่นอนให้เด็กหนุ่มได้เอนร่างด้วยซ้ำ
หรือควรกระชากเบาะเก้าอี้สองสามตัวมาประกอบเป็ฟูกให้าาของพวกเขานอนดีนะ...
ขณะที่ทหารเซิร์กทั้งหลายคิดจะออกไปฉีกทึ้งเก้าอี้นอกห้องเซิร์กผมเงินที่ก้าวลงจากแท่นสั่งการก็ทำให้พวกเขาหยุดกึก
อัลเวสเดินไปหยุดข้างกายกู้หวายอีกครั้งหางสีเทาเงินด้านหลังไวกว่าสองมือก้าวหนึ่งมันััแล้วกระหวัดเกี่ยวร่างอีกฝ่ายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
หางนี้เหมาะจะใช้เพื่อสู้รบจัดการศัตรูมากกว่าปกป้องการพันรอบตัวเด็กหนุ่มเช่นนี้จึงนับเป็ความอ่อนโยนอย่างถึงที่สุดเท่าที่หางของเขาจะเคยทำแล้ว
ไม่ได้ทะลวงไม่ได้ตบฟาด หากแต่ยั้งแรงสุดกำลังเพื่อโอบอุ้ม
จริง ๆแล้วการอุ้มเด็กหนุ่มจากเก้าอี้ไม่จำเป็ต้องใช้หางหรอก
แต่หางกลับขยับไปพันด้วยตัวมันเองหลังจากอัลเวสอุ้มเด็กหนุ่มที่กำลังหลับขึ้นมา ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้คิดผละหางออก
เงียบสงบเหลือเกิน
อัลเวสสรุปได้ว่าขอเพียงรับรู้การดำรงอยู่ของเด็กหนุ่มในอ้อมแขนเขาก็จะไม่ได้ยินเสียงน่าหนวกหูอีกแล้ว
ใช่ว่าเสียงเ่าั้จะหายไปเพียงแต่เมื่อเขารับรู้การดำรงอยู่ของเด็กหนุ่มความสนใจทั้งหมดก็ถูกอีกฝ่ายดึงดูดไปสิ้น
่เวลาที่ไร้เสียงรบกวนช่างแปลกใหม่เหลือเกิน
ความกระหายการต่อสู้เองก็เหมือนจะดับมอดไปชั่วขณะ
แม้จะไม่ใช่สายพันธุ์เซิร์กทาร์กแต่ระดับความกระหายเืของอัลเวสกลับไม่น้อยไปกว่ากันเลยยิ่งการต่อสู้ดุเดือดเท่าไร ก็ยิ่งปลุกเร้าความรื่นรมย์อันเย็นเยือกให้ตื่นขึ้น
แต่เมื่อกู้หวายอยู่ที่นี่อัลเวสก็ราวกับถูกโซ่ไร้รูปเหนี่ยวรั้งกาย ความอยากปกป้องที่แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้ทำให้เขาไม่อาจห่างจากอีกฝ่าย ความกระหายการต่อสู้จึงจำต้องถูกกดข่ม
ไม่ต่างจากัที่ตามหาสมบัติล้ำค่าแล้วนำกลับถ้ำ และเพื่อป้องกันไม่ให้สมบัติเสียหายหรือถูกแย่งชิงัั์ตนนี้จึงเลือกขดตัว หุบปีกทั้งสองข้าง หรี่ตาที่มีม่านตาเรียวแหลมพร้อมทั้งคอยเฝ้าอยู่ภายในถ้ำของมัน
เพราะได้นอนไปแล้วรอบหนึ่งหนนี้กู้หวายจึงหลับไม่นานก็ตื่น ทันทีที่อีกฝ่ายรู้สึกตัวอัลเวสก็วางกู้หวายลงบนพื้นเงียบ ๆโดยไม่ต้องรอให้เด็กหนุ่มทำท่าอยากลงเหมือนก่อนหน้านี้อีก
ดังนั้นเมื่อกู้หวายตื่นเต็มตาจึงเพิ่งตระหนักว่าถูกอีกฝ่ายอุ้มตอนนอนอีกแล้ว
เด็กหนุ่มเงยมองใบหน้าเรียบเฉยเ็าของเซิร์กผมเงินเกาแก้มพลางเอ่ยว่า
“ครั้งหน้าถ้าผมส่งเสียงอะไรตอนหลับอีกก็ให้ผมนอนตรงนั้นต่อได้เลยนะ ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ”
แม้จะรู้ดีว่าในมุมมองของเผ่าเซิร์กการที่เขาถูกอุ้มกล่อมนอนจะถือเป็เื่ปกติเหมือนที่บรรดาเซิร์กทาร์กชอบวางเขาตอนหลับไว้ในเปลือกไข่แล้วจับโยกเยกนั่นแหละสองเหตุการณ์นี้แทบไม่ต่างกัน แต่กู้หวายยังมีความคิดแบบมนุษย์ติดตัวอยู่จึงพลอยรู้สึกไม่ค่อยชิน
อัลเวสได้ยินแต่ก็ไม่ได้พยักหน้าหรือส่ายหน้าทันที มุมปากนิ่งสนิทเป็เส้นตรงดูเฉยเมยคล้ายเลี่ยงไม่ตอบ
คำพูดของเด็กหนุ่ม้าสื่อว่าไม่อยากถูกเขาอุ้มตอนนอนอีกนัยหนึ่งคือไม่อยากให้เขาแตะต้อง อัลเวสเข้าใจแบบนั้น
เพราะสังเกตเห็นความผิดปกติของเขาจากคำพูดของผู้ช่วยก็เลยไม่อยากเข้าใกล้อย่างนั้นหรือ
ถึงแม้เซิร์กจะเป็เผ่าที่เชี่ยวชาญการต่อสู้โดยสัญชาตญาณแต่ในหมู่เซิร์กก็ไม่มีใครที่กระหายการทำลายล้างจนควบคุมตัวเองไม่ได้อย่างเขาเซิร์กตาบอดที่พร้อมะเิอารมณ์ใส่ทุกชีวิตไม่เลือกหน้าแบบนี้แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าตนจะคลั่งเมื่อไร
ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะไม่อยากให้เขาเข้าใกล้
หางสีเทาเงินเย็นเยียบสะบัดอย่างอยู่ไม่สุขแต่อารมณ์ดังกล่าวกลับไม่ได้แสดงบนสีหน้าของอัลเวสหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยรับคำเสียงเรียบว่า
“อืม”
เพราะมีาาโดยสารอยู่ยานรบออยเลอร์จึงแล่นด้วยความเร็วสูงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนแม้แต่ระยะไกลสุดในการวาร์ปยังเพิ่มกว่าเดิมเป็เท่าตัว
ด้วยความเร็วระดับนี้ใช้เวลาอีกแค่ไม่กี่วันก็ถึงดาวทูเซอร์
ใน่ไม่กี่วันดังกล่าวกู้หวายเดินจนทั่วยานรบไปรอบหนึ่งแล้ว เพราะมีอำนาจสูงสุดทั้งยานจึงเปิดทางต้อนรับ อยากไปตรงไหนก็ไม่มีปัญหา
ระหว่างกู้หวายเที่ยวเตร็ดเตร่ก็มักได้ยินยานรบออยเลอร์ส่งเสียง‘แกร๊ง แกร๊ง’ ราวกับดีใจมากที่เขาให้เกียรติเดินไปเดินมาทั่วลำ
ทว่าสาเหตุที่กู้หวายเดินไปทั่วไม่ใช่แค่เพราะสนใจหรอกเขากำลังถือโอกาสตามหาคนด้วย
“หัวหน้าของพวกคุณไปไหนเหรอ”
วันที่สองของการเดินทางกู้หวายไม่เห็นเซิร์กผมเงินที่ควรนั่งประจำการตรงจุดสั่งการในห้อง จึงอดมองอัลเกอร์ด้วยความสงสัยไม่ได้
คำถามนี้ทำให้อัลเกอร์ลำบากใจเขาก้มศีรษะให้เด็กหนุ่มก่อนจะตอบว่า
“ผู้น้อยเองก็ไม่ทราบครับ”
ไม่ทราบจริง ๆ ไม่ได้มีเจตนาปกปิดแต่อย่างใด
“หากท่านผู้นำไม่อยากออกมาก็ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าเขาอยู่ไหน” อัลเกอร์เอ่ยเสริม
คำตอบนี้ทำให้เหนือศีรษะกู้หวายมีเครื่องหมายคำถามเพิ่มมาสามตัว อัลเกอร์ที่ลอบเงยหน้าเห็นเข้าพอดี จึงอธิบายต่อ
“ท่านอัลเวสเป็เซิร์กที่เกิดในเผ่าลีโน เซิร์กสายพันธุ์ลีโนปกติแล้วจะเชี่ยวชาญการลอบสังหารมากจึงพรางตัวได้ยอดเยี่ยม แถมท่านผู้นำยังอยู่บนจุดสูงสุดของเผ่าอีกด้วย” ยามเอ่ยถึงเื่นี้ อัลเกอร์ทั้งภาคภูมิและสับสน
เห็น ๆกันอยู่ว่าผู้บัญชาการของพวกเขาลอบสังหารเก่งเป็เลิศและปลิดชีพศัตรูได้อย่างไร้สุ้มเสียงแต่อีกฝ่ายกลับชอบต่อสู้แบบซึ่งหน้า ด้วยความที่เป็เซิร์กระดับสูงแม้ไม่ได้ใช้ทักษะที่เชี่ยวชาญการห้ำหั่นศัตรูแต่ความสามารถด้านอื่นก็ยังแข็งแกร่งกว่าพวกเขามากอยู่ดี
ศัตรูที่รู้ว่าอัลเวสเป็เซิร์กสายพันธุ์ใดจะตระหนักดีว่าเวลาที่อีกฝ่ายปรากฏตัวให้เห็นต่อหน้า ไม่ว่าเ้าตัวจะสำแดงพลังแกร่งกล้าเพียงใดก็ยังไม่ใช่กรณีที่เลวร้ายที่สุด
หากอัลเวสหายไปต่อหน้าต่อตาต่างหากที่น่ากลัวที่สุดเพราะนั่นหมายความว่า พริบตาต่อมาอาจถูกเชือดคอเงียบ ๆ เมื่อใดก็ได้
เซิร์กลีโน
กู้หวายแสดงสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อยอย่างอดไม่อยู่เดิมทีเขาเดาว่าอัลเวสน่าจะเป็เซิร์กทาร์กโดยพิจารณาจากความกระหายการต่อสู้และเข้าสู่สภาวะบ้าคลั่งได้
อัลเวสเชี่ยวชาญการลอบสังหารที่สุดกู้หวายไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินคำนี้จากปากอัลเกอร์
แล้วทำไมอยู่ดีๆ ก็หายหน้าไปเลยล่ะ
กู้หวายสงสัยแต่ในเมื่อคนไม่อยู่ตรงหน้า เขาก็ไม่มีทางที่จะเค้นหาคำตอบได้
สองสามวันมานี้กู้หวายเดินวนไปวนมาทั้งยานเพื่อออกตามหาผลลัพธ์ที่ได้คือแทบจะครบรอบแล้ว ก็ยังไม่เจอแม้แต่เงา
เขาเดินไปถึงจุดสุดท้ายที่ยังไม่เคยไปกวาดตามองทั่วบริเวณก็ไม่เห็นใครสักคน
กู้หวายปิดประตูแล้วเดินกลับไปตามระเบียงทางเดินถ้าเกิดหาไม่เจอ ต้องทำยังไงให้อีกฝ่ายยอมออกมากันนะ...
“อัลเวส?” แล้วกู้หวายก็ลองเรียกเสียงเบา
ระเบียงทางเดินนี้เป็เอกเทศจากทั้งยานรบ กู้หวายลองเอ่ยชื่อเซิร์กผมเงิน เขาไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายจะได้ยินแล้วยอมปรากฏตัวจริง ๆ หรอก จนกระทั่งเสียงฝีเท้าดังขึ้น
เสียงแ่เบามาก ปกติอัลเวสเดินโดยไร้สุ้มเสียงได้อยู่แล้ว แต่เวลานี้เขาตั้งใจให้กู้หวายได้ยินก็เท่านั้น
อัลเวสค่อย ๆ เดินออกมาจากเงามืดใกล้ ๆ เด็กหนุ่ม
เป็ความจริงที่ไม่มีใครหาเขาพบแต่ก็ยังมีคนคนหนึ่งทำให้เขาปรากฏตัวออกมาเองได้
ผิวขาวซีดขับเน้นให้ผ้าคาดสีดำที่บดบังดวงตาเซิร์กผมเงินยิ่งดูโดดเด่นพอมองอีกฝ่ายแล้วกู้หวายก็อดสนใจผ้าปิดตาไม่ได้ แต่เพราะตระหนักว่าเป็เื่ไม่ควรแตะต้องของเ้าตัวจึงรีบเบนสายตาหนี
เซิร์กผมเงินที่ปกปิดดวงตาทั้งคู่ยืนตรงนั้นเงียบๆ สีหน้าไร้อารมณ์ และโครงหน้าคมคายเผยความงามอันโดดเดี่ยวเ็าคล้ายรอให้เด็กหนุ่มพูดก่อน
“ทำไมหลายวันนี้หายหน้าไปเลยล่ะ”กู้หวายถามอย่างสงสัย
อัลเวสหลุบตาที่ถูกปิดซ่อนเล็กน้อยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเ็า
“เพราะเธอไม่อยากให้ฉันเข้าใกล้”
ตอนแรกเขาคิดว่าในเมื่อเด็กหนุ่มไม่อยากให้เข้าใกล้บางทีไม่โผล่หน้าไปให้เห็นเลยน่าจะดีกว่า
แต่หลังจากหลบซ่อนในเงามืดอัลเวสก็คิดว่าหากเข้าใกล้แล้วไม่ถูกจับได้ ก็ไม่น่าจะขัดความ้าของอีกฝ่าย
อันที่จริงคำตอบนี้ทำให้กู้หวายตกตะลึงครู่หนึ่งเริ่มทบทวนความจำว่าก่อนหน้านี้ตนพูดอะไรออกไป อีกฝ่ายจึงเข้าใจผิดแบบนี้...??
หรือเพราะไปบอกว่าตอนเขานอนให้ปล่อยเขานอนเองได้เลย...??
กู้หวายเงียบอย่างหมดคำจะพูดหน่อยๆ แต่เมื่อเห็นเซิร์กผมเงินยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าราวกับแมวั์เชื่อง ๆก็อดอธิบายเสียงนุ่มไม่ได้
“ไม่ใช่ไม่อยากให้คุณเข้าใกล้สักหน่อย”
เซิร์กผมเงินได้ยินแล้วเอียงคอน้อยๆ แม้ดวงตาจะถูกคาดปิดใต้ผ้าสีดำ กู้หวายก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจับจ้องตน
“ดังนั้นไม่ต้องจงใจซ่อนตัวแล้วนะ”กู้หวายกล่าว
อาจเพราะท่าทางของอีกฝ่ายยามนี้สงบเสงี่ยมว่าง่ายมากทำให้กู้หวายคิดถึงสิ่งที่อัลเกอร์บอกเขาว่าอัลเวสต้องทนทรมานอยู่ตลอดเวลาจึงยื่นมือไปลูบเรือนผมสีเงินที่ค่อนข้างเย็นอย่างอดใจไม่อยู่
เมื่อแตะโดนผมเขาก็พยายามส่งพลังจิตไปปลอบประโลมเล็กน้อยด้วยหวังว่าจะบรรเทาความสับสนบางอย่างของอีกฝ่ายได้บ้าง
การปลอบเช่นนี้ช่างอ่อนโยนนัก ถึงอัลเวสจะยังทำหน้าไร้อารมณ์ แต่หางสีเทาเงินข้างหลังกลับสะบัดแรง ๆ ทีหนึ่ง
กว่ากู้หวายจะผละมืออัลเวสก็แข็งค้างไปทั้งตัวแล้ว ยกเว้นหาง
“รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม”กู้หวายเอ่ยถามหลังจากลองปลอบอีกฝ่าย
“อืม” อัลเวสเอ่ยรับเบา ๆ
ความจริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรต่างสักเท่าไรเพราะการดำรงอยู่ของเด็กหนุ่มเป็สิ่งปลอบประโลมชั้นยอดอยู่แล้วการปลอบเช่นนี้จึงไม่ส่งผลมากนัก แต่ไม่รู้ทำไมอัลเวสจึงตอบอีกฝ่ายไปคำหนึ่ง
“งั้นก็ดีแล้ว” กู้หวายยิ้มตาหยี
เสียงของเด็กหนุ่มเจือความยินดีแม้จะมองไม่เห็น แต่อัลเวสก็จินตนาการได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายน่าจะกำลังยิ้มจนตาหยี
ท่ามกลางความมืดมิดเบื้องหน้าอัลเวสเริ่มพยายามร่างภาพเด็กหนุ่มโดยไม่รู้ตัว
เส้นผมดำขลับ...อ่อนนุ่ม ั์ตาสีดำเหมือนสีผมมีลักษณะกลม ๆ หน้าตาอ่อนโยนน่ามอง
แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจร่างภาพที่ถูกต้องเหมาะสมได้ทั้งยังรู้สึกขัด ๆ อยู่ตลอด อัลเวสไม่มีวันยอมยึดจินตนาการมั่ว ๆมาเป็รูปร่างหน้าตาของเด็กหนุ่มแน่
เดินทางต่ออีกสองสามวันในที่สุดยานรบออยเลอร์ก็มาถึงกาแล็กซีนอร์ดราอันเป็ที่ตั้งของดาวทูเซอร์ยานรบออยเลอร์เพิ่งจะแล่นเข้าเขตหมู่ดาวนอร์ดราบรรดาเ้าหน้าที่ระดับสูงกองทัพที่หนึ่งของเซิร์กดาวทูเซอร์ก็ได้รับข่าวการกลับมาของผู้นำกองทัพแล้ว
ณ ห้องประชุมกองบัญชาการทหารสูงสุด
“พอต้อนรับท่านผู้นำที่ท่าเทียบยานเสร็จฉันจะขอลาออกจากตำแหน่งเสนาธิการทันทีต่อจากนี้เื่ของดาวทูเซอร์คงต้องรบกวนทุกท่านแล้ว”
เสนาธิการเอลลิสแจ้งการตัดสินใจของตนให้สหายทั้งหกที่ร่วมงานกันมานานปีรับรู้ด้วยสีหน้าจริงจังและเยือกเย็น
ห้องประชุมตกสู่ความเงียบสนิททันใดนั้นเซิร์กระดับสูงตนหนึ่งก็กล่าวว่า
“แต่ถึงท่านจะลาออกก็ใช่ว่าท่านผู้นำจะอยู่ทูเซอร์ต่อได้นาน...”
“ฉันตัดสินใจแล้ว” เอลลิสมีท่าทีแน่วแน่
ในฐานะผู้ต้องแบกรับภาระที่ผู้นำโยนใส่ตลอดแถมโยนมาทีหนึ่งแล้วหายหัวไปหลายปีอีกต่างหาก
เอลลิสรู้สึกว่าเขาต้องทำให้อีกฝ่ายโดนกับตัวเสียบ้าง
ลองไปถามเซิร์กอีกสามกองทัพดูเถอะมีผู้นำกองทัพไหนบ้างออกจากดาวฐานที่มั่นไปนานปีแล้วโยนงานบริหารทั้งหมดให้เสนาธิการ
ก็ไม่มีน่ะสิมีแค่กองทัพที่หนึ่งของพวกเขานี่แหละที่เป็แบบนี้
หลังอดทนอดกลั้นเฝ้ารอผู้บัญชาการกลับมาเอลลิสก็วางแผนไว้พร้อมสรรพ
ลาออกเมื่อไรเขาจะไปจากดาวทูเซอร์ทันทีเลย
เขาจะไม่อยู่ดาวทูเซอร์ชั่วคราวอย่างน้อยผ่านไปสักระยะค่อยกลับมาใหม่
แผนการถูกวางไว้ดิบดี
เมื่อยานรบออยเลอร์รับรองพิเศษลงจอดที่จุดเทียบท่าของดาวทูเซอร์เอลลิสและเ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหกตนก็เตรียมต้อนรับการมาถึงของผู้ปกครองดาว
ยานรบออยเลอร์ลำมหึมาลงจอดบนพื้นอย่างนุ่มนวลเหลือคณาประตูห้องโดยสารเปิดออก
แล้วเงาร่างหนึ่งก็เดินออกมา
เ้าหน้าที่ระดับสูงของดาวทูเซอร์คุ้นตาเงาร่างนั้นเป็อย่างดีผ้าปิดตาสีดำสนิทและหางสีเทาเงิน เห็นเพียงสองอย่างนี้ก็ระบุตัวตนได้แล้ว
ตอนนั้นเองเสนาธิการก็ก้าวเข้าไปหาค้อมศีรษะให้ผู้ปกครองดาวที่กลับมาเยือน
“ท่านอัลเวส...”
เพิ่งพูดได้สามพยางค์พอก้มเห็นเด็กหนุ่มที่หลับใหลในอ้อมกอดเซิร์กผมเงินเสียงของเสนาธิการก็พลันเหือดหายจากลำคอ กระทั่งเส้นเสียงก็หยุดสั่นะเืในบัดดล
ปฏิกิริยาตอบสนองนี้ไม่ได้เกิดกับเซิร์กเพียงตนเดียวแต่เ้าหน้าที่ระดับสูงของดาวทูเซอร์อีกหกตนก็มีอาการเหมือนเอลลิสกันหมดเวลานี้ไม่ว่าใครก็ต่างตัวแข็งทื่อ ม่านตาเรียวแหลมพลันหดเกร็ง
าา...
ความยินดีพวยพุ่งจู่โจมพวกเขาจนแทบกลายเป็ความตื่นตระหนกสัญชาตญาณส่วนลึกของเซิร์กระดับสูงทั้งเจ็ดล้นทะลักจนร่างกายนิ่งค้างไม่ไหวติง
สมองของพวกเขาเหลือแต่ความว่างเปล่ามีเพียงดวงตาที่ยังจับจ้องอย่างแน่วแน่
หากเอลลิสในตอนนี้ยังเหลือแรงคิดอยู่สักหน่อยในฐานะเสนาธิการ เขาก็น่าจะกำลังคิดว่า...
ลาออกอะไรกัน!ใครหน้าไหนก็ทำให้เขาออกจากดาวทูเซอร์ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ!!