Druw 004 บททดสอบ [II] - บทละครแห่งอดีต สิ้นสุดการทดสอบ
ไดรกอนเงยหน้ามองท้องฟ้ามืดครึ้ม้าที่เต็มไปด้วยเมฆฝนสีดำทะมึนเต็มไปหมดแล้วหันหน้าไปมองคนข้างๆ ที่ตอนนี้ยืนหลบฝนอยู่ตรงปากถ้ำ ดรูว์มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า...ราวกับกำลังคิดถึงเื่อะไรบางอย่างอยู่
หลังจากที่ดรูว์จัดการกับ (อีกหนึ่ง) ชายผู้โชคร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ ร่างของดรูว์ ไดรกอน และฟรองเซ่ก็ถูกอักขระเวทบางอย่างดีดกระเด็นออกจากที่นั่นทันที โชคดีที่ไดรกอนเกาะไหล่ดรูว์แบบแน่นหนึบทัน พวกเขาจึงไม่ต้องแยกจากกันเหมือนเมื่อวาน แต่พอร่างร่วงลงพื้นปุ๊บ ฝนก็เทลงมาทันที นั่นทำให้พวกเขาต้องหาที่หลบฝนอย่างเร่งด่วน ซึ่งก็คือปากถ้ำตรงนี้นี่เอง
“ไดร ัเสกคืออะไร” จู่ๆ ดรูว์ก็พูดขึ้นหลังจากที่เงียบไปนาน ไดรกอนเลิกคิ้วอย่างสงสัย...อะไรทำให้ดรูว์ถามเขาแบบนี้กันนะ หรือจะเป็เพราะคำพูดของชายเมื่อครู่? แต่ถึงจะสงสัยไดรกอนก็ยอมตอบคำถามให้
“พวกผู้ใช้เวทมนต์บางกลุ่มที่มีพลังเวทเยอะสามารถเสกสัตว์เวทขึ้นมาเป็ข้ารับใช้ได้ สัตว์ที่เสกออกมาจะปรากฏตามความสามารถของผู้เสก เื่นี้เ้ารู้ใช่ไหม” ดรูว์พยักหน้ารับ หากแต่คิ้วที่ขมวดกันอยู่ยังคงไม่คลายลง ไดรกอนจึงเริ่มอธิบายต่อ “ัเสกที่มนุษย์พวกนั้นพูดถึงก็เป็สัตว์เวทชนิดหนึ่งเช่นกัน แต่ัเสกนั้นนับว่าเป็สัตว์เวทที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสัตว์เวททั้งหมด ใครก็ตามที่สามารถเสกัเสกได้และสามารถทำให้มันเชื่องได้ นั่นย่อมหมายถึงความสามารถของผู้ใช้เวทผู้นั้นไม่ธรรมดาเลย และอีกอย่าง สัตว์เวทที่ถูกเสกขึ้นมาไม่มีจิตใจหรือความคิดเป็ของตัวเอง”
“แต่ไดรไม่ใช่ของเสกพวกนั้น” ดรูว์หันมาสบตาไดรกอนตรงๆ “เพราะไดรมีชีวิต มีจิตใจ เป็ครอบครัวคนสำคัญของข้า เป็พ่อแม่ของข้า พี่ของข้า เป็ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะสัตว์เวทหรือัตนอื่นก็เทียบไม่ได้” น้ำเสียงและสายตาอันหนักแน่นนั้นทำให้ไดรกอนรู้ว่าดรูว์จริงจังกับเื่แบบนี้มากแค่ไหน เขาพยักหน้ารับ
ใช่...เขาเป็ครอบครัวของดรูว์ เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยว่าทำไมดรูว์ถึงได้โกรธที่ชายคนนั้นเรียกไดรกอนว่า ‘ของเสก’ ความสัมพันธ์ของเขากับดรูว์ที่ไม่เหมือนคู่หูัแห่งควาเซคนอื่นๆ
ความสัมพันธ์ที่ถูกเรียกว่า ‘ครอบครัว’
“นึกแล้วก็ให้รู้สึกโมโหจริงๆ ...น่าจะต่อยหน้าเ้านั่นให้หนักกว่านี้”
“แต่ที่เ้าทำลงไปนั่นข้าคิดว่ามันหนักแล้วนะ”
“...เ้าคิดอย่างนั้นหรือ?” ดรูว์เอียงคอถามด้วยความสงสัย ใบหน้าแบบนั้น...นี่เธอไม่รู้สึกผิดที่ทำให้อีกฝ่ายแทบจะสูญพันธุ์เลยเรอะ!?
ไม่ใช่แค่ไดรกอนที่คิด ไม่ว่าผู้ชายคนไหนมาเห็นเข้าก็รู้สึกเ็ปแทนกันทั้งนั้น อย่างฟรองเซ่นั่นไง...หน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด ซีดจนหาสีเืบนใบหน้าไม่เจอ
“ดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว แถมเมฆฝนดำๆ นั่นคงอีกนานกว่าจะหยุดตก...เ้านอนพักบ้างเถอะดรูว์ ก่อนที่ร่างกายของเ้าจะรับไม่ไหว มันจะเป็เื่เอาเสียเปล่า”
ดรูว์เงยหน้ามองท้องฟ้าดำมืดที่เต็มไปด้วยเม็ดฝนอีกครั้ง เด็กสาวถอนหายใจออกมาก่อนที่จะยอมเดินเข้าไปนั่งพิงโขดหินแล้วนอนพักอย่างว่าง่าย พอสัญญาณที่บ่งบอกว่าดรูว์หลับไปแล้วดังขึ้น ไดรกอนจึงะโลงจากไหล่ของดรูว์แล้วแปลงสภาพให้ตัวเองอยู่ในร่างมนุษย์ เนื่องจากเขาเกิดก่อนดรูว์แค่ไม่กี่เดือนร่างมนุษย์ของเขาจึงมีอายุพอๆ กับดรูว์ ไดรกอนนั่งลงข้างๆ เด็กสาวและเริ่มทำหน้าที่คุ้มกันคู่หูโดยกางอักขระเขตแดนเฉพาะขึ้นเพื่อไม่ให้สิ่งใดย่างกรายเข้ามา ฝนด้านนอกยังคงเทลงมาเรื่อยๆ และมีส่วนหนึ่งที่สาดเข้ามาจนตอนนี้พื้นที่ตรงนั้นกลายเป็แอ่งน้ำไปแล้ว และนั่นก็ทำให้ัแสงในร่างมนุษย์ได้เห็นเงาของตัวเองในร่างมนุษย์เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา...ใบหน้าของเขาคล้ายกับดรูว์มากจนแทบจะเรียกได้ว่าเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน แต่โครงหน้าของไดรกอนดูอย่างไรก็ผู้ชายแน่นอน ผมตรงสีขาวบริสุทธิ์ที่ยาวถึงกลางหลังถูกรวบเอาไว้อย่างเรียบร้อย ดวงตาสีเดียวกันกับดวงตาของดรูว์จ้องมองสบตากับไดรกอนที่มองมันอยู่ก่อนแล้ว และดวงตานั่น...ก็ทำให้เขานึกถึงเื่เมื่อสิบกว่าปีก่อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เื่ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกพี่ชายของตัวเองทรยศหักหลัง...
ทันใดนั้นบรรยากาศรอบตัวก็เกิดการบิดเบี้ยวขึ้น ไดรกอนผงะใ...ั้แ่เมื่อไรกัน! ส่วนดรูว์สะดุ้งตื่นพร้อมกับหันมองโดยรอบ ยังไม่ทันที่จะตั้งตัวดีๆ ภาพรอบข้างก็เปลี่ยนไป จากถ้ำอับชื้นที่มีบรรยากาศดำๆ มืดๆ ขมุกขมัวเมื่อครู่กลายเป็ถนนกลางอาณาจักรที่ไหนสักแห่ง ผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ซื้อของกับเต็มไปหมด ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม...ทว่าถึงคนที่นี่จะมีมากมายขนาดไหน แต่นั่นก็ไม่อาจดึงดูดสายตาของทั้งสองได้มากไปกว่าร่างเล็กของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินจับมือกับเด็กผู้ชายที่ตัวสูงกว่า...
เด็กคนนั้นมีเส้นผมสีน้ำตาลแดงดูยุ่งๆ ยาวคลุมบ่า แต่ถึงมันจะยุ่งแค่ไหนมันก็ขยับไปตามจังหวะก้าวเดินของเ้าตัว ดวงตาสีเดียวกันนั้นทอประกายสดใสยามเมื่อพูดคุยกับเด็กชายคนที่เธอสูงได้แค่อกของเขา เสียงหัวเราะของเด็กทั้งคู่เรียกสายตาของผู้ที่เดินผ่านและอมยิ้มไปกับมันเป็ระยะๆ ทว่าภาพตรงหน้านั้น...กลับทำให้ดรูว์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ไดรกอนตอนนี้มีใบหน้าชิงชัง ก่อนที่เ้าตัวจะขบกรามแน่น
“นี่ก็เป็...หนึ่งในบททดสอบครั้งนี้อย่างนั้นรึ” ดรูว์พูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มอารมณ์อย่างสุดความสามารถ รอยร้าวรานในดวงตาสีฟ้าเข้มยามเมื่อมองภาพตรงหน้าปรากฏฉายชัดจนไดรกอนยิ่งรู้สึกเป็ห่วง
“...อาจจะใช่” ไดรกอนตอบเสียงแ่ ดรูว์กำหมัดแน่นจนัแสงกลัวแทนว่าเล็บจะจิกอุ้งมืออีกฝ่ายให้ได้เื
“นี่มันล้ำเส้นเกินไปแล้ว...เกินไปแล้วจริงๆ”
ไดรกอนพยักหน้าเห็นด้วย เื่ในอดีตเมื่อดรูว์ยังอยู่ในอาณาจักรควาเซ...โดยเฉพาะเื่นี้ถือเป็เื่ต้องห้ามของดรูว์ อดีตที่ไม่น่าจดจำและใครก็ไม่สมควรที่จะรู้กำลังถูกเอามาทำเป็เื่ที่ดูเหมือนเอามาล้อเล่นแบบนี้ เื่ที่เป็จุดแตกหักในชีวิตของดรูว์ ทำให้ชีวิตของดรูว์ที่แปลกไปมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วต้องเปลี่ยนไปมากกว่าเก่า เื่ที่กรีดเป็รอยแผลให้กับดรูว์อย่างแสนสาหัส
าแที่จนถึงตอนนี้...ที่ผ่านมาเกือบๆ สิบแปดปีมานี้ก็ยังรักษาไม่หาย เป็แผลกัดหนองที่สร้างความเ็ปทุกครั้งเมื่อมีใครััมัน
ดรูว์เดินตามเด็กทั้งสองคนไป นั่นทำให้ไดรกอนต้องเดินตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ เด็กทั้งสองคนยังคงพูดคุยและหัวเราะกันอย่างมีความสุข ทว่าภายใต้รอยยิ้มเ่าั้...ทั้งหมดมันเป็เื่โกหกหลอกลวงทั้งเพ
“ขนมหวาน...ยิ่งหอมหวานและสร้างความสุขให้มากเพียงใด หากความเป็จริงของความหอมหวานนั้นกลับยิ่งทำร้ายได้มากจนเจียนแทบขาดใจ” ดรูว์พึมพำยามที่เดินตามเด็กสองคนนั้น ดวงตาก็ยังคงจดจ้องภาพตรงหน้า ดวงตาฉายความร้าวราวมากขึ้นทุกวินาทีที่มอง
ทันใดนั้นเองท้องฟ้าที่สดใสั้แ่เช้ากลับมืดครึ้มเต็มไปด้วยเมฆฝนมากมาย แล้วเสียงฟ้าผ่าก็ดังขึ้น ดรูว์สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงนั้น ผู้คนเริ่มส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและพยายามวิ่งหนีอย่างเอาเป็เอาตาย...พวกเขากำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างที่คาดว่ามันคงน่ากลัวมาก พวกเขาวิ่งผ่านเด็กสองคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครสนว่าคนอื่นจะวิ่งหนีทันหรือไม่ ในความคิดของทุกคนในขณะนั้นคิดแต่เพียงว่าต้องหนีไปจากสิ่งนั้นให้ได้
“ช่วยด้วย! ัทมิฬกำลังคลั่ง! มันโดนจิตมารควบคุมไปแล้ว!”
“หนีเร็ว! เราทำอะไรมันไม่ได้ รีบหนีเร็วเข้า!!”
“กรี๊ด---!!!”
“อ๊าก---!!!”
เสียงัคำรามอย่างบ้าคลั่งดังมาจากทางด้านที่พวกชาวบ้านหนีมา เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปดังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว เด็กน้อยทั้งสองหันมองทางต้นเสียงอย่างแปลกใจ แล้วทั้งสองก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างใหญ่ั์สีดำทมิฬของัทมิฬที่ตอนนี้บินอยู่เหนือร่างของพวกเขา ดวงตาสีแดงเืก้มมองต่ำลงมา ดวงตาของัที่กำลังบ้าคลั่งนั้นดูน่ากลัวและกำลังจดจ้องร่างเล็กของเด็กทั้งสอง มันจ้องเด็กผู้หญิงเป็พิเศษ ทว่ากรงเล็บแหลมสีดำมันวาวที่ชูขึ้นสูงนั้นกลับเล็งไปที่เด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆ แทน
“อย่านะ...” เสียงของดรูว์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ไดรกอนดังขึ้นราวกับละเมอ ัแสงรีบหันขวับไปมองดรูว์ทันที ใบหน้าของดรูว์ซีดเผือดจนหาสีเืไม่เจอจนดูน่ากลัว
กรงเล็บใหญ่ั์นั่นชูขึ้นช้าๆ ดวงตาสีแดงเืจ้องมองเด็กชายผู้เป็เป้าหมาย
“หยุด...”
แล้วกรงเล็บนั่นก็ฟาดลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างรวดเร็วทันที!
“หยุดได้แล้ว! พอสักที!!!” ดรูว์กรีดร้องออกมาสุดเสียง
ภาพตรงหน้าหยุดอยู่แค่นั้น ก่อนที่มันจะฉายวนซ้ำกันไปมาอย่างรวดเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้ง เหงื่อมากมายเริ่มผุดขึ้นตามเนื้อตัวของดรูว์ เสียงหอบหายใจที่ให้ความรู้สึกว่าเ้าตัวหายใจไม่ออกแต่ก็พยายามหายใจเข้าไปอย่างสุดความสามารถ ร่างทั้งร่างสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ดวงตาเบิกโพลงจนน่ากลัวว่าดวงตาจะหลุดออกมา ไดรกอนเริ่มทำตัวไม่ถูก เขาไม่เคยเห็นเด็กสาวเป็เช่นนี้มาก่อน ทว่าสัญชาตญาณกลับบอกให้เขาพุ่งเข้าไปกอดประคองเด็กน้อยตรงหน้า
“หยุด...หยุดสักที! หายออกไปได้แล้ว!!” มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับแน่น ดรูว์หลับตาแน่นแล้วส่ายหัวไปมา กลุ่มไอพลังสีขาวลอยออกมาจากร่างของดรูว์ กลุ่มไอเ่าั้ไม่มีไอเวท แต่มันให้ความรู้สึกเดียวกันกับตอนนั้น...
ตอนที่ดรูว์กำลังตกเหวแล้วใช้พลังบางอย่างสลับที่กับนักเวทซุ่มยิงในขณะที่กำลังข้ามปากเหว
“หายไปซะ! หายไปซะให้หมด!!!”
สิ้นเสียงของดรูว์ กลุ่มไอพลังสีขาวเ่าั้ก็ทำการะเิขึ้น เสียงเหมือนกระจกร้าวดังขึ้นพร้อมกับภาพรอบตัวที่เริ่มขึ้นรอยปริร้าวจวนจะแตก แล้วพวกมันก็แตกละเอียดในเวลาเพียงอึดใจ เสียงคำรามน่ากลัวดังขึ้นจนไดรกอนต้องยกมือขึ้นอุดหูตัวเองเพราะเสียงนั้นดังเกินไปจนเขารับไม่ไหว แสงสว่างเจิดจ้าจนเขาต้องหลับตาโดยอัตโนมัติ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพรอบตัวก็กลับไปเป็ภายในถ้ำเหมือนเดิม ร่างของดรูว์ทรุดลงกับพื้น เสียงหอบใจหายดังไม่ขาด เนื้อตัวสั่นเทา ไดรกอนรีบทรุดเข่าลงข้างกาย ดูอาการเด็กสาวอย่างเป็ห่วง เพียงแค่เขาแตะไหล่ของดรูว์ ร่างเล็กของดรูว์ก็ล้มลงพิงอกเขาทันที
“...หลับไปแล้วรึ” ไดรกอนมองดรูว์ที่ตอนนี้หลับสนิท จากนั้นก็อุ้มเข้าไปพิงผนังถ้ำตรงที่เขามั่นใจว่าฝนจะไม่สาดมาโดนตัวแน่ ัแสงจัดท่าทางให้ดรูว์นอนสบายๆ ก่อนที่จะนั่งมองดรูว์นอนอยู่อย่างนั้น ดวงตาของเขากวาดตามองรอบตัวดรูว์...ไม่มีไอเวทเลยแม้เพียงสักนิด กลิ่นอายของพลังลึกลับเมื่อครู่ก็หายไปราวกับว่าไม่เคยมี
สิ่งที่ไดรกอนเคยคิดเอาไว้เป็ความจริง...ที่ดรูว์ไม่มีพลังเวท เพราะดรูว์เป็ผู้ใช้พลังจิตนี่เอง
พลังจิตนั้นแตกต่างกับเวทมนต์ เพราะพลังจิตไม่ใช่เวทมนต์ พลังจิตเป็พลังที่ถูกขับเคลื่อนโดยจิตอันแรงกล้าของคนคนหนึ่งให้เกิดพลังทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างขึ้นมาตามความคิดของคนคนนั้น ส่วนพลังเวทมาจากพลังภายในกายที่ถูกขับเคลื่อนออกมาผ่านทางตัวกลางบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็คทา หนังสือเวท ไม้เท้า หรืออะไรก็ตามที่ตอนนี้มันมีอยู่กลาดเกลื่อนตามท้องตลาดเต็มไปหมด ต่างจากพลังจิตที่ไม่ต้องใช้ตัวกลางอะไรเลย ผู้ที่ใช้เวทมนต์นั้นจะใช้พลังจิตไม่ได้ ในขณะเดียวกันนั้นผู้ใช้พลังจิตก็ไม่สามารถใช้พลังเวทได้เช่นกัน
คราวนี้ไดรกอนก็เข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดตนถึงไม่เคยััพลังเวทของดรูว์ได้เลยสักครั้ง
แม้นี่จะเป็เื่น่ายินดีที่ทำให้ไดรกอนยิ้มหน้าบานไปได้หลายวัน ทว่าท่าทางเมื่อครู่ของดรูว์กลับปัดความยินดีพวกนั้นออกไปจนสิ้น ท่าทางคลุ้มคลั่งที่แม้แต่เสียงของเขาก็ไม่อาจผ่านเข้าไปในหัวของเด็กคนนี้ได้ มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน
เื่ในตอนนั้น แม้ดรูว์จะสามารถผ่านมันมาได้ แต่มันก็สร้างรอยแผลกัดหนองเอาไว้ในหัวใจของเธอ ไม่รู้ว่าชาตินี้ทั้งชาติจะสามารถรักษาได้หรือไม่
…เหมือนกับตราบาปที่เกิดขึ้นในวันนั้น บนแผ่นหลังนั่น
ัแสงกวาดมองใบหน้าของดรูว์อีกครั้ง ใบหน้ายามหลับที่เขาคุ้นเคย ใบหน้าของเด็กน้อยที่เขาเฝ้าเพียรพยายามปกป้องดูแลมาตลอด ใบหน้าของเด็กสาวที่ทำให้เขาคลั่งได้ทุกครั้งเมื่อมีใครเข้ามาทำร้าย
ข้าจะไม่ทิ้งเ้าไปไหน...จนกว่าความตายจะมาแยกเราจากกัน
มือของัแสงในร่างมนุษย์กุมมือซ้ายของดรูว์ขึ้นมาอย่างแ่เบาก่อนที่จะจรดหลังมือข้างนั้นกับหน้าผากของตน
“ในนามของ ไดรลูเกียร์ ไซย์ทาเลีย ข้าขอสาบานว่าจะอยู่ข้างกาย ปกป้องดูแล และรักดารูวาร์ ลาเบียร์...ตลอดไป”
‘เ้าจะตามหาข้าหรือเปล่า’
เขายิ้มเล็กน้อยเมื่อประโยคนี้ผุดขึ้นมาในความคิด ก่อนที่จะกล่าวคำสาบานของตัวเองต่อ
“และไม่ว่านางจะหายไปที่ไหน หรือความตายจะมาพรากนางไป...ข้าก็จะตามหานางให้เจอ”
ใช่ เขาต้องตามหาดรูว์...ไม่สิ ตามหาดารูวาร์ให้เจอ เพราะเธอ...คือครอบครัวของเขา
เป็สิ่งที่สำคัญยิ่ง เป็สิ่งสุดท้ายที่คนผู้นั้นเหลือไว้ให้
ภายในห้องกว้างห้องหนึ่งที่ทั้งใหญ่โตและหรูหรา ข้าวของเครื่องใช้ที่แค่มองปราดเดียวก็แทบจะลมใส่ด้วยความแพงของมันถูกประดับตกแต่งเอาไว้โดยรอบอย่างงดงาม ที่นั่นมีร่างสองร่างของชายหนุ่มสองคนอยู่ ชายหนุ่มผู้หนึ่งมีใบหน้าหล่อเหลาคมคายและงดงามชวนฝัน เ้าของดวงตาและเรือนผมสีทองวาวระยับถูกรวบเอาไว้อย่างดีนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่มีเบาะถูกบุด้วยหนังแสนนุ่มนิ่ม ตัวเก้าอี้ถูกแกะสลักเอาไว้อย่างอ่อนช้อยดูวิจิตรงดงาม...ลวดลายที่บ่งบอกได้ว่าชายผู้นี้นั้น ‘ไม่ธรรมดา’ เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ในขณะที่ชายอีกคนนั้นยืนห่างออกไปจากเขาไม่มากนักด้วยท่าทางนอบน้อม เขามีผมสีแดงเพลิงตัดสั้น ดวงตาสีทองแดง ใบหน้าเรียบตึงแบบคนระเบียบจัด ชุดเครื่องแบบที่ดูสูงศักดิ์และน่าเกรงขามสีแดงที่ถูกสวมทับด้วยสีเทาแถมยังผ้าคลุมไหล่สีดำปักดิ้นสีทองที่ดูเหมาะกันกับชุดที่ยาวถึงพื้น แต่ถึงกระนั้นชายผมทองที่กำลังนั่งอยู่กลับมีราศีและความสง่ามากกว่าเขามากจนเขานั้นเทียบไม่ติด...ไม่อาจเทียบได้
ถ้วยชาถูกวางลงอย่างแ่เบา ก่อนที่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่จะเอ่ยปากถามชายผมสีแดงเพลิง
“เ้าตามหา ‘เ้านั่น’ พบหรือยัง” น้ำเสียงที่ใช้นั้นสงบนิ่ง ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกกดดันแก่คนฟังยิ่งนัก
“ยังไม่พบขอรับ...ข่าวที่ได้มาเมื่อก่อนหน้านี้ก็เป็ข่าวลวงที่พวกมันจงใจสร้างขึ้น”
ดวงตาสีทองปรายตามองคู่สนทนานิ่งก่อนที่จะหรี่ตาลง “แล้วเ้าพอจะได้ข่าวของ ‘นาง’ มาบ้างหรือยัง”
ชายเ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงชะงักชั่วครู่ก่อนที่จะรีบปรับให้กลับเป็ปกติอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีทองแดงทอประกายแสงอ่อนลงและรู้สึกผิดยามเมื่อพูดถึง ‘นาง’
“ไม่เลยขอรับ...นับั้แ่ตอนที่นางหายไปจากแดนอเวจีเมื่อหกปีก่อน ข่าวคราวและการมีตัวตนของนางก็ได้หายไปด้วย ไม่มีใครได้พบหรือเจอกับนางอีก ราวกับว่านางได้หายตัวไปอย่างสมบูรณ์เหมือนพวกัแสงที่มีอายุครบสิบปี”
คำบอกเล่าเหล่านี้ทำให้คนฟังกัดกรามแน่น “รีบตามหาเบาะแสของ ‘เ้านั่น’ ให้เจอซันโดร... ‘ตัวต้นเหตุ’ อย่างมันปล่อยเอาไว้นานคงไม่ดี ยิ่งไม่ได้ข่าวคราวของ ‘นาง’ ยิ่งไปกันใหญ่ หากไม่รีบหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้พบ ‘นาง’ ก็จะเป็อันตรายถึงแก่ชีวิต...เ้าเข้าใจใช่ไหม ซันโดร”
ซันโดรนิ่ง ก่อนที่เขาจะก้มหัวคำนับชายผู้มีวัยอ่อนกว่าเขาถึงหลายปี
“ขอรับ...องค์ชาย”
“หวังว่าหัวหน้าหกองครักษ์ัราชันย์เช่นเ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
“ขอรับ”
จบคำตอบรับ ซันโดรก็หันกายเดินออกจากห้องนั้นทันที เมื่อบานประตูถูกปิดลงสนิท ร่างสูงของชายอีกคนก็มายืนอยู่ข้างกายเขา
“หน้าตาไม่ดีเลยนะ ซันโดร”
ดวงตาสีทองแดงจับจ้องผู้มาใหม่...ไม่สิ ต้องบอกว่าอีกฝ่ายยืนรอเขาออกมาจากห้องถึงจะถูก ชายร่างใหญ่เ้าของเส้นผมสีน้ำตาล ดวงตาสีเดียวกันที่ทอประกายขี้เล่นตลอดเวลา ซันโดรถอนหายใจให้กับรองหัวหน้าหน่วยของตน
“ข้าไม่ได้ขี้เล่นตลอดเวลาเช่นเ้า ฮิวโก้”
“...อารมณ์แบบนี้ เื่ของเด็กคนนั้นสินะ” คำถามนี้ทำให้ชายผู้เงียบขรึมชะงัก นั่นทำให้ฮิวโก้รู้ว่าสิ่งที่ตนถามออกไปเล่นๆ นั้นถูก “เด็กคนนั้นก็…นะ เป็ถึงหกองครักษ์ัราชันย์ แต่กลับไม่เคยโผล่หน้ามาทำงานที่นี่เลยสักครั้ง เ้าอัสโทรก็อีกคน หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
“เวลาพูดถึงเด็กคนนั้น เ้าควรจะระวังปากเอาไว้บ้างนะ ฮิวโก้” ซันโดรสบตาอีกฝ่ายนิ่ง “ในเมื่อองค์ชายเป็คนส่งนางออกไปจากควาเซเอง ตามกฎของอาณาจักรควาเซ การหายไปจากที่นี่เจ็ดปีถือว่าไม่ใช่ควาเซอีกต่อไป...เป็ได้เพียงแค่คนเร่ร่อนไร้หัวนอนปลายเท้าเท่านั้น”
“แล้วเ้าอัสโธร?”
“เ้านั่นออกไปตามหาเด็กคนนั้น”
ฮิวโก้พยักหน้ารับรู้ด้วยความรู้สึกเพลียหัวใจ รินกะก็ไปสอบเป็แพทย์หลวงฝึกหัดที่อาณาจักรไหนสักแห่งในโลกภายนอก อัลเฟียก็เอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ นานๆ ครั้งจะยอมโผล่มาช่วยทำงานบ้าง เพราะฉะนั้นตอนนี้ หกองครักษ์ัราชันย์ก็เหลือเพียงแค่ตาลุงแก่ๆ อย่างพวกเขาสองคนรับทั้งงานทั้งหน้าที่ไปเต็มๆ!
“แล้ว ‘สิ่งนั้น’ ที่ข้าให้เ้าไปตามหาล่ะ” ซันโดรถามขึ้นเมื่อพวกเขาเดินมาถึงลานน้ำพุที่โดยรอบเต็มไปด้วยไม้พรรณนานาชนิดจนทำให้ดูร่มรื่น ยิ่งยามเช้าเช่นนี้ยิ่งทำให้มันทอประกายแสงงดงามไร้ที่ติ
คราวนี้ฮิวโก้ถอนหายใจหนักมากกว่าเดิม “ข้าตามหาทั่วนครฝั่งใต้แล้ว...โดยเฉพาะที่พำนักทุกที่ของตระกูลลาเบียร์ ทั้งข้าและคนของข้าไม่เจอ ‘สิ่งนั้น’ ที่เ้าให้ไปหาเลย ไม่มีภาพหรือบันทึกเล่มไหนเลยที่กล่าวถึงมัน”
“เช่นนั้นรึ”
“แล้วมันมีจริงๆ รึ... ‘บาปแห่งาา’ ที่เ้ากับองค์ชายกำลังตามหาอยู่น่ะ ตอนที่พวกเรารับใช้ท่านดาฟเน่ นางก็ไม่เคยกล่าวถึงเื่นี้เลยสักครั้ง”
“มีสิ...มันต้องมีแน่นอน” ดวงตาสีทองแดงจับจ้องท้องฟ้าสีครามที่สดใสเบื้องบน นั่นทำให้เขานึกถึงเด็กหญิงตัวน้อยเ้าของเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์และดวงตาสีแบบนี้ขึ้นมา...เด็กที่ทำให้ทั้งเขาและองค์ชายต้องตามหาบาปแห่งาาให้เจอโดยเร็วที่สุด “เพราะมันเป็สิ่งเดียวที่สามารถใช้สังหาร ‘เ้านั่น’ ได้อย่างไรล่ะ”
ประโยคนี้ทำเอาฮิวโก้อ้าปากค้าง “นี่ ‘เ้านั่น’ ที่พูดถึงกันทุกวันๆ นี่มันเป็ ‘เ้านั่น’ ในตำนานที่เล่าต่อๆ กันมาจริงๆ หรือเนี่ย!”
ตำนานที่ฮิวโก้พูดถึงก็คือเื่เล่าครั้งอดีตกาลของอาณาจักรควาเซ เื่นี้ได้เล่าถึงความกล้าหาญของกษัตริย์แห่งควาเซนครฝั่งใต้ที่โค่นล้ม ‘เ้านั่น’ ที่เป็สิ่งมีชีวิตอันตรายและไม่มีใครสังหารมันได้ เพื่อนำพาความสงบสุขกลับคืนมาสู่ควาเซ เป็วีรบุรุษในใจของทุกคน ทว่ากลับไม่เคยมีใครเห็น ‘สิ่งนั้น’ ที่กษัตริย์แห่งควาเซคนนั้นใช้สังหาร ‘เ้านั่น’ และก็ไม่มีใครรู้ด้วยว่า ‘สิ่งนั้น’ มันคือ ‘อะไร’
ฮิวโก้แทบอยากจะร้องไห้ให้น้ำตาตัวเองท่วมควาเซ แต่รู้ว่าความจริงมันยิ่งกว่าการเป็ไปไม่ได้ เขาจึงทำได้แค่ปลงกับชะตาชีวิตของตนเอง
“นี่ชีวิตวัยแก่ของพวกเราต้องวุ่นวายขนาดนี้เลยหรือ”
ซันโดรขมวดคิ้วมุ่น “พวกเราที่ไหน เ้าคนเดียวต่างหาก ข้าไม่เกี่ยว”
“แต่เ้าอายุมากกว่าข้าสามเดือนนะ!”
มุมปากซันโดรกระตุกยิ้ม เขาทำเพียงแค่ยักไหล่ “ก็ข้าไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่นี่” แล้วเดินหนีไปเลย
“ฮึ! ถึงอย่างไรเ้าก็แก่ที่สุดอยู่ดี ฮึ่ยๆๆ” ฮิวโก้ทำได้เพียงแค่บ่นๆๆ อยู่คนเดียว...เพราะตอนนี้คนที่เขาบ่นอยู่มันเดินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้!
นี่เขาคบเป็เพื่อนกับเ้านั่นมาได้นานถึงขนาดนี้ได้อย่างไรกันเนี่ย
“หืม นั่นเ้ายังไม่กลับเป็ร่างัอีกหรือ” ดรูว์ถามขึ้นเมื่อพวกเขาเดินออกมาจากถ้ำได้สักพักแล้ว
“ก็นะ...นานๆ ที” ไดรกอนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่
ดรูว์ไม่พูดหรือถามอะไรอีก ทั้งสองจึงเดินทางต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน เพราะวันนี้ที่ป่านี่เริ่มมีแดดส่องลอดผ่านลงมาต่างจากเมื่อวานที่แทบไม่มี และเพราะแสงพวกนี้เองทำให้ดรูว์ไม่ค่อยรีบร้อนเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเื่ที่ดรูว์เจอมาเมื่อคืน มันทำให้ดรูว์หมดแรงที่จะวิ่งไปสักพักใหญ่ๆ เห็นจะได้
ไดรกอนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ดูเหมือนว่าดรูว์จะไม่ได้เก็บเอาภาพในอดีตที่เห็นเมื่อวานมาคิด เพราะถ้าหากเป็แบบนั้น ดรูว์คงซึมจนไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร และเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน...ทำให้เขาคิดได้ว่าต่อให้หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร ห้ามให้ดรูว์เจอกับชายคนนั้นอีกเด็ดขาด
...รวมถึงเ้าัทมิฬตัวนั้นด้วย
“ไดรหิวรึยัง” จู่ๆ ดรูว์ก็พูดขึ้นมา เรียกสายตาของัแสงในร่างเด็กหนุ่มให้หันกลับไปมอง
“...ยัง แต่ถ้าเ้าหิว หาอะไรกินกันก่อนก็ได้ เพราะอย่างไรเ้าบททดสอบนี่มันก็ไม่จำกัดเวลาอยู่แล้ว”
บททดสอบบ้าๆ ที่ดันมาเล่นกับความทรงจำของดรูว์!
อย่าให้เขารู้นะว่าใครเป็คนใช้เ้าพลังประหลาดนั่น...ไม่อย่างนั้น...เขาสาบานได้เลยว่าเขาจะค่อยๆ ทรมานมันจนกว่าจะตายไปอย่างช้าๆ เลย!
“ไม่ ข้าแค่สงสัยที่เห็นเ้าทำหน้าเหมือนคนคิดหนัก ข้าก็เลยถาม...นึกว่าหิว”
คำพูดนั้นทำให้ไดรกอนในร่างมนุษย์แทบจะสะดุดล้มหัวทิ่มพื้น นี่คิดว่าเขาหิวรึ? ัแสงวางมือไว้บนหัวดรูว์ไม่หนักไม่เบา...เ้าตัวเล็กนี่ก็เป็ห่วงเขาเหมือนกัน
“ไม่หรอก ข้าก็แค่คิดว่าทางออกมันอยู่ตรงไหน” โกหกคำโต นี่ั้แ่อีกฝ่ายเกิดมา เขาได้โกหกอีกฝ่ายไปมากแค่ไหนกันแล้ว?
ช่างเถอะ ข้าโกหกคนทั้งโลกมาทั้งชีวิตแล้ว โกหกต่อไปอีกจะเป็อะไร
“อืม...” ดรูว์กวาดตามองทางรอบตัวที่อุดมไปด้วยต้นไม้ต้นใหญ่ๆ ขนาดสิบคนโอบทั้งนั้น ก่อนที่ดรูว์จะถอนหายใจออกมา “โทษที ข้ามองไม่เห็นเลย”
“เห็นอะไรหรือ” น้ำเสียงแปร่งๆ ดังขึ้นมาจากด้านหลัง นั่นทำให้ทั้งสองต้องหันกลับไปมองอย่างช่วยไม่ได้
เ้าของเสียงที่ถามขึ้นมานั้นคือชายฉกรรจ์ร่างบึกห้าคนที่...อื้อฮือ หน้าตาของแต่ละคนนี่บ่งบอกถึงโจรป่าชัดๆ ใบหน้าดิบเถื่อนแลดูไม่เป็มิตรมองมาทางพวกเขาด้วยแววตาเป็ประกายระยิบระยับจนดูน่าขนลุก ดรูว์ย่นคิ้วเล็กน้อยกับผู้มาใหม่ทั้งห้าที่มีใบหน้าคุ้นกับเหล่าโจรทั้งหลายที่ตนเคยกวาดล้างมาหลายครั้งนับั้แ่ได้ออกมาพจญภัยในโลกภายนอกนี้เมื่อหกปีก่อน
“เ้าพวกนี้เป็เครือญาติของโจรูเาที่อิซเลน์หรืออย่างไร” ดรูว์กระซิบถามไดรกอนเสียงเบา อิซเลน์คืออาณาจักรแห่งหนึ่งในทวีปใต้...ดรูว์พูดถึงหนึ่งในกลุ่มโจรผู้โชคร้ายที่ปล้นใครไม่ปล้นดันมาปล้นดรูว์ เลยถูกเด็กสาวคนนี้ปล้นแทน ทว่าเ้าพวกนั้นก็ช่างหูดี พวกมันชะงักกับคำถามของดรูว์ ดวงตาเบิกกว้างเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“นี่เ้ารู้ได้อย่างไร!”
...ดันถูกซะด้วย หนึ่งคนหนึ่งัมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
“ก็หน้าพวกเ้ามันฟ้อง” ดรูว์ตอบหน้าตายพลางจ้องมองใบหน้าของเ้าหมอนี่ที่เหมือนกับหัวหน้ากลุ่มโจรผู้โชคร้ายนั่น
“นี่เ้าเป็ใครกัน!!” พวกเขาลักลอบเข้ามาในป่าน่าขนลุกนี่เพราะได้ยินมาว่า่นี้มีคนมากมายมาเข้ารับบททดสอบเป็ทหารฝึกหัดที่นี่ แต่ไม่คิดว่าจะเจอคนที่รู้จักพวกมันด้วย
พวกเขามาที่นี่เพื่อปล้นนะโว้ย!
“ข้าหรือ” ดรูว์ฉีกยิ้มน่ารักที่ทำให้ไดรกอนคิดว่า ‘เ้าพวกนี้ไม่รอดแน่แล้ว’ ไปให้พวกมัน...รอยยิ้มอาบยาพิษ! “ก็...คนที่กวาดล้างพวกโจรูเาที่อิซเลน์เมื่อสามปีก่อนอย่างไรล่ะ!”
ตูม!
เสียงะเิดังขึ้นเมื่อดรูว์ดึงสลักะเิลูกจิ๋วในมือออกแล้วขว้างใส่พวกมันได้อย่างแม่นยำ กลิ่นเนื้อย่างโชยปะปนมากับอากาศ ยืนยันว่าพวกมันตายแน่แล้ว
“ฮึ อ่อนหัดกว่าเ้าพวกนั้นอีก” อย่างน้อยพวกนั้นก็โดนเธอปาะเิใส่สองลูกกว่าจะยอมตาย
ไดรกอนปรายตามองดรูว์แล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เมื่อสามปีก่อนนั้นพวกเขาเคยไปอยู่ที่อาณาจักรอิซเลน์สัปดาห์กว่าๆ เห็นจะได้ ตอนนั้นเหล่าโจรูเาแห่งอิซเลน์ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน นอกจากจะปล้นข้าวของของพวกเขาไปแล้วยังฆ่าคนในเมือง ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ฉุดผู้หญิง จับเด็กไปฝึกให้เป็โจรเหมือนพวกมัน ซ้ำยังมีเครือญาติของพวกมันทั้งหลายที่มาจากหลายๆ อาณาจักรร่วมมืออีก และตอนนั้นเองที่เ้าพวกนี้ดันมาปล้นพวกเขา...ชื่อของโจรูเาแห่งอิซเลน์จึงดับสูญไปตลอดกาลนับั้แ่วันนั้น และทุกครั้งที่ดรูว์เจอพวกมัน เหตุการณ์ก็จะจบลงแบบนี้...
“รีบๆ หาทางออกไปจากที่นี่กันเถอะ ได้กลิ่นเ้าพวกนี้แล้วข้ารู้สึกหิว”
ได้ยินแบบนั้นไดรกอนก็รีบคืนร่างั ใช้สายตาของตาเองกวาดมองโดยรอบแล้วรีบพาดรูว์เดินออกไปจากที่นี่ทันที ก่อนที่ดรูว์จะนึกคึก เดินกลับไปควานหาเศษเนื้อของเ้าพวกนั้นออกมากิน
ไดรกอนพูดได้คำเดียวว่าสยอง! และเขาก็เชื่อว่าดรูว์ทำจริงแน่หากดรูว์หิวจนหน้ามืดขึ้นมา...ถึงเขาจะไม่เคยเห็นดรูว์เป็แบบนั้นก็เถอะ
“นี่เ้ากลัวว่าข้าจะกินเนืุ้์รึ” เหมือนดรูว์จะรู้ว่าไดรกอนกำลังคิดอะไรอยู่ ดรูว์จึงถามเขาด้วยน้ำเสียงติดตลก “ข้าไม่กินเนืุ้์หรอก...ถึงตอนนี้สภาพของข้าจะพูดออกมาว่าเป็มนุษย์แบบเต็มปากเต็มคำไม่ได้ก็เถอะ แต่ข้าไม่กินเนืุ้์แน่นอน อีกอย่าง อดอาหารมามากกว่านี้บ่อยครั้งก็เคยแล้วไม่ใช่หรือ เื่แค่นี้น่ะมันก็แค่เด็กๆ”
“ดรูว์...”
“ข้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นหรอกนะ แล้วเ้าก็ไม่ต้องเป็ห่วงด้วยว่าเื่ในอดีตจะทำให้ข้าเ็ปหรือเปล่า เ้าคิดเพียงแค่ว่าบทเรียนในอดีต...ทำให้มีข้าคนนี้ เื่ในอดีตทำให้ข้ามายืนอยู่ตรงนี้ เ้าคิดเอาไว้แค่นี้ก็พอ”
“...”
“ถ้าให้ข้าอยู่ที่ควาเซสบายๆ เพื่อรับรู้การหลอกลวงพวกนั้นแล้วล่ะก็ อยู่แบบนี้ดีกว่าเยอะเลย” ดรูว์พูดจบก็ยิ้มให้ัคู่หูอย่างร่าเริง
แม้ว่าเ้าจะต้องตายเพราะเ้านั่นอย่างนั้นน่ะหรือ
ไดรกอนมองเด็กสาวด้วยแววตารู้สึกผิด…แต่เขาไม่เคยเสียใจ ที่เป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กคนนี้เกิดมาในโลกนี้
เ้าคือของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตของข้า เป็สิ่งสุดท้ายที่นางเหลือเอาไว้ให้ข้าคนนี้
“ความสะดวกสบายที่แถมมาด้วยซึ่งการโกหกหลอกลวงพวกนั้น…ทำไมไม่ลองหาความลำบากใส่ตัวแล้วตามหาซึ่งความจริงใจที่สามารถเชื่อถือได้ดูกันล่ะ ไดร อืม...อันที่จริงขอแค่เ้าไม่ทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียว แค่นี้ข้าก็พอใจมากๆ แล้วล่ะ”
ไดรกอนยิ้มให้กับคำพูดของดรูว์ น่าแปลกที่คำพูดแบบนั้นทำให้เขาดีใจยิ่งกว่าตอนที่ดรูว์เลิกดื้อกับเขาเสียอีก แล้วดรูว์ก็ยิ้มออกมาเมื่อเดินมาได้สักพักใหญ่ๆ ดวงตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นทอประกายแสงเช่นยามปกติอีกครั้ง
“ถึงแล้วล่ะ...ทางออก”
ภาพเบื้องหน้าคือผู้คุมสองคนที่ยืนขนาบข้างโพรงแสง พวกเขาส่งยิ้มให้ดรูว์ที่วิ่งมาถึงทางนี้ พร้อมกับเสียงของทั้งคู่ที่ดังขึ้นมาพร้อมกัน
“ยินดีต้อนรับสู่การเป็ทหารฝึกหัดแห่งสายพิเศษ F คนที่สอง เ้าหนู” หนึ่งในนั้นกล่าวขึ้นก่อนจะส่งเข็มกลัดวงกลมสีเงินเรียบๆ ให้ดรูว์ เมื่อเด็กสาวรับมันมาก็เห็นว่าตรงกลางเข็มกลัดมีตัวอักษร F สีขาวสลักนูนขึ้นมา
คนที่สอง...ไดรกอนกับดรูว์ย่นคิ้วเล็กน้อย เมื่อวิ่งออกมาผ่านโพรงแสง พวกเขาก็ได้รู้ว่า...ดรูว์เป็คนที่สองที่มาถึงที่นี่! ส่วนคนที่มาถึงคนแรกนั้นยืนหันหลังให้พวกข้าอยู่ พอเ้านั่นหันกลับมา...ไดรกอนกับดรูว์ก็ประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
“ฟรองเซ่!”