โลกแห่งความจริง เวลา 21.35 นาฬิกา (ยี่สิบนาทีก่อน)
“เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! ตูม!” พายุสายฟ้านับไม่ถ้วนโหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางหน้าราวกับเป็ศัตรูคู่แค้น วัตถุเล็กใหญ่ถูกโอมอุ้มขึ้นสู่ผืนฟ้า บ้างก็ตกลงมาสร้างความเสียหายแก่ตัวอาคาร เด็กน้อยมองไปนอกหน้าต่างพลางถาม
“แม่จ๋า โลกถึงคราวอวสานแล้วหรือ” หญิงวัยกลางคนได้ยินคำลูกน้อยก็ได้แต่มองหน้าสามีของเธอด้วยดวงตาที่ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำตา
“ยังจ้ะลูกรัก แม่จะไม่มีวันยอมให้โลกถึงคราวอวสานหรอก ไปเถอะจ้ะ...ไปนอนได้แล้ว แม่เคยบอกแล้วว่ายืนใกล้หน้าต่างมันไม่ปลอดภัย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและส่งยิ้มอบอุ่นให้
“หนูขอดูฝนอีกหน่อยได้ไหมคะ นะคะ ๆ” เด็กน้อยหันมาทำตาใส เธอช่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสาราวกับเทพตัวน้อย
“ไม่ได้จ้ะ ดึกมากแล้ว ดูแค่นี้ก็พอ รีบไปนอนนะเด็กดี” เธอพูดพลางลูบหัวเด็กน้อย
“งุย ก็ได้ค่า...” เด็กหญิงตอบเสียงอ่อย เธอเดินจากไปพร้อมตุ๊กตาหมีตัวโปรด หญิงวัยกลางคนส่ายหัวให้กับความน่ารักของเธอ
“พรึบ!” แต่แล้วจู่ ๆ แหล่งพลังงานซึ่งเป็สิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่อากาศจะโหดร้ายตุ่์อย่างมากก็ดับลง แสงไฟภายในบ้านถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดทันที
“กรี๊ด!! แม่จ๋า...”
“ลูกแม่ แม่อยู่นี่ แม่อยู่ตรงนี้แล้วไม่ต้องกลัวนะ” หญิงวัยกลางคนวิ่งไปหาเด็กน้อยตามเสียงกรีดร้อง
“ที่รักคะ เกิดอะไรขึ้น” เธอหันไปมองทางเก้าอี้ที่สามีนั่งอยู่ ชายวัยกลางคนลุกขึ้นยืนและมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพที่เห็นทำให้เขาหวนนึกถึงอดีต มือเขาเริ่มสั่นอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว
“ด้านนอกมืดไปหมด ดูเหมือนว่าแหล่งพลังงานกำลังหายไปอีกครั้ง” ชายวัยกลางคนหันไปบอกภรรยาด้วยสีหน้ากังวล
“อีกแล้วเหรอ ทำไมต้องเป็เขตเจ็ดด้วย” เธอกอดเด็กสาวแแ่ ขณะที่มัจจุราชเหมันต์คืบคลานเข้ามาในบ้าน
“ผมจะรีบไปหยิบเครื่องทำความร้อนสำรอง ที่รักคุณอยู่กับลูก” ไม่รอให้ใครตอบรับ เขารีบวิ่งไปที่ห้องเก็บของอย่างเร่งด่วน
ณ ห้องประชุมภายในอาคารหลังหนึ่งของเขต 7 ชายสูงวัยนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ มือหยาบกำลังนวดกลึงขมับพลางถอนหายใจอยู่ในเงามืด เขาเงยขึ้นมองภาพสามมิติตรงหน้าพลางถาม
“นี่คุณจะบอกว่าเราสูญเสียแหล่งพลังงานอีกครั้งเหรอ” เสียงแหบแห้งจุกอยู่ในอก หัวสมองของเขาตอนนี้กำลังคิดไปถึงสิ่งที่จะตามมาหากไม่สามารถกู้พลังงานกลับมาได้อย่างครั้งก่อน
“แล้วสาเหตุล่ะ คืออะไร?”
“เอ่อ...เรายังไม่ทราบครั...”
“ปึง!” ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดจบคำดี โต๊ะประชุมส่งเสียงดังลั่น มืดหยาบของเขาแดงก่ำ แต่เมื่อรู้ว่าตนใส่อารมณ์มากไปจึงค่อย ๆ ผ่อนอารมณ์ลง
“ฟู่ว...ยังไม่ทราบ... ยังไม่ทราบ ดี! ดีมาก! ดีมากจริง ๆ ! ดูเหมือนว่าพวกคุณจะทำงานกันได้ดีเหลือเกิน ผมเคยบอกแล้วว่างานของพวกคุณมีเพียงแค่อย่างเดียว คือรักษาแหล่งพลังงานเอาไว้ แล้วก็รับค่าตอบแทนที่ใคร ๆ ต่างก็ต้องอิจฉาเพราะพวกคุณคือหัวกะทิในหมู่หัวกะทิ” ชายชราพูดพลางสะกดข่มโทสะ
“แต่แล้วตอนนี้... ตอนที่ทั่วทั้งเขตเจ็ดตกอยู่ในความมืด คุณกลับมาบอกผมว่า คุณไม่ทราบ” ชายชราเน้นย้ำทุกประโยคให้อีกฝ่ายได้ยินพลางจับจ้องไปที่ร่างสามมิติตรงหน้า เมื่อเขาพูดจบชายในภาพสามมิติเงยหน้าขึ้น เหมือน้าจะพูดอะไรบางอย่าง
“ท่านครับ...คือว่า เราเสียแหล่งพลังงานทั้งหมดเลย” ชายในภาพพูดออกมาด้วยอับอาย
“บัดซบ! หมายความว่ายังไง เราเสียพลังงานทั้งหมด?”
“ทั่วโลก... ตกอยู่ในความมืด ทุกเขต...ถูกตัดขาดจากแหล่งพลังงานครับท่าน”
“ฮึ่ม~ ฮึ่ม~ เปรี้ยง~ เปรี้ยง~ (ทำนองเพลง)
เสียงสนั่นลั่นดังดั่งอสูรคำราม... อากาศก็ทรามผิดเพี้ยน ยิ่งแย่ ยิ่งแย่~
เสียงฟ้องร้องเื่ปากเื่ท้องพวกพ้องข้า... หมดแม้นกลิ่นไม้ ใบไม้ ใบหญ้า~
คืนกระหน่ำกร่ำซัดทั่วชายฝั่ง... เราถูกกลบฝังดับฝั่งฝัน ก็แค่ ร่อแร่~
คืนที่สองหมองมืดมิดทั่วผืนฟ้า... ก่อนไฟมาให้มันซา ภาวนา ภาวนา~”
เนื้อเพลง “บันทึกหน้าที่สอง” ที่ถูกเขียนลงสมุดบันทึกของทหารนายหนึ่ง ระหว่างเกิดาโลกครั้งที่สาม ซึ่งกินระยะเวลายาวนานกว่าแปดเดือน หลังาจบลงสมุดบันทึกเล่มนี้ถูกส่งคืนให้แก่ภรรยาของเขา เมื่อภรรยาเปิดดูพบว่ามันมีบันทึกเพียงแค่สองหน้าเท่านั้น หญิงสาวร้องไห้และรับรู้ได้ทันทีว่าสามีของเธอจากได้จากไปเป็เวลาแปดเดือนแล้ว
ห้าปีต่อมาลูกชายของเธอนำเพลงบันทึกหน้าที่สอง ขึ้นร้องบนเวทีประกวด เขากวาดรางวัลชนะเลิศทั้งหมด และกลายเป็ศิลปินในตำนาน ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี บทเพลงนี้ถูกนำมาขับร้องใหม่เสมอ ๆ
“ฮึ่ม~ ฮึ่ม~ เปรี้ยง~ เปรี้ยง~” (ทำนองเพลง)
“เสียงสนั่นลั่นดังดั่งอสูรคำราม อากาศก็ทรามผิดเพี้ยน ยิ่งแย่ นิ่งแน่”
ท่ามกลางความมืดมิดที่แม้แต่ฝ่ามือของตัวเองก็ยังมองไม่เห็น ปรากฏเสียงร้องสายหนึ่งดังขึ้นมาจากอาคารหลังนี้ ถึงแม้เสียงนั้นไม่ได้ไพเราะเสนาะหู แต่ก็ทำให้ความตระหนกตื่นกลัวในอาคารหลังนี้จางลงราวกับมนตร์วิเศษ
“เสียงฟ้องร้องเื่ปากเื่ท้องพวกพ้องข้า หมดแม้นกลิ่นไม้ ใบหญ้า ยัยบ้า”
เขาร้องออกมาด้วยเสียงสั่นสะท้านหนาวะเืจนแทบจับใจความไม่ได้ แต่ทุกคนในอาคารก็รู้จักทำนองเพลงนี้ดี ทำให้มิได้เป็อุปสรรคในความเข้าใจแต่อย่างใด
“คืนกระหน่ำกร่ำซัดทั่วชายฝั่ง เราถูกกลบฝังดับฝั่งฝัน ก็แค่ ร่อแร่”
เสียงที่สอง สาม และสี่เริ่มร้องออกมาจนกระทั่งทุกคนพลอยร้องตาม
“คืนนี้เขตหมองมืดมิดทั่วผืนฟ้า ภาวนา ภาวนา ให้ไฟมาก่อนจะสาย”
เ้าของเสียงคนแรกหลับตาประกบมือภาวนา พลางะโขึ้นดังกว่าเดิมเพื่อหวังว่าแหล่งพลังงานจะกลับมาตามคำขอ เมื่อเขาลืมตาขึ้นทุกอย่างยังคงมืดสนิท มันทำให้มือของเขาเริ่มหนาวสั่นอีกครั้ง แต่ก็ยังร้องต่อไปไม่หยุด
โลก CCR เวลา 21.55 นาฬิกา (ปัจจุบัน)
“แย่แล้ว... ทำอย่างไรดี หรือว่าตัวฉัน (ร่างจริง) ถูกตัดขาดจากเครื่อง CR-8 จริง ๆ” ชายหนุ่มร่างสำเนาพูดถึงเ้าของร่าง
“นี่มันไม่ถูกต้อง! หากตัวฉัน (ร่างจริง) ถูกตัดขาดจากเครื่อง CR-8 แล้วทำไมฉันถึงยังอยู่ในโลก CCR และกลายเป็ฝ่ายควบคุมร่างนี้ซะเอง” ชายหนุ่มเดินวนไปมาอย่างไม่เป็สุข
“เอ๊ะ! แต่นี่มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ฉันสามารถควบคุมร่างตัวเองได้ดั่งใจนึก ไม่ต้องคอยถูกควบคุมอีกต่อไป”
“เราต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าตัวฉัน (ร่างจริง) จะเข้ามาในโลก CCR และเมื่อถึงตอนนั้น Nano-Blue จะต้องสร้างร่างสำเนาตัวใหม่ขึ้นมาให้ตัวฉัน (ร่างจริง) เพราะเราได้หลุดจากการเชื่อมต่อของ Linker ไปแล้ว และเมื่อเป็แบบนั้น ฉันก็จะกลายเป็อิสระสามารถท่องไปในโลก CCR ได้อย่างเสรี จะกินไอศกรีมกี่แท่งก็ได้ จะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ จะคุยกับสาวคนไหนก็ได้ หึหึ พอกันที ฉันจะจีบสาวในอุดมคติของฉันเท่านั้น เ้านั้นมีสเปกที่แย่มาก” ชายหนุ่มวาดฝัน
“การส่งข้อมูลล้มเหลว คุณ้าส่งข้อมูลใหม่ ใช่หรือไม่” เสียงสังเคราะห์ดังขึ้นทุก ๆ สองนาที ถึงแม้เขาจะรำคาญแต่ก็ไม่รู้วิธีปิดมัน
ภายในห้องที่มืดมิดของเหลวสีฟ้าในเครื่อง CR-8 กำลังถูกดูดออกไปอย่างรวดเร็ว เส้นเืสีฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีเขียวจาง ๆ พริบตาที่ของเหลวหยดสุดท้ายหายไป ฝาเครื่องขนาดใหญ่ก็เปิดออก
“เฮือกกกก แค่ก ๆ ๆ” ชายหนุ่มเด้งตัวขึ้นมาหายใจเฮือกใหญ่ พยายามไอเอาของเหลวที่ค้างอยู่ในหลอดอาหารออกทันที
นี่คืออาการของการถูกบังคับให้ออฟไลน์ เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายมีสติขณะที่ Nano-Blue ทำงานอยู่ ของเหลวสีฟ้าจะถูกบังคับให้ถอนตัวอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันอันตรายแก่ร่างกายของผู้ใช้ แต่เนื่องจากการถอนตัวอย่างรวดเร็วจึงทำให้เกิดผลกระทบบางอย่าง เช่น ของเหลวตกค้างในร่างกาย
เมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นมาอากาศหนาวเย็นก็ได้เข้าจู่โจมทันที ไม่รอให้ร่างกายหนาวสั่นเขารีบวิ่งไปใส่เสื้อผ้าพร้อมเปิดเครื่องทำความร้อนสำรองทันที
“เปิดระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง”
“…”
“เปิดระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง”
“...” เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ เขารีบเปิดเครื่องฉายภาพสามมิติ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือบ้านของเขาถูกล้อมไว้ด้วยพายุสายฟ้าที่กระหน่ำผ่าอย่างไม่หยุดหย่อน พายุฝนพวกนี้ดูรุนแรงกว่าตอนแรกหลายเท่า อีกทั้งบริเวณโดยรอบกลับมืดมิดไร้จุดแสงไฟ ทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าทำไมถึงถูกบังคับออฟไลน์
ในขณะที่หนุ่มร่างสำเนากำลังนั่งฝันหวานพลางรอให้ตัวเขาอีกคนออนไลน์เข้าสู่โลก CCR อยู่ ชายหนุ่มก็เกิดสีหน้าลังเลขึ้นมา
“เอ๊ะ! แล้วถ้าเกิดว่า Nano-Blue ไม่ยอมสร้างร่างสำเนาขึ้นมาใหม่ หรือตัวฉันดันถูกเขียนข้อมูลทับ นี่ไม่เท่ากับว่าตัวฉันกำลังจะตายหรอกเหรอ” คิดได้ดังหน้าเขาก็หน้าซีดทันที ชายหนุ่มเพิ่งจะมีชีวิตเป็ของตัวเองได้ไม่ถึงชั่วโมงก็กำลังจะตายเสียแล้ว
“ไม่นะ ไม่มีเวลาแล้ว เ้านั่นต้องกำลังเข้ามาแน่ ๆ เลย ฉันกำลังจะตาย ๆ ๆ” ยิ่งคิดยิ่งเครียด ยิ่งเครียดยิ่งเดินไว ตอนนี้ชายหนุ่มเดินวนรอบห้องไปหลายรอบแล้ว
“เดี๋ยวก่อนสิ ฉันยังมีหนทางอยู่” ชายหนุ่มมองไปที่แท่นโลหะกลางห้อง “ฉันสามารถเอาร่างกายของฉันไปฝากไว้ที่อื่นก่อนได้ เมื่อเ้านั้นออนไลน์เข้ามาฉันก็จะไม่โดนเขียนข้อมูลทับ และ Nano-Blue ก็จะถูกบังคับให้สร้างร่างสำเนาใหม่” คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็เดินไปที่แท่นโลหะอย่างเร่งร้อน
“ใช่” เขารีบตอบอย่างรวดเร็ว
“ยืนยันคำสั่ง คุณ้าส่งข้อมูลใหม่ ใช่หรือไม่”
“ใช่!!”
“สิบ เก้า แปด เจ็ด...”
“เร็วเข้า! ได้โปรด”
“หก ห้า...”
“ครั้งที่แล้วมันหยุดตอนนับห้า”
“สี่...”
“พระเ้า! เื่จริงหรือนี่ ฉันผ่านไปได้โดยไม่ได้ถูกเชื่อมต่อ”
“สาม...”
“สอง...”
“หนึ่ง...”
“การส่งข้อมูลเสร็จสิ้น คุณจะถูกส่งไปยัง The World Must Survive เร็ว ๆ นี้”
“ข้อมูลทางกายภาพในโลก TWMS ของคุณจะถูกสุ่มปรับเปลี่ยนห้าเปอร์เซ็นต์”
“เพื่อความปลอดภัยและเป็ส่วนตัวของผู้เล่นทุกท่าน เราไม่อนุญาตให้ผู้เล่นถามหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อมหรือกรณีอื่นใดก็ตาม หากผู้ใดฝ่าฝืน MOTHER มีสิทธิ์เข้าไปแทรกแซง”
“โปรดระบุชื่อตัวละครของท่าน” หน้าจอใสปรากฏขึ้นด้านหน้าชายหนุ่ม เขาใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปยังหน้าจอ
“Clone (โคลน)” หลังจากใส่ชื่อลงไป เขากดปุ่มยืนยันทันที ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงแรงดูดมหาศาลราวกับตัวเขาเป็แมลงสาบและโดนดูดไปตามกระแสน้ำของชักโครก
“อ้า...” เป็เสียงสุดท้ายที่เขาพูดออกมาก่อนที่ทุกอย่างจะมืดลง
“คืนนี้เขตเจ็ดดับสับมืดทั่วผืนฟ้า ภาวนา ภาวนา ให้ไฟมาก่อนจะสาย” เสียงเพลงบันทึกหน้าที่สองยังคงดังต่อเนื่อง ถึงแม้คนอื่น ๆ จะหยุดร้องกันไปหมดแล้ว แต่เ้าของเสียงสายแรกยังคงร้องไม่เคยหยุด เสียงของเขาแหบพร่าแต่ก็ยังยืนหยัดที่จะร้องต่อไป ราวกับว่าหากเขาหยุดร้องเมื่อไหร่ คำภาวนาของเขาจะไม่มีวันเป็จริง แต่แล้วเสียงร้องของเขาก็ถูกแทนทีด้วยเสียงหัวเราะยินดี
“วู๊ดดด” เสียงเครื่องจักรค่อย ๆ กลับมาทำงานอีกครั้ง ความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ความหนาวเย็น แสงไฟเริ่มส่องสว่าง
“พวกเรารอดแล้ว...” เ้าของเสียงสายแรกทิ้งตัวลงอย่างอ่อนแรง