"กับข้าวจ้าๆๆ อร่อยด้วยสะดวกด้วย เชิญทางนี้เลยจ้าาา"
หลี่ชิงเหมย ยังคงร้องเรียกลูกค้าเป็ประจำทุกเช้า ทุกวันนี้แท้จริงไม่จำเป็ที่จะต้องร้องเรียกเสียงดังแบบนี้แล้ว เพราะมีลูกค้าประจำมาทานเรื่อยๆ แต่ด้วยิญญาของนักขายแล้ว ถ้าว่างจากการเก็บชามเมื่อไหร่ เธอก็จะร้องเรียกลูกค้าเป็ประจำ
ทุกวันนี้จากที่เริ่มมาตั้งร้านเสร็จแล้วก็เริ่มขายประมาณ7โมงเช้าจนถึงเวลา 9โมงกับข้าวทุกอย่างก็จะขายหมดแล้ว ทุกวันจะขายได้ประมาณ35-37หยวน หักต้นทุนแล้ว จะได้กำไรทุกวันๆละ22-25หยวนเลยทีเดียว ในยุคนี้ก็ถือว่าเป็เงินเยอะมาแล้วล่ะนะ
แต่มีอีกหนึ่งปัญหาที่จะต้องรีบแก้ไขโดยเร่งด่วนที่สุดก็คือ อีกอาทิตย์กว่า โรงเรียนก็จะเปิดเทอมแล้ว ถ้าไม่มีสองพี่น้องมาช่วย โจวชิงหลานไม่มีทางจะขายคนเดียวได้อย่างแน่นอน ใหนจะล้างชาม ใหนจะเช็ดโต้ะทำความสะอาด ใหนจะตักอาหาร รับเงิน ทอนเงินอีก แต่ถ้าจะต้องจ้างคนมาช่วย ก็ไม่ใช่เื่ง่าย เพราะโจวชิงหลานมาอยู่ในเมือง ไม่ได้คบค้าสมาคมกับใครเลย แล้วจะไปหาใครที่ใหนมาช่วยล่ะ
หลี่ชิงเหมยคิดแล้ว ก็มีแต่น้าสามของตนเท่านั้นแหละที่พอน่าจะมาช่วยได้ แต่น้าสามโจวชิงเทียน ก็จำเป็ที่จะต้องออกจากงานที่โรงงาน เสียก่อน ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจง่ายๆเลย
งานที่โรงงานนั้นไม่ใช่ว่าจะได้เข้ามาทำง่ายๆ อย่างเช่นโจวชิงเทียนที่กว่าจะสมัครมาทำได้ ต้องทดลองงานกว่าปี ถึงจะได้รับเป็พนักงานประจำ แล้วถ้าจะให้เขาออกจากงานมาขายกับข้าวเขาจะยินดีหรือ
ต้องเข้าใจว่าทางรัฐบาลเพิ่งจะเปิดให้ค้าขายเสรีได้ไม่นาน ตอนแรกประชาชนต่างก็รังเกียจอาชีพนี้ ถึงจะค่อยๆเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม แต่อาชีพค้าขาย คนก็ยังมองว่าไม่มั่นคงอยู่ดี การงานที่ดีควรจะทำงานกับรัฐบาล หรือทำงานตามโรงงานต่างๆ นี่คือความคิดของคนยุคนี้
หึ....แต่หลี่ชิงเหมยผู้มาจากโลกอนาคต ที่รู้ว่า การค้าขายนี่แหละ คือสุดยอดของอาชีพ มีคนเท่าไหร่กันเชียวที่จะทำงานกับรัฐบาลแล้วร่ำรวย ถ้ามีคนที่ร่ำรวยจริงๆ ก็รวยด้วยการคดโกงนั่นแหละ โดนจับ ปะาไปก็ไม่น้อย ส่วนงานลูกจ้างเหรอ...ก็แค่นั้น อาจจะดีกว่าทำงานกับรัฐหน่อยนึง แต่ที่ดีที่สุด คนร่ำรวยมากที่สุด ก็คือคนที่ค้าขายนี่แหละ อยู่ที่ว่า จะรวยมาก รวยน้อย ก็แค่นั้นเอง สังเกตุจากร้านอาหารแผงลอยตามข้างทางในอนาคตสิ แต่ละร้านทำรายได้หักต้นทุนแล้ววันนึงกว่า500-600หยวน นี่อย่างต่ำนะ เดือนหนึ่งก็15,000หยวน แต่พนักงานบริษัทใหญ่ๆ ยังได้เงินเดือนแค่7,000-8,000หยวนเท่านั้นเอง
หลี่ชิงเหมยจึงคิดที่จะพูดโน้มน้าวกับอาสามของตนให้มาช่วยโจวชิงหลานขายกับข้าว ตอนที่เธอ กับน้องสาว จะต้องไปโรงเรียน
แท้จริงแล้วเธอไม่ได้อยากจะเรียนหรอก แค่เคยบอกกับโจวชิงหลานแล้ว ทำเอาคุณแม่ร้องไห้เลยทีเดียว จึงจำเป็จะต้องปลอบ แล้วบอกว่าจะไปเรียนเหมือนเดิม
ว้าแล้วชิงเหมยก็ปรึกษากับโจวชิงหลาน
"แม่ ถ้าหนูกับน้องต้องไปโรงเรียน ยังไงก็ต้องมีคนมาช่วยแม่ขายนะ ก่อนไปโรงเรียนพวกหนูจะช่วยแม่ทำอาหารให้เสร็จก่อน แม่ขายคนเดียวไม่ไหวหรอกจ้ะ"
"แล้วเราจะหาใครมาช่วยดีล่ะชิงเหมย แม่เองก็ไม่ได้รู้จักใครเลย"
"เราลองไปถามน้าสามไหมจ้ะแม่ ให้น้าสามลาออกจากงาน แม่ให้น้าสามมาช่วย จ่ายค่าจ้างให้วันละ 5หยวน หนูว่าน้าน่าจะสนใจนะจ้ะ"
วันละ5 หยวน เดือนนึงก็ 130 หยวน เพราะขายอาทิตย์ละ6 วัน หยุดวันอาทิตย์ เพราะโรงงานปิด และลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็คนที่โรงงานซะส่วนใหญ่
"งั้นเดี๋ยวเราไปซื้อของที่ตลาดเสร็จ แม่จะลองไปถามดูนะจ้ะ"
หลี่ชิงเหมย ก็หวังว่าน้าสามของตนจะตัดสินใจมาช่วย เพราะจากความทรงจำของเ้าของร่างเดิมนั้น น้าสามโจวชิงเทียนคนนี้ ถึงจะเป็น้องคนเล็กของบ้านโจว แต่ก็เป็คนดี มีน้ำใจกับครอบครัวเป็อย่างมาก ดูจากที่บ้านโจวมีคนอยู่เยอะ น้าสามโจวชิงเทียนเลยรีบมาหางานทำในเมือง ไม่พอยังส่งเงินให้พ่อกับแม่ที่บ้านอีกเดือนละ 10หยวนเลยทีเดียว
หลี่ชิงเหมยที่ในหัวมีแผนธุรกิจอยู่มากมาย หลังจากนี้ก็คิดว่า จะพาน้าสามของตนร่ำรวยไปด้วยกัน
"ชิงเหมยจ้ะ อีกอย่าง ถ้าแม่อยากจะส่งเงินให้ยายจะได้ไหมจ้ะ"
โจวชิงหลาน ตอนอยู่บ้านหลี่ ไม่ได้จับเงินเลยซักเฟิน จึงไม่มีปัญญาจะส่งเงินไปช่วยเหลือทางบ้านตน แต่ตอนนี้ เมื่อพอจะหาเงินได้ ก็คิดอยากจะกตัญญูกับพ่อแม่บ้าง ขนาดน้องชายของตน ยังส่งเงินไปให้พ่อแม่ใช้ตั้ง10หยวน ทั้งที่เงินเดือนแค่30หยวนเท่านั้น แล้วตอนนี้ตนสามารถหาเงินได้มากกว่าน้องชายอีก น่าจะส่งไปให้ที่บ้านบ้าง แต่ก็ต้องถามลูกสาวคนโตก่อน เพราะที่มีรายได้ทุกวันนี้ ลูกสาวคนโตเป็คนออกความคิดทั้งนั้น
"ได้สิจ้ะแม้ ส่งไปให้ทางบ้านยายบ้าง แต่หนูคิดว่า อย่างแรก เราควรจะหาบ้านเช่าก่อนนะจ้ะ"
หลี่ชิงเหมยคิดว่าควรจะย้ายจากห้องพักนี่ แต่ควรจะอยู่ไม่ไกลมาก เพราะจะได้สะดวกเวลาเข็นรถไปขายกับข้าว จะได้ไม่ต้องเข็นไกล ที่จริงที่นี่ก็อยู่ได้ แต่ค่อนข้างจะอึดอัด ทั้งยังลำบากเวลาเข้าห้องน้ำอีก เวลาตื่นมาทำอาหารตอนเช้า ก็ค่อนข้างเสียงดัง มีอยู่ครั้งสองครั้งที่คนข้างๆห้องมาโวยวายอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจ เพราะคนที่ห้องพักนี้ส่วนใหญ่ทำงานโรงงาน ก็อยากจะพักผ่อน จึงทำให้ไม่สะดวก ถ้าหาบ้านเช่าใกล้ๆได้ ก็ควรจะย้ายไปทำที่บ้านเช่า จะสะดวกกว่า