บทที่ 5 ป่าคือเงิน
“วันนี้พามี่เอ๋อร์มาด้วยเหรอ อาเต๋อ” ท่านย่าหมิ่งหลี่น่า ภรรยาผู้ใหญ่บ้านทักทายท่านพ่อ ชื่อคุ้นๆละสิ…เพราะนอกจากนางจะเป็ภรรยาผู้ใหญ่บ้านหวังแล้ว นางคือพี่สาวของท่านย่าเมิ่งหลี่ซินของเธอ
นี่เป็เหตุผลที่ว่าทั้งๆที่พ่อเธอเป็เด็กกำพร้า แล้วต้องมาอยู่ในความดูแลของท่านป้าใจั์ ซึ่งก็คือท่านย่าใหญ่ของเธอ พวกเธอยังมีลมหายใจกันอยู่ และถึงแม้จะโขลกสับ ใช้งานพวกเราอย่างไร แต่ก็ยังต้องแบ่งข้าวน้ำให้กินบ้าง แม้จะแค่วันละมื้อก็เถอะ
ตอนที่ร่างนี้จมน้ำไปคนที่บังคับให้ท่านย่าใหญ่ต้องเรียกหมอมาดูเธอก็คือท่านย่าหมิ่งหลี่น่านี่แหละ แม้จะก้าวก่ายที่เื่ในบ้านไม่ได้ แต่ยังสามารถอ้างหลักคุณธรรมได้อยู่ และนั่นทำให้เธอถูกเรียกว่าตัวล้างผลาญ
“ขอรับท่านป้าหลี่น่า”
“หายดีแล้วเหรอมี่เอ๋อร์”
“ดีขึ้นแล้วเ้าค่ะท่ายย่าหลี่น่า ข้าต้องขอบคุณที่ท่านช่วยพูดกับย่าใหญ่ให้เื่หมอมารักษาข้าเ้าค่ะ”
“ข้าก็พูดได้ตามสมควร เ้าไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ถึงอย่างไรข้าก็เคยรับปากหลี่ซินให้ช่วยดูพวกเ้าบ้าง” ท่านย่าหมิ่งหลี่น่าพูดอย่างอดคิดน้องสาวตนเองไม่ได้ “ไปเถอะเวลาไม่เช้าแล้ว เดี๋ยวข้าจะนำเห็ดไปให้ป้าหยู่เยียนของเ้าทำอาหาร เ้ามาแบ่งไปด้วยสิ” ท่านย่ายกเห็ดในตะกร้าที่ตัวเองหามาได้ให้ดู และพูดถึงท่านป้าไช่หยู่เยียนผู้เป็ภรรยาของหวังหยางลูกชายตัวเองกับผู้ใหญ่บ้านชื่อหวังจิ้ง
“ไม่เป็ไรขอรับ วันนี้ข้าตั้งใจพานางหาของป่าที่ป่าชั้นนอกอยู่แล้วขอรับ ข้ารับไว้เพียงน้ำใจก็พอขอรับ” ท่านพ่อตอบอย่างเกรงใจ
“เอาเถอะ งั้นข้าไปก่อน”
ยามอู่[1]
เธอกับท่านพ่อพักทานห่อข้าวที่ท่านแม่แอบเตรียมให้ ในป่าค่อนข้างอุดมสมบูรณ์อย่างที่ท่านพ่อกล่าวไว้ เพียงแค่เป็ของป่าทั่วไปอย่าง เห็ด องุ่นป่า หน่อไม้ มะเฟืองป่า ต้นไผ่ คือถ้าจะให้ไล่คงนับไม่หมด สรุปคือมีทั้งสมุนไพร เครื่องเทศ ผลไม้ป่า รากไม้ พืชต้น พืชหัวทั่วไป
ท่านพ่อสมกับเป็นักล่าของป่ามือฉมังรู้เื่พืชสมุนไพรค่อนข้างเยอะ ทำให้เธอได้ความรู้เพิ่มขึ้นกับสมุนป่าบางตัว แต่ก็มีส่วนหลายอันที่เธอรู้แต่ท่านพ่อไม่รู้อีกมากเช่นกัน อย่าลืมนะว่าเธอจบหลักสูตรเกษตรโดยตรง อีกทั้งยังทำงานในตำแหน่งผู้พัฒนาสูตร และวัตถุดิบ มากกว่าสิบปี สมุนไพรกับเครื่องเทศอะไรบ้างในยุคปัจจุบันที่เธอจะไม่รู้จัก ตอนนี้ถ้ามองตาเธอแล้วเปลี่ยนรูปการ์ตูนได้ ตาเธอคงกลายเป็สัญญาลักษณ์ตำลึงทองไปแล้ว
“นั่นมันต้นอะไรหรือเ้าคะ” เธอชี้ที่ใบกลอย เพื่อตรวจสอบความรู้ของท่านพ่อ
“นั่นมันใบกลอย ถ้าขุดลงไปใต้ดินจะมีหัวกลอยอยู่ แต่เ้าอย่านำไปทำอะไรกินเด็ดขาด เพราะมันมีสารพิษ” ท่านพ่อแนะนำ
แจ๊กพอตแหะ ถ้าท่านพ่อพูดเช่นนี้หมายความว่ายังไม่มีใครทราบวิธีกำจัดพิษแล้วนำมาทำเป็อาหารแน่นอน แถมยังมีมากมายขนาดนี้ เ้าก้อนเงินอ้วนๆอีกหนึ่งอย่าง
“เ้าสามารถเจอหัวกลอยนี้ไปทั่ว แต่ห้ามกินเด็ดขาด เมื่อก่อนคนมีบ้านยากจนหลังหนึ่งเพราะไม่มีอะไรจะกินจึงต้องตัดสินใจขุดเ้ากลอยมากินไปหลายหัว ผลปรากฎว่ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และชัก และเพราะไม่มีเงินหาหมอจึงตายทั้งบ้านเลย” ท่านพ่อย้ำอีก
“อันนี้ละเ้าคะ” เธอชี้ไปที่สับปะรด
“สับปะรดป่านี้กินได้ แต่เปรี้ยวเข็ดฟันนัก เ้าอย่าลองเลยท้องจะเสาะเอา”
เธอเริ่มทำความเข้าใจกับยุคโบราณนี่สักพักแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าอยู่ใน่ราชวงศ์ใดตามหนังสือเรียนที่เธอเรียนมา อาจจะเป็คนละมิติด้วยซ้ำ ส่วนพฤติกรรมการใช้ชีวิตนั้นน่าจะเป็ตามภูมิปัญญาชาวบ้านมากกว่า โดยเฉพาะหมู่บ้านชนบทเล็กๆแห่งนี้ เพราะใกล้ชิดกับป่าจึงมีความรู้เื่พืชพันธุ์ และสมุนไพร แต่จะทราบในแง่ว่ากินได้หรือไม่ และรักษาอะไรได้บ้าง ส่วนความรู้เื่สะกัดพิษหรือแปรรูปสินค้าคือไม่มีเลย
ยกตัวอย่างเช่นการปรุงอาหาร เค็มก็มี เกลือ รสหวานก็มีน้ำตาล น้ำผึ้ง รสเปรี้ยวก็จะมีน้ำดองผัก ไม่ก็ผลไม้รสเปรี้ยว รสเผ็ดก็จะใช้พริก ขิง กลิ่นหอมก็จะมีน้ำมันงา ผักชี เหล้า แต่มื้ออาหารจะครบรสได้แบบนี้ต้องบ้านคนรวยเท่านั้นแหละ สำหรับชาวบ้านอย่างเราๆก็มีแค่เกลือ เท่านั้น น้ำผึ้งต่อให้หาได้ก็จะนำไปขายในเมืองเพื่อแลกข้าวสาร หรือเนื้อ
อาหารการกินที่นี่จึงมีรสจืด หรือรสของวัตถุดิบอาหารที่แค่นำไปผ่านความร้อนเท่านั้น เพราะเกลือแพงมาก แทบไม่นำมาปรุงอาหารด้วยซ้ำ แต่นำมาใช้ดองผักเพื่อถนอมอาหารไว้กินหน้าหนาว
ในฐานะผู้ทำงานในบริษัทเครื่องปรุงรสเบอร์ต้นของประเทศมาก่อน นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ
เธอรับเช็ดน้ำลายที่มุมปากอย่างอดไม่อยู่ เหลือแค่โอกาสเข้าไปเดินสำรวจตลาดในเมืองชิงเถียงเท่านั้น
เมืองชิงเถียงนั้นคือหัวเมืองใหญ่ที่ใกล้กับหมู่บ้านหวัง เดินทางด้วยเกวียนประมาณครึ่งชั่วยาม[2]ก็ถึงแล้ว ท่านป้าเจียวซิ่นเคยเล่าว่าเป็เมืองที่มีเรือขนาดใหญ่มาเทียบท่า ทำให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งนัก นับว่าเป็เมืองเศรษฐกิจของแผ่นดินแห่งหนึ่งก็ว่าได้
[1]ยามอู่ (午:wǔ) คือ 11.00 – 12.59 น.
[2] 1 ชั่วยาม คือ 2 ชั่วโมง