“พี่อ้ายเหม่ย พี่เห็นประกาศของทางมหาวิทยาลัยหรือยังคะ” มู่อันอันวิ่งเข้ามาหาอย่างตื่นเต้น
“ประกาศรับสมัครเพื่อไปออกค่ายอาสาตอนปิดภาคเรียนน่ะเหรอ ฉันอ่านแล้วแต่คงไม่เข้าร่วม เพราะฉันกับพี่ชายจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด พวกเราทิ้งบ้านมาเกือบสี่ปีแล้วก็เลยอยากกลับไปดูสักหน่อย”
“น่าเสียดายจังเลยนะคะ ถ้าเราได้ไปด้วยกันก็น่าจะดี แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันไปคนเดียวก็ได้ ยังไงก็มีเพื่อนนักศึกษาในคณะร่วมเดินทางด้วยหลายคน”
“ทำไมเธอถึงสนใจอยากไปออกค่ายอาสานักล่ะ”
“ฉันอยากไปลองใช้ชีวิตในชนบทดูบ้างค่ะ จะได้ไม่มีใครมาว่าฉันได้ว่าฉันเป็นคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ”
“มีใครมาว่าน้องสาวของฉันล่ะเนี่ย ให้ฉันไปจัดการให้ไหม”
“พี่จัดการเขาไม่ได้หรอกค่ะ” มู่อันอันนึกถึงใครคนหนึ่งแล้วก็ย่นจมูกอย่างไม่พอใจ “เขาเป็นคนที่ปากร้ายมาก”
“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ” โจวอ้ายเหม่ยยื่นคุกกี้ให้มู่อันอัน “กินสักหน่อยจะได้อารมณ์ดี คุกกี้ช็อกโกแลตชิพของโปรดของเธอเชียวนะ ฉันทำมาให้เป็นพิเศษ”
“ไม่เอาดีกว่าค่ะ ฉันกินขนมของพี่จนหน้ากลมไปหมดแล้ว ฉันตั้งใจว่าจะลดน้ำหนักน่ะค่ะ” มู่อันอันยกมือขึ้นบีบแก้มตัวเอง
“หืม...” โจวอ้ายเหม่ยรีบเอามือไปแตะหน้าผากของอีกฝ่าย “ตัวก็ไม่ร้อนนี่ หรือว่าเธอไม่สบายตรงไหน ปกติเธอไม่เคยปฏิเสธของอร่อยเลยนะ เรื่องลดน้ำหนักฉันยิ่งไม่เคยได้ยินเธอพูดเลยสักครั้ง”
“ฉันไม่ได้ไม่สบายค่ะ แต่ฉันอยากลดน้ำหนักจริงๆ ฉันอยากมีรูปร่างผอมเพรียว” มู่อันอันยิ้มเศร้าเมื่อนึกถึงชายหญิงคู่หนึ่งที่เมื่อเธอมองเห็นพวกเขาเดินคู่กันแล้วทำให้เธอรู้สึกปวดใจ “พี่อ้ายเหม่ย ฉันขอไปลงชื่อไปค่ายอาสาก่อนนะคะ อ้อ...ฝากบอกคุณป้าเจียงด้วยนะคะว่าช่วงปิดภาคเรียนฉันคงไม่ได้ไปทานอาหารฝีมือท่านแล้ว”
โจวอ้ายเหม่ยมองตามหลังมู่อันอันอย่างไม่เข้าใจ แต่เธอไม่มีเวลามาคิดมากหรอก เพราะวันนี้เธอต้องไปค้นคว้ารายงานที่ห้องสมุด ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ปีเดียวก็จะเรียนจบ ถึงตอนนั้นเธอ สามี กับพี่ชายก็จะยุ่งกับการเปิดกิจการของตัวเองและกิจการที่ร่วมมือกับหงอวี้หลุน ดังนั้นการเรียนในปีสุดท้ายนี้เธอจะให้เกิดความผิดพลาดไม่ได้
“สวัสดีครับคุณอ้ายเหม่ย ไม่เจอกันนานเลยนะครับ” เซี่ยเหอซวนเดินเข้ามาทัก ตั้งแต่ที่เขารู้ว่าโจวอ้ายเหม่ยแต่งงานมีสามีแล้ว เขาก็หายหน้าไปจากเธออยู่พักใหญ่ ไม่ใช่เพราะเขายอมแพ้ แต่เขากลับไปตั้งหลักว่าจะเริ่มสู้เพื่อที่จะช่วงชิงความรักจากโจวอ้ายเหม่ยมาได้ยังไง ถึงแม้เขาจะรู้ว่าคุณพ่อกับคุณแม่ของเขาไม่มีทางยอมรับผู้หญิงที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วเป็นลูกสะใภ้ แต่ถ้าเขาจะรับเธอไปเป็นบ้านเล็กก็ไม่น่าจะมีปัญหา
เซี่ยเหอซวนจึงเริ่มเข้าไปช่วยงานคุณพ่อของเขาที่บริษัท กิจการของสกุลเซี่ยเป็นกิจการเกี่ยวกับด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเวลานี้คุณพ่อเซี่ยเริ่มให้ความสนใจกับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมเพิ่มขึ้นจากกิจการเดิม เพราะตั้งแต่ประเทศเริ่มเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ทำให้มีนักลงทุนจากหลายชาติเริ่มเดินทางเข้ามาในประเทศมากขึ้น คุณพ่อเซี่ยจึงเล็งเห็นช่องทางการทำเงินแบบใหม่ แต่ใครจะคิดว่าหงอวี้หลุนก็เริ่มกิจการด้านนี้แล้วเหมือนกัน
โดยหงอวี้หลุนได้เปิดโรงแรมที่พักสุดหรูในปักกิ่งขึ้นสองแห่ง โรงแรมแห่งแรกตั้งอยู่ใจกลางเมืองเพื่อเน้นความหรูหรา สะดวกสบาย และการเดินทางที่สะดวก ส่วนโรงแรมแห่งที่สองจะตั้งอยู่ที่ชานเมือง เน้นการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เหมาะกับคนที่อยากไปพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลังจากการทำงานอย่างเคร่งเครียดในเมืองใหญ่ โดยโรงแรมแห่งที่สองนี้เป็นโรงแรมที่หงอวี้หลุน เจียงโม่โฉว และโจวต้าเฝิงร่วมลงทุนด้วยกัน
ต้องบอกว่าเซี่ยเหอซวนมีพรสวรรค์ด้านการบริหาร สมกับเป็นลูกชายของนักธุรกิจใหญ่อย่างคุณพ่อเซี่ยอย่างแท้จริง เพราะเขาใช้เวลาเรียนรู้งานในบริษัทได้ภายในเวลาไม่ถึงปี และได้เสนอโครงการและทำกำไรให้บริษัทเพิ่มขึ้นไม่น้อย ทำให้คุณพ่อเซี่ยยิ่งภาคภูมิใจในตัวของลูกชายคนโปรดมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามที่เซี่ยเหอซวนต้องการ เพราะเมื่อไหร่ที่เขาทำให้คุณพ่อยอมรับในตัวเขาได้ การจะรับโจวอ้ายเหม่ยมาเป็นบ้านเล็กก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
แม้ว่าเซี่ยเหอซวนจะเรียนและทำงานไปด้วยจนแทบไม่มีเวลาพัก แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะให้คนไปจับตาดูโจวอ้ายเหม่ยและเจียงโม่โฉว และยังสืบประวัติของเจียงโม่โฉวออกมาอย่างละเอียดจนได้รู้ว่าเจียงโม่โฉวเป็นคนเก่งและมีความสามารถ ทั้งยังได้รับคำชมเชยจากอาจารย์และเพื่อนร่วมคณะอยู่มากมาย แต่สิ่งที่ทำให้เขาพอใจมากที่สุดคือเขาสืบจนรู้ว่าเจียงโม่โฉวเป็นเพียงลูกนอกสมรส และครอบครัวฝั่งคุณยายของเจียงโม่โฉวเป็นคนเลวร้ายมากขนาดไหน แต่ไพ่เด็ดใบนี้เขาจะยังไม่หยิบมาใช้ รอให้ถึงโอกาสเหมาะก่อนก็แล้วกัน
“สวัสดีค่ะคุณเซี่ย ไม่ทราบคุณมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมเห็นว่าเราเป็นคนรู้จักกันอยู่แล้วก็เลยมาทักทาย ได้ยินมาว่าคุณกับพี่ชายของผมลงทุนเปิดกิจการใหม่ด้วยกันเหรอครับ”
“เป็นสามีกับพี่ชายของฉันที่ร่วมลงทุนกับพี่อวี้หลุนน่ะค่ะ ฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรอก” โจวอ้ายเหม่ยยังก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
“ตระกูลเซี่ยของเราก็เริ่มหันมาสนใจธุรกิจด้านนี้เหมือนกันนะครับ ต่อไปเราควรเป็นพันธมิตรหรือเป็นคู่แข่งกันดีล่ะ แต่สำหรับคุณ...” เซี่ยเหอซวนส่งยิ้มให้โจวอ้ายเหม่ยแล้วตบที่หน้าอกตัวเอง “ผมเก็บสถานะของคุณไว้ในใจผมแล้วนะครับ”
โจวอ้ายเหม่ยเงยหน้ามองเซี่ยเหอซวนอย่างไม่พอใจ เธอเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว และเพื่อนในมหาวิทยาลัยก็รู้เรื่องนี้แล้วเหมือนกัน การที่เซี่ยเหอซวนมาพูดจาให้คนฟังชวนเข้าใจผิดอย่างนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ หากมีคนเข้าใจผิดชื่อเสียงของเธอกับสามีจะเป็นยังไง แต่ไม่ทันที่เธอจะได้โต้ตอบ เจียงโม่โฉวก็เดินเข้ามาและประกาศตัวเป็นศัตรูกับเซี่ยเหอซวนอย่างชัดเจน
“ค้นคว้ารายงานเสร็จหรือยังครับที่รัก ผมมารับคุณกลับบ้าน อ้าว...คุณเซี่ย ศัตรูและคู่แข่งทางธุรกิจของผมก็อยู่ด้วยเหรอครับเนี่ย ขอโทษทีนะที่ผมไม่เห็นคุณอยู่ในสายตา ว่าแต่คุณมายืนเกะกะอยู่แถวนี้ทำไมครับเนี่ย ไม่ออกไปหาคนรักของคุณสักหน่อยเหรอ ตอนนี้หวังลี่ปิงกำลังตบตีกับนักศึกษาปีหนึ่งเรื่องแย่งผู้ชายกันอยู่ ถ้าผมเดาไม่ผิด ดูเหมือนผู้ชายคนนั้นจะเป็นคุณนะครับ”
คำพูดของเจียงโม่โฉวทำให้ทุกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงยหน้าขึ้นมามองเซี่ยเหอซวนอย่างนึกตำหนิ ตัวเองมีคนรักยังมายุ่งกับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ทั้งๆ ที่ผู้หญิงก็ไม่มีท่าทีที่จะเล่นด้วย และนักศึกษาหลายๆ คนก็รู้สึกชื่นชมเจียงโม่โฉวที่เดินออกมาปกป้องภรรยาอย่างกล้าหาญ ทั้งโจวอ้ายเหม่ยก็วางตัวดี ไม่ได้ทำตัวเป็นแม่สาวชาเขียวที่พออยู่ลับหลังสามีแล้วไปเล่นหูเล่นตากับผู้ชายคนอื่น
เมื่อเซี่ยเหอซวนเริ่มเห็นสายตาไม่เป็นมิตรของเพื่อนนักศึกษา เขาหันไปมองเจียงโม่โฉวแล้วพูดเสียงดัง “เรื่องส่วนตัวของฉัน แกไม่ต้องมายุ่ง”
“ที่นี่คือห้องสมุด ถ้าพวกคุณไม่ได้ตั้งใจเข้ามาอ่านหนังสือ ครูขอเชิญให้พวกคุณออกไปเพื่อจะได้ไม่มารบกวนเวลาของเพื่อนนักศึกษาคนอื่น” อาจารย์บรรณารักษ์พูดเสียงดุ
เซี่ยเหอซวนไม่สามารถโต้ตอบอาจารย์บรรณารักษ์ได้ เขาทำได้แค่เดินออกจากห้องสมุดไป
อาจารย์บรรณารักษ์หันไปมองเจียงโม่โฉว “ที่นี่คือห้องสมุด หากคุณอยากตกลงเรื่องส่วนตัวกับใครสักคน คุณควรที่จะเชิญเขาออกไปพูดคุยกันข้างนอก นี่คือมารยาทของการอยู่ร่วมกัน”
“ผมขอโทษอาจารย์ด้วยนะครับ” เจียงโม่โฉวโค้งให้อาจารย์บรรณารักษ์ ก่อนที่เขาจะหันหลังแล้วโค้งให้เพื่อนนักศึกษาที่อยู่บริเวณนั้น “ผมต้องขอโทษเพื่อนนักศึกษาทุกคนด้วยนะครับ”
อาจารย์บรรณารักษ์มองเจียงโม่โฉวอย่างพอใจ และเพื่อนนักศึกษาก็ไม่ได้ติดใจเช่นกัน เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มมาจากที่เซี่ยเหอซวนเข้ามาก่อกวนและพูดจาแทะโลมโจวอ้ายเหม่ยก่อน
“คุณไปไหนมาคะเหอซวน ทั้งๆ ที่เราเรียนอยู่คณะเดียวกันแต่ทำไมฉันถึงเจอคุณได้ยากจังเลยล่ะคะ หรือว่าคุณยังไปยุ่งกับนังนักศึกษาปีหนึ่งไร้ยางอายคนนั้นอีก วันนี้ฉันคงสั่งสอนนังนั่นน้อยไปสินะ” หวังลี่ปิงเดินเข้ามาหาเซี่ยเหอซวนด้วยความไม่พอใจ วันนี้ทั้งวันเธอเดินหาเขาไปทั่ว
“คุณยังก่อเรื่องไม่พอใช่ไหม คุณรู้ไหมว่าตอนนี้เพื่อนในมหาวิทยาลัยมองผมยังไง อย่าให้ผมทนไม่ได้แล้วเลิกกับคุณนะ” เซี่ยเหอซวนไม่อยากจะมองหน้าหวังลี่ปิงเลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยทำร้ายหวังลี่ปิงจนเธอแท้ง ป่านนี้เขาคงเลิกกับเธอไปนานแล้ว
“คุณอยากจะเลิกกับฉันอย่างนั้นเหรอคะ ก็เอาสิคะ ถ้าคุณอยากให้เป็นข่าวลงไปทั่วหนังสือพิมพ์ว่าคุณเคยทำร้ายฉันจนฉันแท้งและต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเดือน ถ้าข่าวนี้ออกไปจริงๆ คุณคิดว่าตระกูลเซี่ยของคุณจะได้รับผลกระทบมากน้อยขนาดไหน อีกอย่างถ้าคุณแม่ไม่ยอมซะอย่าง คุณก็เลิกกับฉันไม่ได้หรอก”
หวังลี่ปิงมองเซี่ยเหอซวนอย่างเป็นต่อ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เซี่ยเหอซวนขู่ว่าจะเลิกกับเธอ และไม่ใช่ครั้งแรกอีกเหมือนกันที่เธอยกเหตุผลนี้ขึ้นมาหักล้างความคิดของเขา ในมือของเธอมีผลการตรวจร่างกายว่าเธอถูกทำร้ายจนแท้งลูกจริง และที่สำคัญเธอยังมีความลับของแม่สามีอยู่ในมือ การที่เซี่ยเหอซวนจะเลิกกับเธอนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้