ตอนนี้จูเยว่ได้มองไปยังหลี่ฟางซิ่นที่าแหายดีแล้วแต่ก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมา เพราะตอนนี้เสื้อผ้าที่นางสวมใส่ ได้ฉีกขาดไปทั่วทั้งตัวพร้อมรอยเืที่แห้งเกรอะกรังแลดูน่าเวทนา ตัวเขาจึงได้กล่าวสั่งเฟยซิ่วออกไป
“ข้าจะผลัดเปลี่ยนชุดและชำระล้างร่างกายของนางเ้าไปตักน้ำมาถังหนึ่ง ก่อนหน้านี้ ข้าเห็นแหล่งน้ำเล็กๆระหว่างที่เราเดินทางผ่านมา อยู่ห่างจากที่นี่เพียงไม่กี่ลี้”เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
เฟยซิ่วได้หันหน้าไปทางนายน้อยของมันและทำท่าเหมือนจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ก็หาได้กล่าวสิ่งใดออกไป
เพราะั้แ่นายน้อยของมันเริ่มเข้าสู่เส้นทางการฝึกยุทธตัวมันมิเคยเห็นนายน้อยสนใจหญิงสาวดั่งเช่นกาลก่อน จึงคิดว่านายน้อยจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่ แต่ที่ไหนได้! แม้แต่สตรีไม่มีทางสู้ที่หมดสติอยู่ก็ยังไม่ละเว้น! แถมยังกล่าวออกมาเสมือนทำในสิ่งที่ถูกต้อง!เรียกได้ว่า... พัฒนาการด้านความเลวทรามของนายน้อยช่างไม่ด้อยกว่าการฝึกฝนลมปราณโดยแท้!
คล้ายกับจูเยว่ทราบถึงสิ่งที่ข้ารับใช้ของตนคิดผ่านทางสีหน้าและท่าทางของมัน จึงกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเจือโมโหเล็กน้อย
“ข้าเพียงแค่ช่วยเหลือนาง...หาได้้ากระทำสิ่งอื่น!” จากนั้นจูเยว่ได้อุ้มนางขึ้นไปยังรถม้าและเข้าไปยังห้องทางด้านซ้ายมือ ซึ่งเป็ห้องตรงข้ามกับที่ตนพัก
ส่วนเฟยซิ่วได้รีบไปตักน้ำตามที่นายน้อย้าแต่ภายในใจมันนั้นกลับคาดเดาอย่างมั่นใจที่นายน้อยกล่าวออกมาอย่างอารมณ์เสียเช่นนั้น เป็เพราะมันรู้ทันความคิดของนายน้อย
“ข้านั้นติดตามท่านั้แ่ยังเยาว์คิดหรือว่าเพียงท่านเปลี่ยนท่าทีที่แสดง จะสามารถตบตาข้าได้” มันกล่าวพึมพำในสิ่งที่คิดออกมา
หลังจากที่เฟยซิ่วนำถังน้ำมาให้จูเยว่ได้นำชุดของตนเองออกมาเพื่อผลัดเปลี่ยนให้แก่นางเพราะไม่สามารถเปิดใช้งานแหวนมิติของผู้อื่นได้ หากไม่ใช่เ้าของซึ่งหลี่ฟางซิ่นก็มีแหวนมิติอยู่บนนิ้วมือเรียวงามของนางเช่นกัน แต่ก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดเพราะนางเป็ถึงลูกสาวสุดรักสุดหวง ของผู้นำตระกูลอันดับ 2 ของเมืองแสงอรุณ
หลังจากที่เขาได้บรรจงถอดเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยคราบเืและรอยฉีกขาดจากการต่อสู้ออกไป ก็ปรากฏเรือนร่างเปลือยเปล่าที่แลดูงดงามได้รูป แม้ยามนี้เรือนร่างนั้นจะแลดูหม่นหมองไปบ้างเนื่องจากสิ่งสกปรกตามร่างกายแต่ก็ไม่สามารถบดบังความงดงามเ่าั้ลงได้แม้แต่น้อยจึงอดไม่ได้ที่จูเยว่นั้นจะกล่าวชื่นชมออกมา
“ช่างงดงามยิ่งนัก...”
แต่ก็เป็ความรู้สึกชื่นชมเพียงเท่านั้นตัวเขาในอดีตได้ผ่านโลกมาอย่างมากมาย หญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่งดงามราวกับเทพธิดาที่เขาเคยได้เคยััจึงหาได้คิดอันใดเกินเลยกับหญิงสาวที่ไม่ได้สติที่อยู่เบื้องหน้า
จูเยว่ใช้เวลาเพียงชั่วครู่จึงฟื้นคืนสติขึ้นมาและใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด คราบเืที่แห้งเกรอะกรังอยู่ทั่วร่างกายออกไปผิวขาวผ่องเนียนราวหิมะจึงค่อยๆปรากฏสู่สายตาถึงแม้จะทำให้ตัวเขาเกิดความร้อนรุ่มภายในจิตใจอยู่บ้างแต่ก็สามารถกดทับอารมณ์เ่าั้ลงไปได้และค่อยๆสวมใส่เสื้อผ้าที่เตรียมไว้ให้แก่นางที่หลับไหลราวกับเทพธิดาที่ไม่ได้สติอยู่
จูเยว่ออกจากห้องที่นางพักผ่อนและเดินออกมาภายนอกรถม้า แล้วจึงหันไปกล่าวกับเฟยซิ่ว ที่คุ้มกันอยู่บริเวณภายนอก
“วันนี้เราจะพักกันที่นี่คืนหนึ่งก่อนคาดว่าพรุ่งนี้นางคงจะรู้สึกตัว และสามารถที่จะเดินทางต่อได้...”
“ได้ขอรับนายน้อยข้าจะเฝ้าเวรยามป้องกันสัตว์อสูรทั้งคืน ขอให้นายน้อยสบายใจ สามารถปฏิบัติภารกิจได้โดยไม่ถูกใครรบกวนอย่างแน่นอน!” มันเอามือขวาทุบที่หน้าอกของตนแสดงถึงความมั่นใจในสิ่งที่มันกล่าว
ถึงเฟยซิ่วจะรู้สึกเห็นใจแม่นางน้อยตระกูลหลี่อยู่บ้างแต่หากเพื่อความสุขของนายน้อยตนแล้ว มันยินยอมช่วยเหลือแม้ว่าจะเป็เื่ที่ผิดอยู่บ้างก็ตาม เพราะนายท่านเฟยหรงเคยกล่าวกับมันไว้ว่าหากสิ่งใดที่นายน้อยกระทำแล้วมีความสุข อย่าหาได้ปฏิเสธในคำขอเ่าั้ตัวมันก็ได้ทำตามคำสั่งนั้นมาโดยตลอด ั้แ่นายน้อยยังเยาว์
“ภารกิจ? ทั้งคืน? เื่อันใดกัน?” เมื่อได้ยินสิ่งที่เฟยซิ่วกล่าวจูเยว่รู้สึกงุนงงขึ้นมา แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหมายถึงสิ่งใดจึงรีบกล่าวออกไปด้วยอารมณ์โมโห
“ข้า!จะบอกเ้าเป็ครั้งสุดท้าย... ข้ามิคิดจะทำสิ่งใดกับแม่นางตระกูลหลี่ผู้นั้น!!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่จูเยว่กล่าวออกมาเฟยซิ่วได้ตอบกลับไปราวกับเข้าใจในเื่ดังกล่าวเป็อย่างดี
“ข้าเข้าใจดีขอรับนายน้อย...”แต่ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของมันในขณะที่กล่าว หาได้บอกว่าเข้าใจในสิ่งที่ตนเอ่ยออกไปแม้แต่น้อย! จูเยว่ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
“เห้ออ...ช่างเถอะ เ้าไปเฝ้าเวรยามของเ้าซะ” เขาส่ายศรีษะและปัดมือออกไปไล่มันให้ไปทำหน้าที่ของตัวเอง
เขารู้สึกคร้านจะกล่าวอธิบายกับข้ารับใช้ของตนผู้นี้อีกเพราะรู้สึกว่าถึงกล่าวอะไรออกไป มันก็คงไม่เชื่อในสิ่งที่ตนพูด!
...ย้อนกลับไปหนึ่งชั่วยามก่อน
หญิงสาวนางหนึ่งกำลังควบอยู่บนม้าด้วยท่าทีที่ร้อนรนเม็ดเหงื่อไหลซึมผุดขึ้นมาจากบริเวณกลางหน้าผากแม้ร่างของนางจะมีสายลมพัดผ่านเข้ามาแต่ก็ไม่สามารถหยุดเม็ดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาได้ เมื่อมองไปยังใบหน้าของนางได้พบเจอกับใบหน้าที่งดงามแลดูน่าหลงใหล แต่ใบหน้าที่น่าหลงใหลในยามนี้กลับแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลออกมา
“ข้าออกเดินทางเพื่อจะแสวงหาโชคชะตาที่ทำให้ข้าเป็อิสระ แต่ดูเหมือนว่า...์ไม่้าให้เป็เช่นนั้น!” นางคิดขึ้นมาด้วยความรู้สึกสิ้นหวังในโชคชะตาพร้อมทั้งค่อยๆหันศรีษะ แลดูไปที่ด้านหลังของนางที่ไกลออกไป
เมื่อมองผ่านฝุ่นที่ฟุ้งกระจายตามทางที่นางเคลื่อนผ่านพบเจอกับสัตว์อสูรมีลักษณะคล้ายหมาป่าสีน้ำตาล มันแยกเขี้ยวอ้าปากออกมาขณะวิ่งน้ำลายของพวกมันได้ไหลออกมาไม่หยุด ราวกับพบเจอมื้ออาหารที่ไม่ได้ลิ้มลองมานานพร้อมทั้งลิ้นที่ห้อยออกมาลู่ตามลม ขณะที่เคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วเมื่อนางได้เห็นสัตว์อสูรเ่าั้ จึงได้กล่าวขึ้นมา
“หากมันตามข้าทัน...คงยากที่ข้าจะสามารถรอดชีวิตกลับไปได้”
เพราะเมื่อสังเกตดูดีๆแล้วมันหาใช่มีเพียงตัวเดียวแต่พวกมันมีถึง 10 ตัวด้วยกัน!ถึงมันจะเป็เพียงสัตว์อสูรระดับแรกเริ่มขั้นที่ 9 แต่ด้วยจำนวนมากถึงเพียงนี้หลี่ฟางซิ่นไม่สามารถรับมือกับพวกมันพร้อมกันได้แม้ระหว่างทางนางจะเจอสัตว์อสูรระดับนี้อยู่บ้าง แต่พวกมันก็อยู่เพียงลำพังทำให้ตัวนางสามารถรับมือหรือหลบหนีจากพวกมันได้ หากเห็นว่าไม่มีทางสู้
แต่สัตว์อสูรหมาป่าเหล่านี้พวกมันเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว หลี่ฟางซิ่นจึงไม่สามารถจะสลัดพวกมันให้หลุดไปได้ซึ่งหากมีเพียงแค่ตัวเดียว คงไม่เป็ปัญหาอันใด กับนางที่เป็อัจฉริยะอันดับ 1 ของเมืองแสงอรุณ