พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่27 ปะทะ ฟรี23/11/66

    บทที่ 27 ปะทะ

    ครึ่งชั่วยามก่อนที่เผ่ามารโลหิตจะมาถึงสำนักเหนือสวรรค์ ณ เศษซากปรักหักพังของสำนักใหญ่ที่พึ่งถูกทำลายลงไปได้ไม่นาน

    ราชันย์ยุทธ์ทั้งสามของเผ่ามารโลหิต เวลานี้ทั้งสามกำลังสนทนากันด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

    “นี่มันใกล้จะหมดเวลาที่องค์ชายเจ็ดกำหนดแล้วหากยังช้าอยู่แบบนี้ สำนักอื่นคงจะเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติได้เป็นแน่ หากเป็นเช่นนั้นองค์ชายเจ็ดไม่ปล่อยพวกเราไปสักตนแน่”

    เสียงนี้ถูกเอ่ยออกมาจากราชันย์ยุทธ์ผู้มีพลังแข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามารโลหิตที่มายังดินแดนถงเทียน

    “ข้าจะให้เจ้าพวกนี้เร่งจัดการเองขอรับ ในตอนนี้ไม่มีสำนักยุทธ์ใดในดินแดนนี้ที่มีพลังต้านเราได้อีกแล้ว ขอท่านจิ่วหมานไม่ต้องกังวลขอรับ”

    ผู้ที่เอ่ยนั้นคือหนึ่งในสามราชันย์ยุทธ์ ที่เวลานี้กำลังนั่งคุกเข่าพร้อมกับสหายราชันย์ยุทธ์อีกหนึ่งตนอยู่เบื้องหน้าราชันย์ยุทธ์ที่ชื่อจิ่วหมานผู้นั้น

    ในเผ่าพันธุ์มารโลหิตผู้ที่มีอำนาจสูงสุดคือจักรพรรดิโลหิตและสายเลือดของจักรพรรดิถัดมาจะเป็นจ้าวโลหิตทั้งสามและสุดท้ายคือขุนพลโลหิตทั้งยี่สิบตน

    มารโลหิตเก้าลำดับแรกนั้นจะได้รับอนุญาตให้ใช้แซ่จิ่ว และตั้งแต่ลำดับสิบลงไปจะถูกเรียกด้วยเลขลำดับแทน และต้องอยู่ใต้อำนาจของมารโลหิตเก้าลำดับแรกตนใดตนหนึ่ง

    เหล่าขุนพลโลหิตทุกตนล้วนไร้ชื่อตั้งแต่แรกและจะถูกคัดเลือกไปฝึกฝนโดยเผ่ามารโลหิตที่มีหน้าที่ในการฝึกโดยเฉพาะ จากผู้ฝึกนับพันจนเหลือยี่สิบตนและตำแหน่งยังสามารถถูกแย่งชิงได้ด้วย ด้วยเหตุนี้จึงมีบ่อยครั้งที่มารโลหิตลำดับต่ำสามารถหาช่องโหว่และสังหารมารโลหิตลำดับสูงแล้วขึ้นมาแทนที่

    ส่วนชายตรงหน้าพวกเขาทั้งสองนั้นคือมารโลหิตลำดับที่เก้า จิ่วหมาน

    ได้ยินคำพูดของผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองตน

     จิ่วหมาน จึงเปล่งเสียงอันทรงพลังออกไปเผ่ามารโลหิตที่อยู่โดยรอบต่างพากันคุกเข่าพร้อมรับคำสั่ง

    “จากเวลานี้เป็นต้นไปกองทัพของเราจะบุกทำลายทุกสิ่งมีชีวิตในดินแดนนี้ให้สิ้น โลหิตทุกหยดของดินแดนนี้จะต้องเป็นขององค์ชายเจ็ด เพื่อความรุ่งโรจน์ของเผ่ามารโลหิต”

    สิ้นเสียงของจิ่วหมาน เหล่ามารโลหิตทั้งหลายต่างกู่ร้องพร้อมปล่อยจิตสังหารออกมา เวลานี้กลิ่นอายความตายได้แผ่ออกไปทั่วดินแดนถงเทียนอย่างช้าๆ

    ทางด้านของจิ่วหมานเมื่อเห็นภาพเช่นนั้น จึงได้หันไปเอ่ยกับ ราชันย์ยุทธ์ทั้งสองที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าตน โลหิตสิบเก้า โลหิตสิบแปด ค่ายกลดูดซับโลหิตไปถึงไหนแล้ว

    ได้ยินเช่นนั้น โลหิตสิบเก้าได้เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเคารพถึงขีดสุด “เรียนท่านจิ่วหมาน ตอนนี้ค่ายกลดูดซับโลหิตของเราหลอมโอสถโลหิตได้สามเม็ดแล้วขอรับ เลือดของเหล่าราชันย์ยุทธ์ของสำนักที่เราได้ทำลายไปถือว่ามีคุณภาพที่ดีใช้ได้เลยขอรับ”

    ได้ยินคำรายงานเช่นนั้น จิ่วหมานพยักหน้าด้วยความพอใจ “ดี! พวกเรารีบจบงานนี้กันเถิด หากเจ้าพวกสำนักต่างๆล่วงรู้ถึงเหตุการณ์นี้มันจะเป็นปัญหาเอาได้”

    กล่าวจบร่างทั้งสามได้ลอยขึ้นพร้อมนำพากองทัพมุ่งตรงไปยังสำนักที่จะทำลายเป็นลำดับต่อไป

    และเวลานี้กองทัพนั้นได้มาอยู่เบื้องหน้าสำนักเหนือสวรรค์แล้ว

    ณ สำนักเหนือสวรรค์เวลาปัจจุบัน บัดนี้เหล่าจอมยุทธ์ที่เหลืออยู่ พร้อมเริ่มการต่อสู้กับเผ่ามารโลหิตเบื้องหน้าของตนแล้ว

    ในระหว่างที่จิตใจของเหล่าจอมยุทธ์และศิษย์ของสามสำนักกำลังฮึกเหิมอยู่นั้น เสียงอันทรงพลังได้ดังไปทั่วสำนักเหนือสวรรค์และเมืองเมฆาคราม

    “ไอเจ้าพวกมนุษย์ในดินแดนต่ำต้อยทั้งหลาย ข้าจิ่วหมานมารโลหิตลำดับที่เก้า จะขอรับชีวิตอันต่ำต้อยของพวกเจ้านับตั้งแต่นี้ไป” เอ่ยจบจิตสังหารของราชันย์ยุทธ์ทั้งสามและเจ็ดขุนพลได้ถูกปลดปล่อยออกมา

    เวลานี้แม้เหล่าคนของสามสำนักจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่จิตสังหารที่พวกตนได้รับนั้นก็ยังทำให้เกิดความกลัวในใจอยู่ดี

    ไม่รอให้เตรียมตัวอันใดอีก เสียงของจิ่วหมานได้ดังขึ้นอีกครั้ง “สังหาร” สิ้นเสียงสั่งการเหล่ามารโลหิตจึงเริ่มทำการบุกเข้าสำนักเหนือสวรรค์ในทันที

    หลินตงที่เห็นสถานการณ์ตรงหน้า ได้หันกลับไปมองผู้คนด้านหลังอีกครั้ง “จับอาวุธของพวกท่านให้แน่น นึกถึงหน้าสหายหรือคนรักของท่านที่ถูกพวกมันพรากชีวิตไป แล้วไปตัดศีรษะมันมาขอขมาพวกเขาซะ”

    สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ความเงียบงันและความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นจากจิตสังหารเมื่อครู่ได้แปลเปลี่ยนเป็นเพลิงแห่งความโกรธแค้น ตามมาด้วยเสียงกู่ร้องของเหล่าจอมยุทธ์ที่เริ่มพุ่งตัวเข้าปะทะกับกองทัพมารโลหิต

    ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นจึงได้หันไปเอ่ยกับสหายทั้งสาม

    “หม่าฉือ เจียงเป่า ข้าฝากเจ้ารับมือกับเจ้าราชันย์ยุทธ์สองคนที่อยู่ข้างๆเจ้าจิ่วหมานได้หรือไม่ส่วนไอเจ้านั่นพลังของมันเกรงว่าจะอยู่ระดับเดียวกับข้า ข้าจะไปจัดการมันเอง และเจ้าคงหมิงหากเกิดสถานการณ์ที่แย่ที่สุดข้าจะต้องให้เจ้านำคนทั้งสามสำนักที่หลบอยู่หนีไป ฉะนั้นเจ้าช่วยรับมือกับขุนพลทั้งเจ็ดตนนั้นได้หรือไม่”

    แม้จะเป็นราชันย์ยุทธ์ระดับกลางเหมือนกัน แต่สำหรับชายหนุ่มนั้นอีกครึ่งก้าวก็จะสามารถขึ้นเป็นราชันย์ยุทธ์ระดับสูงได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ตัวชายหนุ่มจึงเหมาะสมที่จะรับมือกับหัวหน้าของอีกฝ่ายมากที่สุด

    ทั้งสามก็รู้ถึงเหตุผลข้อนี้ดี จึงพยักหน้ายอมรับพร้อมสบตากัน “โฮ่ง..ถ้าหากจะต้องหนีจริงๆ ยังไงข้าก็ต้องลากพวกเจ้าไปด้วยให้ได้”

    “ระวังตัวด้วยล่ะเหล่าพี่น้องข้า” เอ่ยจบชายหนุ่มได้พุ่งตัวออกไปสู่สนามรบเป็นคนแรก เมื่อสองคนหนึ่งสุนัขเห็นเช่นนั้นจึงพุ่งตัวเข้าสู่สนามรบไปตามๆกัน

    ในด้านของจิ่วหมาน เมื่อเห็นทั้งสามพุ่งเข้ามาจึงเอ่ยกับทั้งโลหิตสิบเก้าและโลหิตสิบแปด

    “พวกเจ้าทั้งสองไปรับมือกับเจ้าสองคนข้างหลัง ส่วนข้าจะต่อสู้กับเจ้าคนที่พุ่งมาคนแรกนั่นเองสัญชาตญาณของข้ามันกำลังร่ำร้องถึงความอันตรายของไอเจ้ามนุษย์นี่”

     เอ่ยจบร่างของจิ่วหมานได้พุ่งเข้าปะทะพร้อมปล่อยฝ่ามือใส่ชายหนุ่มในทันที “หัตถ์โลหิต”สิ้นเสียงฝ่ามือโลหิตขนาดใหญ่ได้ปรากฏพร้อมปล่อยกลิ่นอายความตายออกมาเข้าปะทะกับร่างของชายหนุ่ม

    เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงสำแดงวิชามรรคของตนออกไป “เพลิงมังกรผลาญสวรรค์” วินาทีนั้นเอง เพลิงสีฟ้าได้ก่อตัวเป็นมังกรขนาดมหึมาพาดขวางท้องฟ้า พร้อมใช้กงเล็บเข้าปะทะกับหัตถ์โลหิตของจิ่วหมาน

    เมื่อพลังของทั้งสองเข้าปะทะกันแรงระเบิดจากการปะทะนั้นทำให้ทั้งสองกระเด็นถอยหลังกันไปคนละทาง

    “เพราะเหตุใด ผู้ฝึกยุทธ์ในดินแดนชั้นต่ำเช่นนี้ถึงมีพลังปราณที่หนาแน่นเท่ากับข้าที่มาจากดินแดนระดับสูง” ใช่แล้วในความคิดของจิ่วหมานในดินแดนเล็กๆที่พลังปราณเบาบางเช่นนี้ ไม่ควรที่จะให้กำเนิดจอมยุทธ์ระดับสูงได้

    ถึงแม้จะฝึกฝนจนเป็นราชันย์ยุทธ์ได้แต่ระดับความหนาแน่นของพลังปราณในร่างก็ไม่อาจเทียบกับตัวมันที่มาจากภายนอกได้ ด้วยเหตุนี้สามสำนักใหญ่ที่มีราชันย์ยุทธ์ประจำการกันอยู่หลายคนถึงถูกทำลายลงอย่างง่ายดายโดยที่มันไม่ต้องลงมือเองเสียด้วยซ้ำ

    ต่อให้มีราชันย์ยุทธ์ครึ่งก้าวระดับกลางหรือระดับกลางก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของราชันย์ยุทธ์ระดับต้นจากดินแดนภายนอกด้วยซ้ำ สิ่งนี้ก็บ่งบอกได้ถึงความแตกต่างของผู้ฝึกยุทธ์ภายนอกกับผู้ฝึกยุทธ์ของดินแดนถงเทียนได้อย่างชัดเจนแล้ว

    ครั้งนี้ตัวมันได้เอาราชันย์ยุทธ์ระดับกลางมาสามตนรวมถึงตัวมันด้วยและระดับต้นหนึ่งตนที่ถูกสังหารไปกลางทะเล

     จากที่กล่าวมาทั้งหมดแม้จะสูญเสียราชันย์ยุทธ์ไปหนึ่งก็ไม่เป็นปัญหาในการกวาดล้างดินแดนในครั้งนี้ของมันเลย

    ทว่าเมื่อการปะทะแรกจบลงจิ่วหมานก็สังเกตอะไรบางอย่างได้ “กลิ่นอายของกฎสวรรค์แล้ววิชามรรคนั่นมันอะไรกันเหตุใดมันช่างคุ้นตาข้ายิ่งนัก”

    หลังจากลองนึกย้อนในความทรงจำของตัวเองเพียงไม่กี่อึดใจ จิ่วหมานก็โพล่งออกมา “นะ..นั่นมันวิชาเพลิงมังกรผลาญสวรรค์ ของหอสุราปราบเซียน มิใช่หรือเหตุใดคนเช่นเจ้าถึงมีมัน”

    ได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มได้แต่เกิดคำถามขึ้นมาในหัว “ไอเจ้าหอสุราปราบเซียนนั่นมันคืออันใดกันล่ะเนี่ย ซินแสเฒ่าท่านไปเอาวิชาของผู้ใดมาสอนให้ข้ากัน” เมื่อสิ้นความคิดในหัวของตนชายหนุ่มจึงเอ่ยกลับไปด้วยน้ำเสียงกวนบาทาไม่ต่างไปจากเจ้าคงหมิงเลยแม้แต่น้อย

    “กลับไปถามมารดาเจ้าสิ โอ้..ไม่สิยังไงวันนี้เจ้าก็ต้องตายงั้นมาเรียกข้าว่าบิดาซะสิแล้วข้าจะบอกเจ้า”

    ได้ยินเช่นนั้นเส้นเลือดได้ปูดโปนบนหน้าผากของจิ่วหมานอย่างเห็นได้ชัด “มารดามันเถอะ อย่างมากเจ้าก็เป็นได้แค่บริวารตัวเล็กๆของหอสุราปราบเซียนที่มีอยู่ทั่วมหาทวีป หากเจ้าและดินแดนเล็กๆแห่งนี้หายไปยังไงก็ไม่มีใครมาสนใจเจ้าอยู่แล้ว มารับความตายซะ”

    สิ้นเสียงจิ่วหมานได้ปล่อยวิชามรรคใส่ชายหนุ่มอีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องกำจัดชายหนุ่มเบื้องหน้าให้ได้ ยิ่งชายหนุ่มมีโอกาสที่จะเป็นคนของดินแดนภายนอกด้วยแล้ว การฆ่าล้างดินแดนครั้งนี้จะต้องไม่มีผู้ใดรับรู้และเหลือรอดเป็นอันขาด ในดินแดนนี้จะต้องเหลือแค่เผ่าพันธุ์มารโลหิต

    ในตอนที่จิ่วหมานและโลหิตที่สิบเก้า โลหิตที่สิบแปดกำลังเข้าปะทะกับทั้งสามคนนั้น กลับไม่มีใครสังเกตเห็นสุนัขสีดำทมิฬที่เคยสร้างปัญหาให้พวกมันในกลางทะเลครั้งนั้นเลย

    ในด้านของคงหมิงเวลานี้กำลังมองไปที่เหล่าขุนพลทั้งเจ็ด“โฮ่ง..ไหนใครมีของวิเศษเยอะที่สุดนายท่านสุนัขขอชิมหน่อยนะ” คงหมิงคิดในใจพลางเลือกตำแหน่งที่จะฉีกมิติไป

    จากผู้เขียน: ขอบคุณที่ติดตามกันมานะขอรับ เดือนนี้ข้าน้อยยังมีงานเยอะอยู่นะขอรับ จะลงทุก เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ส่วนวันอื่นๆถ้าเห็นข้าน้อยลงคือข้าน้อยฮึดแบบ1000%นะขอรับ เดือนหน้าจะอัพให้ได้ทุกวันครับ!!!