สายลับเนโครแมนเซอร์แห่งสถาบันเวทมนตร์

    ตอนที่ 33 คาเอล วาเดนไฮม์

    ผมสัมผัสได้ถึงแรงต้านทันทีที่มานาของผมพันรอบลูกแก้ว

    เส้นมานาอีกเส้นหนึ่งพุ่งเข้ามาจากอีกฝั่ง หนักแน่น มั่นคง


    ไม่ใช่ฝีมือของมือสมัครเล่นแน่นอน

    ผมเพิ่มมานาของตัวเองเข้าไปอีก ลูกแก้วสั่นไหวอยู่กลางอากาศ ค้างอยู่ระหว่างแรงดึงทั้งสองฝ่ายโดยไม่ขยับไปทางใดทางหนึ่ง

    ผมหรี่ตามองไปยังต้นตอของมานาอีกฝั่ง

    คู่แข่งไม่ได้แสดงตัว มีเพียงเส้นมานาสีเงินอมฟ้าที่ทอดยาวมาจากพุ่มไม้ไกลออกไป


    ผมเพิ่มปริมาณมานาขึ้นอีกขั้น

    ลูกแก้วขยับเข้าหาผมเล็กน้อย

    แต่แล้วแรงต้านจากอีกฝั่งก็เพิ่มขึ้นตาม ดึงมันกลับไปเท่าเดิม

    ผมกัดฟัน ทุ่มมานาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มากกว่าที่เคยใช้ในการสอบทั้งหมดรวมกัน

    เส้นมานาของผมหนาขึ้น สั่นไหวด้วยแรงกดดัน ลูกแก้วเริ่มขยับเข้าหาผมอีกครั้ง ช้า ๆ แต่ชัดเจน


    ผมคิดว่าตัวเองใกล้จะชนะแล้ว

    แต่แล้ว...

    แรงต้านจากอีกฝั่งก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นการดันกลับมาอย่างฉับพลัน ราวกับอีกฝ่ายเพิ่งจะเริ่มออกแรงจริงจัง


    ผมทุ่มมานาที่เหลือทั้งหมดลงไป จนถึงขีดสุดที่ตัวเองมี

    ลูกแก้วสั่นไหวรุนแรง อยู่นิ่งอยู่กลางอากาศชั่วขณะหนึ่ง...

    ก่อนจะพุ่งออกไปยังทิศทางตรงข้าม หลุดจากการควบคุมของผมไปโดยสิ้นเชิง

    ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองจุดที่ลูกแก้วหายไป

    แพ้


    ผมคิดในใจ ทบทวนสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

    ไม่ใช่แพ้เพราะปริมาณมานา ผมมั่นใจว่าตัวเองมีมานาของผมมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

    แต่แพ้เรื่องการควบคุมมานาในจังหวะสุดท้าย — ฝ่ายตรงข้ามสามารถดึงพลังออกมาเพิ่มได้อย่างแม่นยำในเสี้ยววินาทีที่เหมาะสมที่สุด ในขณะที่ผมต้องใช้เวลาสะสมแรงก่อนจะปล่อยออกมา


    และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่า...

    คนที่ทำแบบนั้นได้ น่าจะมีอายุใกล้เคียงกับผม


    เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากพุ่มไม้ที่มานาสีเงินอมฟ้าพุ่งออกมา

    ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมา มือข้างหนึ่งถือลูกแก้วมานาที่เพิ่งแย่งชิงมาได้

    ผมของเขาสีดำสนิท ตัดกับดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบ ท่วงท่าการเดินมั่นคง สง่างามราวกับได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก เครื่องแต่งกายแม้จะเรียบง่าย แต่รายละเอียดการตัดเย็บบ่งบอกถึงฝีมือช่างชั้นสูง


    "น่าสนใจ"


    เขาเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น ไม่มีท่าทีเยาะเย้ยแม้แต่น้อย


    "แต่ในเรื่องการควบคุมเวทเคลื่อนย้ายสิ่งของ...ฉันไม่เคยพบผู้ใดที่ตามฉันมาได้ใกล้เคียงเช่นนี้มาก่อน"


    เขาเดินเข้ามาหาผม ท่าทางสง่างามไม่เปลี่ยนแปลง

    ผมมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจดจำใบหน้านั้นได้

    คาเอล วาเดนไฮม์


    ผู้สืบทอดของตระกูลดยุควาเดนไฮม์ ตระกูลที่แม้แต่ขุนนางระดับสูงยังต้องระมัดระวังคำพูดเมื่ออยู่ต่อหน้า ตระกูลที่รับใช้จักรวรรดิมาตั้งแต่วันก่อตั้งประเทศ

    และในหมู่คนใต้ดินที่ผมเคยเกี่ยวข้องด้วย...

    พวกเขาเรียกตระกูลนี้ด้วยอีกชื่อหนึ่ง — สุนัขรับใช้จักรวรรดิ


    "เป็นเกียรติที่ท่านกล่าวชม"


    ผมตอบ พร้อมค้อมศีรษะเล็กน้อยตามมารยาทที่อัลเฟรดสอนมา


    "ท่านคาเอล วาเดนไฮม์"


    "ไม่จำเป็นต้องมากพิธีการ"


    เขาตอบทันที


    "เรียกฉันว่าคาเอลก็พอ ที่นี่คือสถาบันลูนาเรีย ทุกคนล้วนเท่าเทียมกันภายใต้กฎเดียวกัน นั่นคือหลักการที่ฉันยึดถือ"


    "ได้"

    ผมตอบสั้น ๆ


    "แล้วนายชื่ออะไร?"


    "เรน ซินเดอร์เกรฟ"


    คาเอลฟังชื่อนั้นแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อย


    "เรนสินะ"


    เขาพูดช้า ๆ ราวกับกำลังประเมินบางอย่าง


    "นายพูดกับฉันอย่างปกติ ทั้งที่รู้จักตระกูลของฉันดี นั่นน่าสนใจไม่น้อย"


    "ก็นายเป็นผู้บอกเองว่าให้ทำตามปกติ"

    ผมตอบ


    "คนส่วนใหญ่ที่รู้จักชื่อตระกูลของฉัน ต่อให้ฉันบอกให้พูดตามปกติ พวกเขาก็ยังคงสุภาพเกินงามอยู่ดี"


    คาเอลพูดพลางส่ายหน้าเล็กน้อย ราวกับเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เขาเบื่อหน่ายมานาน


    "นายเป็นคนแรกที่พูดกับฉันโดยไม่แสดงท่าทีเช่นนั้น"


    เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนยื่นมือออกมา ท่าทางเป็นทางการแต่จริงใจ


    "ฉันขอมอบสิทธิ์ให้นายเป็นมิตรคนแรกของฉันในสถาบันแห่งนี้ หวังว่านายจะไม่ปฏิเสธ"


    ผมมองมือที่ยื่นมา ก่อนจับมันตอบ

    "ไม่มีเหตุผลใดให้ปฏิเสธ"


    "ดี"


    คาเอลยิ้มพอใจ ก่อนพูดต่อ

    "ว่าแต่...มาควิสซินเดอร์เกรฟ คงภาคภูมิใจไม่น้อยที่มีบุตรอย่างนาย"


    "ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก"

    ผมตอบเรียบ ๆ


    "อย่าถ่อมตัวไปเลย"


    เขาส่ายหน้า

    "นายใช้เวทเคลื่อนย้ายสิ่งของได้สูสีกับฉัน ทั้งที่ฉันสืบทอดเวทประจำตระกูลมาตั้งแต่เด็ก นั่นไม่ใช่เรื่องธรรมดา"


    "เวทประจำตระกูล?"


    ผมถามด้วยความสนใจจริง

    "นายไม่ทราบหรือ?"


    คาเอลเลิกคิ้วเล็กน้อย

    "เวทประจำตระกูลของวาเดนไฮม์คือเวทมนตร์เหล็กกล้า — ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเวทระดับตระกูลทั้งหมด"


    "ใช่"


    เขาพยักหน้า


    "แต่การจะใช้เวทเหล็กกล้าให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เราจำเป็นต้องมีเวทประยุกต์ควบคู่ไปด้วย เวทเคลื่อนย้ายสิ่งของก็เป็นหนึ่งในนั้น"


    จากนั้นคาเอลก็ยกมือขึ้น ร่ายเวท

    วงเวทสีเงินปรากฏขึ้นรอบตัวเขา ใบมีดนับสิบเล่มก่อตัวขึ้นกลางอากาศพร้อมกัน

    เขาขยับนิ้วเพียงเล็กน้อย


    พริบตาเดียว มีดทั้งหมดพุ่งออกไปด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบตามไม่ทัน

    ต้นไม้สิบต้นที่อยู่ห่างออกไปล้มลงพร้อมกัน ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างเรียบร้อย ราวกับมีดวงจิตควบคุมทุกเล่มพร้อมกันในเวลาเดียว


    ผมมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ

    "เหลือเชื่อ"


    ผมพูดขึ้นตามความรู้สึกจริง

    "ทั้งความเร็วและความแม่นยำในการควบคุม"


    "แน่นอน"


    คาเอลตอบอย่างมั่นใจ แต่ไม่ถึงกับหยิ่งผยอง เหมือนเป็นเพียงการยืนยันข้อเท็จจริง


    "แล้วเวทมนตร์ของนายล่ะ?"


    "ผมเป็นเนโครแมนเซอร์"

    ผมตอบ


    "พร้อมเรียกอันเดดออกมาหลายร้อยตัวพร้อมกัน"


    คาเอลยิ้มขึ้นเล็กน้อย สายตาเปลี่ยนเป็นจริงจังกว่าเดิม


    "นายก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน"

    เขากล่าว


    "ฉันไม่เคยพบผู้ใดที่มีปริมาณมานามากขนาดนี้มาก่อน ทั้งที่อายุยังน้อยเช่นนี้"


    ผมไม่ได้ตอบอะไร เพียงรับคำชมนั้นด้วยความเงียบ


    "ว่าแต่..."


    คาเอลเปลี่ยนเรื่อง


    "นายเก็บลูกแก้วได้เท่าไรแล้ว?"


    "สิบห้า"


    "สิบ"


    เขาตอบพร้อมพยักหน้าเล็กน้อย ยอมรับตัวเลขที่น้อยกว่าอย่างไม่มีท่าทีอึดอัด


    "งั้นหรือ"


    คาเอลยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย แววตาเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่น


    "ฉันคงยอมแพ้แบบนี้ไม่ได้แล้วล่ะ"


    เขาค้อมศีรษะให้เล็กน้อยตามมารยาท ก่อนหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่า

    ผมมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อย ๆ ลับหายไปในความหนาแน่นของต้นไม้


    คาเอล วาเดนไฮม์...

    ผมพึมพำในใจ

    ไม่ใช่คนที่ผมคาดเดาไว้ ก่อนหน้านี้ผมนึกภาพทายาทตระกูลดยุคผู้ยิ่งใหญ่ไว้ว่าคงเย่อหยิ่ง มองข้ามคนอื่น ใช้ชื่อตระกูลข่มคนรอบข้าง


    แต่

    คนตรงหน้ากลับพูดตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ทว่ายังคงไว้ซึ่งมารยาทและเกียรติของชาติตระกูลในทุกคำพูด — และที่สำคัญกว่านั้น เขาดูเหมือนต้องการมิตรแท้มากกว่าผู้ติดตามที่คอยประจบสอพลอ



    คล้ายกับเรื่องสายลับเนโครแมนเซอร์แห่งสถาบันเวทมนตร์ ที่คุณอ่าน