หลายเดือนมานี้เฉินม่อไป๋ได้รับเครื่องประดับทุกอย่างที่สั่งไว้ครบแล้ว เธอมอบเครื่องประดับหยกสองชุดที่ลงอาคมคุ้มกายให้เจี้ยนลู่ ซึ่งเ้าตัวดูจะชอบมากทีเดียว ทั้งยังนำออกมาสวมทุกครั้งที่ออกจากบ้าน
ส่วนเครื่องประดับของเธอที่ใส่ประจำคือชุดสร้อยคอและสร้อยข้อมือลูกประคำ แม้ทางโรงเรียนจะไม่ให้ใส่เครื่องประดับสะดุดตา แต่เพราะมียันต์ลบตัวตนจึงผ่านมาได้ง่ายดาย ซึ่งในสร้อยลูกประคำถูกเฉินม่อไป๋ลงอาคมรวบรวมพลังฟ้าดินใส่เอาไว้ การทำเช่นนี้จะสามารถเรียกพลังออกมาใช้ได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถดูดซับพลังเพื่อเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญในร่างกายได้ดีกว่า
หากจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ สร้อยลูกประคำก็เหมือนกับแผงโซล่าเซลล์นั่นแหละ รับพลังเข้ามาสะสมเอาไว้ สามารถนำออกไปใช้เมื่อไหร่ก็ได้
วันเวลาแห่งสมรภูมิการสอบปลายภาคผ่านพ้นไป เฉินม่อไป๋ก็เรียนจบอย่างเป็ทางการ ซึ่งก่อนวันออกใบจบ เจี้ยนลู่มาที่โรงเรียนเพื่อพบผู้อำนวยการเื่การเปลี่ยนเพศในเอกสารของบุตรสาวทั้งสามปี แน่นอนว่าอำนาจของเงินนั้นช่างยิ่งใหญ่ ผู้อำนวยการใช้เวลาเพียงแค่สองวันก็ดำเนินเื่เสร็จสิ้น
หลังจากนั้นเฉินม่อไป๋ก็มีสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย แน่นอนว่าเธอเตรียมตัวมาเป็อย่างดีจึงไม่ได้ตื่นเต้นมากเท่าไหร่ หลังจากสอบเสร็จ เฉินม่อไป๋ได้เตรียมตัวกลับบ้าน ขณะนั้นเองเธอก็เห็นเจี้ยนลู่กำลังยืนชะเง้อคอมองเข้ามาในโรงเรียนพร้อมกับผู้ปกครองคนอื่น หญิงสาวยิ้มแล้ววิ่งไปหาทันที
"แม่!"
"ไป๋ไป๋ เป็ยังไงบ้าง เหนื่อยไหม" เจี้ยนลู่ลูบศีรษะบุตรสาวอย่างอ่อนโยน
ตลอดหลายเดือนมานี้แม่ของเธอเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว ใบหน้าผ่องใสขึ้น ริ้วรอยเริ่มหายไป ดูเด็กลงจนคนอื่นจำแทบไม่ได้
"ไม่เหนื่อยค่ะ" เฉินม่อไป๋ส่ายศีรษะ
"ดีแล้ว งั้นเราไปกินข้าวนอกบ้าน ฉลองสอบเสร็จกันดีไหม" เจี้ยนลู่เอ่ยถาม เธอมั่นใจในคะแนนสอบของลูกสาวมาก แม้เฉินม่อไป๋จะบกพร่องทางสมองแต่ก็ฉลาดมาั้แ่เด็ก เมื่อหายเป็ปกติยิ่งฉลาดขึ้นกว่าเดิมจึงไม่ได้กังวลเื่คะแนนสอบเลยแม้แต่น้อย
"ดีค่ะ" เฉินม่อไป๋ผงกศีรษะ นาน ๆ ครั้งจะเปลี่ยนบรรยากาศไปกินข้าวนอกบ้านก็ดีเหมือนกัน
สองแม่ลูกกับอีกหนึ่งิญญาเด็กน้อยพากันเดินไปเอารถที่จอดไว้ มันเป็รถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กซึ่งนิยมในหมู่สตรีในขณะนี้ เจี้ยนลู่ชอบมากจึงตัดสินใจซื้อมาใช้งาน ไม่ต้องรอรถประจำทางอีกต่อไป
ร้านอาหารที่เจี้ยนลู่เลือกนั้นเป็ภัตตาคารชื่อดังของเมืองถาน เนื่องจากเธอจองห้องและสั่งอาหารล่วงหน้าเอาไว้แล้วจึงได้กินข้าวกันเร็วหน่อย แน่นอนว่าอาหารทุกอย่างอร่อยสมกับเป็ภัตตาคารขึ้นชื่อ
เฉินม่อไป๋ปักตะเกียบลงบนข้าวแล้วเรียกอู๋หลิ่วถงมา เมื่อเห็นว่าเขาได้รับแล้วก็ลงมือกินบ้าง
รับประทานอาหารไปได้สักพัก เฉินม่อไป๋ก็กล่าวขึ้น "แม่ เราย้ายไปเมืองหลวงกันเถอะ"
เจี้ยนลู่ชะงักก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วพูด "ลูกเลือกมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงเหรอ"
เฉินม่อไป๋หยักหน้า "มหาวิทยาอันดับแรกที่เลือกไว้คือมหาวิทยาลัยจิ้งหยวน"
"เยี่ยมไปเลย แม่ก็จบจากที่นี่เหมือนกัน" เจี้ยนลู่ยิ้มดีใจ ก่อนหน้านี้เธอปล่อยให้บุตรสาวทำตามใจตัวเองมาตลอดไม่เคยก้าวก่ายหรือถามไถ่เื่การเลือกมหาวิทยาลัยแม้แต่น้อย
"แต่ถ้าไปที่เมืองหลวงก็อาจมีโอกาสได้เจอพวกเขาก็ได้นะคะ..." เฉินม่อไป๋พูดเว้น่ไปเล็กน้อย เธอมีความรู้สึกว่าอย่างไรก็ต้องเจอพ่อและพี่ชายแน่นอน
เจี้ยนลู่เงียบไปก่อนจะยิ้มขม "ช่างเถอะ เราแค่ใช้ชีวิตของเราให้ดีก็พอ ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาหรอก"
"ค่ะ" เฉินม่อไป๋ตอบรับพร้อมกับมองเจี้ยนลู่อย่างเป็ห่วง
"จริงสิ ถ้าลูกได้เรียนที่มหาวิทยาลัยจิ้งหยวนก็หาที่พักใกล้ ๆ น่าจะสะดวกกว่า ไว้อาทิตย์หน้าเราเดินทางไปดูสถานที่กันดีไหม" เจี้ยนลู่กล่าวเปลี่ยนเื่ ทิ้งอดีตที่เ็ปเอาไว้เื้ั
"ก็ดีนะคะ ได้ไปเที่ยวพักผ่อนด้วย" เฉินม่อไป๋ยิ้ม
เมืองหลวงของประเทศซีมีสถานที่ท่องเที่ยวไม่กี่แห่งที่น่าไป ซึ่งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสวนสนุกค่อนข้างเป็ที่นิยมสำหรับคนเมืองหลวงมากทีเดียว
แม้อายุิญญาจะไม่น้อยแล้ว แต่นี่ก็เป็ครั้งแรกที่ได้ท่องเที่ยวสถานที่แบบนั้น หญิงสาวจึงแสดงความเป็เด็กออกมาอย่างเต็มที่
เจี้ยนลู่ฟังแผนการท่องเที่ยวของบุตรสาวพร้อมกินอาหารไปด้วยอย่างมีความสุข
หลังจากรับประทานอาหารและคิดเงินเสร็จเรียบร้อย สองแม่ลูกก็เดินออกมาจากภัตตาคารสวนกับลูกค้ากลุ่มหนึ่ง
ขณะนั้นเอง เฉินม่อไป๋ก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายชั่วร้ายจากชายวันกลางคนในกลุ่ม
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ดูจากท่าทางเขาแล้วเป็คนมีบุญวาสนา ทั้งชีวิตนี้ยังทำความดีมามาก เธอจึงอยากจะช่วยเขา แต่การจะกำจัดพลังชั่วร้ายจากตัวใครสักคนต้องได้รับความยินยอมจากเ้าตัวเสียก่อน ซึ่งนี่เป็กฎที่เธอตั้งขึ้นมาให้ตัวเอง
เฉินม่อไป๋โคลงศีรษะก่อนจะหันไปพูดกับมารดา "แม่กลับบ้านก่อนนะคะ หนูพึ่งคิดได้ว่ามีธุระนิดหน่อย"
แม้เจี้ยนลู่จะอยากรู้ว่าธุระของบุตรสาวคืออะไรแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป "ได้ งั้นแม่กลับก่อนนะ"
"ค่ะ" เฉินม่อไป๋ผงกศีรษะ เธอแอบกระซิบให้อู๋หลิ่วถงตามชายคนนั้นไปก่อนจะออกมาส่งเจี้ยนลู่ที่ลานจอดรถ
หลังจากนั้นเฉินม่อไป๋ก็เดินกลับเข้าภัตตาคาร พนักงานร้านเห็นนักเรียนหญิงที่จากไปแล้วกลับเข้ามาใหม่จึงกล่าวถามด้วยความสุภาพ "ไม่ทราบว่าคุณหนูท่านนี้ให้ช่วยอะไรไหมครับ"
"ฉันลืมของไว้ในห้องน้ำน่ะค่ะ เลยกลับมาเอา" เฉินม่อไป๋ยิ้ม พอดีกับที่อู๋หลิ่วถงลอยมารายงานสถานการณ์
โชคเข้าข้างเฉินม่อไป๋ที่ชายวัยกลางคนเองก็ออกมาเข้าห้องน้ำเช่นกัน เธอจึงสามารถเดินไปที่ห้องน้ำโดยไม่เผยพิรุธให้พนักงานสงสัย
ห้องน้ำชายและหญิงอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน เฉินม่อไป๋รอจังหวะก่อนจะทำทีเป็ออกมาจากห้องน้ำแล้วชนเข้ากับชายคนนั้นจนลิปสติกในมือกลิ้งตกลงบนพื้น
"นักเรียนเป็อะไรไหม" ชายวัยกลางคนเอ่ยถามอย่างใจดีเมื่ออีกฝ่ายเป็หญิงสาวในชุดนักเรียน
"ไม่เป็ไรค่ะ ฉันเองก็ต้องขอโทษคุณด้วยนะคะ" เฉินม่อไป๋ยิ้ม ชายคนนี้เป็คนดีจริง ๆ ก็เห็นอยู่ว่าเป็เธอที่ไปชนเขาเอง แต่เ้าตัวกลับขอโทษออกมาก่อน
"นี่ของเธอใช่ไหม" ชายคนนั้นก้มลงหยิบลิปสติกยื่นให้เธอ
"ใช่ค่ะ ขอบคุณนะคะ" เฉินม่อไป๋ยิ้มแล้วรับลิปสติกแท่นนั้นมาก่อนจะใช้ปลายนิ้วของตัวเองลอบััฝ่ามือเขาเบา ๆ เพื่อส่งพลังเข้าไปดูว่าเ้าตัวไปเจออะไรมาถึงรับเอาพลังชั่วร้ายมาขนาดนี้
ผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที เธอก็รู้ถึงต้นสายปลายเหตุ หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขาอย่างจริงจัง "่นี้คุณพึ่งซื้อของบางอย่างเข้าบ้านมารึเปล่าคะ"
ชายวัยกลางคนชะงัก เขามองดวงตาของหญิงสาวอย่างแปลกใจ "เธอรู้ได้ยังไง"
เฉินม่อไป๋ไม่ได้ตอบในทันที เธอถอนหายใจแล้วเก็บลิปสติกเอาไว้ในกระเป๋า
"ฉันมีััแปลก ๆ นิดหน่อยค่ะ ของที่คุณซื้อมาไม่ใช่สิ่งดีสักเท่าไหร่ ถ้าไม่ทำลาย คนในครอบครัวของคุณอาจเกิดปัญหาได้ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ...จะเชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่ตัวคุณ ขอตัวก่อนนะคะ" เฉินม่อไป๋กล่าวจบก็โค้งศีรษะลงแล้วเดินออกจากจุดนั้นเขาสามารถจัดต้นต่อของพลังชั่วร้ายได้ตัวตนเอง เธอจึงไม่ต้องออกหน้าช่วยเขา
"เขาจะเชื่อพี่สาวรึเปล่า" อู๋หลิ่วถงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หญิงสาวยิ้มแล้วส่ายศีรษะ "นิสัยของเขาค่อนข้างหัวแข็งมาก คงไม่ยอมเชื่อเื่แบบนี้ง่าย ๆ หรอก"
"อ่าว แล้วแบบนี้ครอบครัวเขาจะเป็ยังไงล่ะครับ" อู๋หลิ่วถงเอียงศีรษะ
"ใน่แรกอาจจะโดนพลังชั่วร้ายกัดกินพลังชีวิตทำให้ดวงตกหรือโชคร้ายนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ถ้าปล่อยไว้นานอาจจะถึงแก่ชีวิตได้" เฉินม่อไป๋ถอนหายใจ
"น่ากลัวจัง" อู๋หลิ่วถงลอยไปเกาะแขนเฉินม่อไป๋อย่างหวาดกลัวทั้งที่ตัวเองก็ตายไปแล้ว ดูก็รู้ว่าแกล้งทำให้เธอโอ๋เฉย ๆ แต่เธอกลับไม่ได้เปิดโปงเขา
ทางด้านของชายวัยกลางคน หลังจากเฉินม่อไป๋ออกไปแล้วก็ขมวดคิ้วยุ่งยาก เขาเคยเจอคนมาหลายรูปแบบที่้าเข้าหาเพื่อทำความรู้จัก แต่แบบนี้กลับพึ่งเคยเจอครั้งแรกนี่แหละ
ซึ่งชายวัยกลางคนไม่ได้เก็บสิ่งที่หญิงสาวคนนั้นพูดมาใส่ใจเพราะคิดว่าเป็เื่ไร้สาระ
ทว่าผ่านไปแค่สองวัน คนที่บ้านของเขากลับเกิดเื่ขึ้นจริงๆ!
ลูกสาวคนเล็กที่อายุเพียงหกขวบตกลงไปในสระน้ำ โชคดีที่แม่บ้านพบเข้าพอดีจึงลงไปช่วยขึ้นมาได้ทัน เด็กหญิงตัวน้อยถูกนำส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว เมื่อเธอตื่นขึ้นก็ร้องไห้ไม่ยอมให้ใครแตะตัวสักคน ถึงกับต้องเชิญจิตแพทย์มาดูอาการเพราะคิดว่าเธอน่าจะเสียขวัญจากเหตุการณ์จมน้ำ
เขาโกรธมากที่พี่เลี้ยงละเลยไม่ดูแลบุตรสาวจนเกิดเื่ แต่หลังจากไปเช็กกล้องวงจรปิดก็พบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวพี่เลี้ยง...