ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 49 เคล็ดวิธีหายใจแบบสุดยอด

           ไทแรนโนซอรัสที่มีขนาดเท่าภูเขาขนาดย่อมล้มลงกับพื้นเกล็ดทั่วทั้งตัวแตกยับเยิน เลือดไหลออกมาจากรอยแผลนับไม่ถ้วนที่อยู่บนร่างเจ้าสัตว์ร่างมหึมานี้สิ้นใจในที่สุด

            โจวเฉวียนท่าทางหวาดๆ พลางเดินเข้าไปใกล้ ยื่นมือออกไปแตะรู้สึกเหมือนกับมันไม่ใช่ความจริง นี่มันไดโนเสาร์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เชียวนะล้มกันง่ายอย่างงี้เลยเหรอ

            “นี่ถ้าเอาไดโนเสาร์ตัวนี้ออกไปข้างนอก ได้ฮือฮากันทั่วโลกแน่!” โจวเฉวียนพูด

            “เอ็นมังกร!” หวงหนิวเขียนเตือน มันสนแต่เรื่องนี้วนไปเวียนมาอยู่รอบไทแรนโนซอรัส แม้แต่ฉู่เฟิงก็ยังจดจ่ออยากซ่อมคันศรฟ้าคำรามนั้นโดยเร็ว

            กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วป่า แต่ให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่มีสัตว์ร้ายอื่นใดกรายใกล้ ด้วยไม่กล้าย่างเหยียบเข้ามาในเขตต้องห้ามนี้เพราะต่างก็เกรงกลัวความร้ายกาจของไทแรนโนซอรัส

            ฉู่เฟิงนิ่งไป ครุ่นคิดถึงการต่อสู้ที่ผ่านมาเงียบๆในช่วงสุดท้ายเขากลับใช้เคล็ดวิธีหายใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว

            ระหว่างปากและจมูกของเขาตอนนี้มีสายควันสีขาวลอยวนเวียน กลางท้องฟ้าแสงอาทิตย์สาดส่องทะลุทะลวงความชื้นลงมาอาบร่างของเขาจนเรืองรองไปด้วยแสงสีทองบางเบา

            ฉู่เฟิงรู้สึกว่า ทั่วร่างอบอุ่นขึ้นเมื่อครู่ที่ถูกหางไทแรนโนซอรัสฟาดนั้น เจ็บปวดเหลือที่จะเอ่ยจนกระอักเลือดออกมาแต่ตอนนี้ ความเจ็บค่อยๆ บรรเทาเบาบางลง

            “ได้ผลอย่างมหัศจรรย์ขนาดนี้เลยเหรอ?” เขาประหลาดใจเคล็ดวิธีหายใจพิสดารลึกล้ำ ในเมื่อมีข้อดีถึงเพียงนี้เรียกได้ว่าเป็นวิชาล้ำค่าเลยทีเดียว ยังมีอะไรให้ค้นหาได้ไม่สิ้นสุด

            จากนั้นไม่นาน ออร่าสีทองก็ซึมหายเข้าสู่ร่างกายบาดแผลบนร่างฉู่เฟิงหายไปจนสิ้น ไม่เหลือซึ่งร่องรอย

            ห่างออกไปไม่ไกล โจวเฉวียน หวงหนิวกำลังพยายามถลกหนังเจ้าไทแรนโนซอรัส

            “เกล็ดแข็งเป็นบ้า ฉันว่ากระสุนยังยิงไม่ทะลุเลยนะเนี่ย!” โจวเฉวียนกระฟัดกระเฟียด จะถลกหนังก็ถลกไม่ได้

            หวงหนิวสิร้ายกว่ากระแทกกีบไปสองสามทีให้แผลบนตัวไทแรนโนซอรัสปริแยกมากกว่าเดิมที่จริงมันอยากจะกระทืบตอนไอ้ตัวร้ายนี่ยังเป็นๆ มากกว่า

            “ฉันเอง”

            ฉู่เฟิงกระโดดลงมาจากภูเขาไทแรนโนซอรัส ดึงกระบี่สั้นสีดำออกมากรีดคว้านเปิดเกล็ดสีเงินนั้นอย่างง่ายดาย แล้วควานหาเอ็นของมัน

            ต่อมาอีกครึ่งชั่วโมงเส้นเอ็นยาวอย่างยิ่งของเจ้าสัตว์ร่างยักษ์นี้ก็ถูกเชือดออกมา

            “นี่น่ะเหรอเอ็นมังกร? หนาเกินไปรึเปล่า?” โจวเฉวียนเกิดอาการหน้ามืด เส้นเอ็นมีลักษณะใส ส่วนที่บางที่สุดยังหนาขนาดลำแขนของผู้ใหญ่

            “ต้องคัดเน้นๆ” หวงหนิวเขี่ยพื้นบอก เรื่องนี้มันมีประสบการณ์ ค่อยๆสัมผัสเส้นเอ็นยาวสิบกว่าเมตรนี่อย่างช้าๆ เหมือนกับกำลังหาอะไรสักอย่าง

            ในที่สุด มันก็ชี้หมับเข้าที่ช่วงหนึ่ง

            ฉู่เฟิงพิจารณาโดยละเอียด มีบางอย่างจริงๆ ด้วยตรงช่วงกลางของเอ็นมังกรเส้นนี้มีเส้นสีเงินบางๆซ่อนอยู่ตรงใจกลางของส่วนที่หนาที่สุดของเส้นเอ็นขาวใส

            เขาใช้กระบี่สั้นสีดำผ่ามันออกมา

            เอ็นมังกรแข็งอย่างยิ่ง จัดการไม่ได้ง่ายเลยยากกว่าตอนผ่าเกล็ดสีเงินที่เป็นเกราะของเจ้าไทแรนโนซอรัสอย่างมากใช้เวลาไปถึงสองชั่วโมงเต็มๆ พวกเขาถึงเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของสายสีเงินเส้นนี้

            มันเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเอ็นมังกรสายสีเงินเส้นเล็กซ่อนอยู่กลางเส้นเอ็นใหญ่ ความยาวเกือบสองเมตรยาวกำลังดีเหมาะที่จะทำเป็นสายธนูอย่างยิ่ง

            เพราะคันศรฟ้าคำรามมีความยาวหนึ่งเมตรห้าสิบเซนติเมตร

            “กำลังดีเลย!”

            เอ็นสีเงินเส้นนี้ ทั้งเล็กละเอียดทั้งเหนียว ฉู่เฟิงลองทดสอบดูเขามัดมันเข้ากับเขี้ยวอันใหญ่โตแล้วลากร่างของเจ้าสัตว์ยักษ์นี้ เส้นเอ็นกลับไม่มีท่าทางว่าจะขาดแต่อย่างใด

           “ของดีนะเนี่ย อย่างนี้สิ สมบัติล้ำค่า!” ถึงโจวเฉวียนจะไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่แต่ก็ยังพอมองออกถึงความพิเศษของเอ็นมังกรเส้นนี้

            ฉู่เฟิงเองก็เข้าใจในที่สุดว่าทำไมคันธนูในยุคโบราณถึงใช้เส้นเอ็นจากสัตว์ขนาดยักษ์มาทำเป็นสายธนูมันมีที่มาอย่างนี้นี่เอง

            “กลับไปถามจ้าวซานเหยียดีกว่าว่าต้องทำอะไรกับเอ็นเส้นนี้เป็นพิเศษหรือเปล่า” ฉู่เฟิงบอก

            หวงหนิวส่ายหัวพรืด ดูท่ามันจะมีประสบการณ์เรื่องนี้ดี เขี่ยตอบว่า“สายธนูจากธรรมชาติ ไม่ต้องทำอะไร”

            ฉู่เฟิงกลับไม่ฟังมัน ดึงดันว่ากลับไปแล้วค่อยขึงสายธนู

            “รับนะ เอากลับไปลองชิมดู นี่เนื้อมังกรเชียวนะเนี่ย”ฉู่เฟิงเฉือนเนื้อออกมาก้อนใหญ่ น้ำหนักกว่าห้าสิบกิโลกรัมโยนให้โจวเฉวียน

            “ชัวร์ป้าบ!” โจวเฉวียนกลืนน้ำลายเอื๊อกนี่มันยุคไหนแล้ว แต่กลับมีโอกาสได้กินเนื้อไดโนเสาร์มันเป็นเรื่องที่โคตรจะเหลือเชื่อ

            ฉู่เฟิงเองก็เฉือนเนื้อก้อนใหญ่หนักร่วมร้อยกิโลกรัมกลับไปด้วย

            “เขี้ยวมังกร!” หวงหนิวเขียนบอก

            มันบอกว่า นี่เป็นวัสดุชั้นเลิศสำหรับทำปลายศร ทิ้งไปล่ะก็เรียกได้ว่าไม่รู้จักของดี เสียของอย่างยิ่ง

            ฉู่เฟิงเสียแรงไปอีกโขกว่าจะถอนเขี้ยวทั้งใหญ่ทั้งหนาพวกนั้นออกมาได้ใช้เถาวัลย์มัดรวมเข้าไว้ด้วยกัน แล้วแบกขึ้นไหล่

            พวกเขากลับตามทางเดิม ราบรื่นอย่างยิ่งไม่มีสัตว์ร้ายตัวไหนมาขวางทางพวกเขาเลย

            ส่งโจวเฉวียนที่นอกอำเภอเมืองแล้วฉู่เฟิงกับหวงหนิวก็มองเขาเดินกลับเข้าเมืองไป จากนั้นก็เร่งความเร็วตลอดทางมุ่งหน้ากลับเมืองชิงหยาง

            ฉู่เฟิงหยิบคันศรฟ้าคำรามออกมา อีกมือถือห่อเนื้อไทแรนโนซอรัสห้ากิโลกรัมออกเดินไปยังร้านทำอาวุธ

            พอจ้าวซานเหยียเห็นเอ็นมังกรสีเงินเส้นนั้นเข้าลูกตาเขาแทบถลนอย่างกับเห็นผี เขาแทบไม่อยากเชื่อ ยุคนี้แล้วยังมีมังกรอีกหรือ?

            “เสียวฉู่ เธอได้มันมาได้ยังไงเนี่ย?” จ้าวซานเหยียถามตะกุกตะกักรู้สึกอย่างกับตัวเองอายุถดถอยลงไปยี่สิบสามสิบปีเลยทีเดียวคึกคักกระชุ่มกระชวยอย่างยิ่ง

            เขาอยากจะเห็นคันศรนี้คืนชีพ สำแดงพลานุภาพอีกครั้ง

            ฉู่เฟิงรู้สึกหัวบวมขึ้นมาทันที จะอธิบายกับจ้าวซานเหยียยังไงดีล่ะ?

            “มนุษย์พิเศษคนหนึ่งส่งมาให้ผมฮะ” เขาก็ได้แต่หน้าด้านหยิบเอาเรื่องพวกมนุษย์กลายพันธุ์มาพูดทั้งยังกำชับจ้าวซานเหยียให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ

            จ้าวซานเหยียพยักหน้าหงึกหงัก ถึงแม้จะรู้สึกว่ามันมีเงื่อนงำหากก็ไม่ซักไซ้ไล่เลียง เขาพินิจดูเอ็นของสัตว์ร้ายนั่นอย่างถี่ถ้วนจากนั้นก็บอกว่าใช้ขึงสายได้เลย

            ในที่สุด ภายใต้คำแนะนำของจ้าวซานเหยียฉู่เฟิงขึงเอ็นมังกรเข้ากับคันศรอันใหญ่โต

            ผึง!

            เสียงสั่นไหวแผ่วเบา สายธนูถูกฉู่เฟิงดึงรั้งพลันเกิดเสียงสัตว์ร้ายร้องคำรามอย่างน่ากลัว เสียงนกกรีดร้องแสบแก้วหูสุดท้ายคือเสียงฟ้าร้องเลื่อนลั่นปานฟ้าผ่า ดังกระหึ่มอยู่ในสวน

            เสียงฟ้าผ่าทำให้กระจกในบ้านของจ้าวซานเหยียแตกร้าว

            นี่ฉู่เฟิงแค่ดึงสายธนูเพียงเบาๆ เท่านั้นนะ หากรั้งเต็มเหนี่ยวคงแตกตื่นกันมากกว่านี้

            “คันธนูมหัศจรรย์!” จ้าวซานเหยียเนื้อเต้น

            “ซานเหยียฮะ ถ้าปู่ชอบ ผมคืนให้ปู่หลังใช้งานเสร็จแล้วนะฮะ” ฉู่เฟิงเอ่ยตราบจนวันนี้ ธนูคันนี้กลายเป็นสมบัติล้ำค่า เขาไม่อยากเอาเปรียบจ้าวซานเหยีย

            “ไม่ต้อง บอกให้แล้วก็แล้วกันสิ นานๆ ทีก็ถือมาให้ปู่ชื่นชมสักหน่อยก็พอ”จ้าวซานเหยียเอ่ย

            ฉู่เฟิงพยักหน้า เรื่องนี้ย่อมทำได้อยู่แล้ว ถ้าไม่เกิดศึกใหญ่ขึ้นไม่มีเรื่องปัจจุบันทันด่วนอะไรธนูคันนี้เก็บไว้ที่บ้านของจ้าวซานเหยียเลยก็ยังได้

            ก่อนลากลับ ฉู่เฟิงนำเอาลูกศรเหล็กกลับไปด้วยจำนวนหนึ่ง

            ตอนที่เขากลับถึงบ้าน หวงหนิวก็รอจนแทบจะหมดความอดทนแล้ว

            “ลองในบ้านไม่ได้ ไปบนเขาซี่!” ฉู่เฟิงเอ่ยเหตุที่เกิดเมื่อครู่ก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว ถ้าดึงคันธนูเต็มเหนี่ยว เขากลัวจะเกิดเรื่องขึ้น

            บนเขากลางป่าลึก ไร้ซึ่งผู้คน

            ฉู่เฟิงทดสอบด้วยลูกศรเหล็ก รั้งคันศรเต็มเหนี่ยว วินาทีนั้น ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงร้องคำรามสะเทือนเลื่อนลั่นของส่ำสัตว์อีกทั้งยังปรากฏเงาของนกล่าเหยื่อพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า

            ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เสียงฟ้าร้องสะท้านสะเทือนมีสายฟ้าพุ่งผ่านออกไปอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทันพร้อมกับที่ลูกศรเหล็กแล่นออกจากคันศร

            ระหว่างนี้ หวงหนิวไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แม้แต่พลังทำลายของลูกศรก็ไม่สนใจเหมือนกับว่ามันกำลังตั้งใจฟังอะไรบางอย่างสีหน้าสีตาเคร่งเครียด

            ตึง!

            ไกลออกไป ควันไฟระเบิดท่วมฟ้า

            ฉู่เฟิงอ้าปากค้าง นี่มันแค่ลูกศรซะที่ไหนกัน ระเบิดชัดๆ ซัดจนหินยักษ์หนักร่วมห้าตันที่อยู่ห่างออกไปแตกกระจาย

            “ยิงอีก!”

            หวงหนิวรีบเขียนบอก ท่าทางกังวล แต่ก็ตื่นเต้นไปในทีมันเร่งให้ฉู่เฟิงยิงต่อ

            ฉู่เฟิงพยักหน้า ดีเลย ถือโอกาสนี้หัดยิงไปในตัว เผื่อพรุ่งนี้อาจต้องใช้

            ง้างคันศรครั้งที่สอง เสียงฟ้าร้องดังยิ่งกว่า แก้วหูแทบลั่นต้นไม้ใบหญ้ารอบๆ เหมือนถูกพลังอันแปลกประหลาดดึงทึ้ง

            ฟิ้ว!

            ลูกศรเหล็กพุ่งออกไปพร้อมสายฟ้า ผาหินที่อยู่ห่างออกไประเบิดในทันทีหินก้อนใหญ่ยักษ์หลายก้อนร่วงหล่นกระแทกพื้น น่าประหวั่นพรั่นพรึง

            ระหว่างนี้ หวงหนิวก็ยังคงไม่สนใจพลังทำลายของลูกศรแถมยังเอาหูแนบเข้ากับคันธนูตั้งอกตั้งใจฟังอะไรบางอย่างอย่างไม่กลัวว่าเสียงฟ้าร้องจะทำให้หูดับ

            ฉู่เฟิงเข้าใจในที่สุด ไอ้วัวบ้านี่มีวัตถุประสงค์แอบแฝงมิน่ามันกระตือรือร้นกว่าเขาเสียอีก เร่งเขายิกๆให้ออกล่ามังกรเพื่อชุบชีวิตคันศรนี้

            “ต่อเลย!”

            หวงหนิวเร่ง หูแนบติดกับคันธนู ไม่ขยับเขยื้อน จดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่าง

            ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ฉู่เฟิงทำตาม ไม่ไถ่ถามอะไรสักนิดลูกศรดอกแล้วดอกเล่าถูกยิงออกไปพื้นที่ตรงนี้พลันเต็มไปด้วยสายฟ้าที่ฟาดลงมาไม่ขาดสาย

            ต้นไม้ใบหญ้าโดยรอบถูกทำลายจนเหี้ยน พื้นดินเต็มไปด้วยใบไม้เผาไหม้หงิกงอ

            ห่างออกไป ลูกศรดอกแล้วดอกเล่าพุ่งออกไปพร้อมสายฟ้าที่กรีดผ่านอากาศภูเขาเล็กๆ ลูกนั้นถูกทลายราบเป็นหน้ากลอง มันน่าเขย่าขวัญเป็นอย่างยิ่ง!

            ในที่สุด ลูกศรเหล็กที่ฉู่เฟิงพกมาด้วยก็ถูกยิงออกไปจนหมดฝีมือการยิงของเขาดีขึ้นมาก ล้วนเป็นเพราะประสาทสัมผัสอันว่องไวและสายตาอันเฉียบคมที่ช่วยให้เขายิงออกไปได้อย่างใจ แม่นยำอย่างไม่มีอะไรเทียบ

            ฝึกยิงธนูขั้นเริ่มต้น ผ่าน!

            แต่ว่า หวงหนิวไม่สบอารมณ์อย่างมาก คว้าคันธนูมา กลับหัวพลิกหางดูจนทั่วแต่กลับผิดหวังอย่างยิ่ง

            “นายกำลังหาอะไร?” ฉู่เฟิงถาม

            “เคล็ดหายใจแบบสุดยอด” หวงหนิวสารภาพ ใช้กีบเขี่ยพื้นไปมาแต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่คันศรด้วยท่าทางหดหู่

            หืม? ฉู่เฟิงสะดุ้งโหยง

            เขาสามารถแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ความสำเร็จส่วนใหญ่มาจากเคล็ดหายใจแบบพิเศษนั่นมันร้ายกาจกว่าหมัดปีศาจวัวหลายเท่าตัวนัก

            เคล็ดหายใจที่เขาใช้อยู่ตอนนี้ก็นับได้ว่ามหัศจรรย์อย่างยิ่งพิสดารอย่างยิ่งแล้ว อีกทั้งหวงหนิวเองยังเคยใช้เท้าหน้าข้างหนึ่งชี้ขึ้นฟ้าอีกข้างชี้ลงดิน เป็นการยกย่องเคล็ดหายใจนี้ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ธรรมดา

            มาตอนนี้ มันดันพูดถึงเคล็ดหายใจแบบสุดยอด

            “เจ๋งกว่าเคล็ดหายใจที่พวกเราฝึกกันอีกเหรอ?”ฉู่เฟิงถาม

            “คล้ายกัน!” หวงหนิวเขี่ยให้สองตัว

            “ก็ในเมื่อคล้ายกันกับเคล็ดหายใจแบบสุดยอดรู้เพียงวิธีเดียวก็น่าจะพอแล้วมั้ง?” ฉู่เฟิงปลื้มปริ่มรู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้รู้ถึงระดับของเคล็ดการหายใจนี้

            “ถ้าหากได้เคล็ดการหายใจฟ้าคำรามความแข็งแกร่งทางกายของทั้งนายและฉันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

            จากที่หวงหนิวพูด เคล็ดหายใจทั้งสองแบบมีข้อดีต่างกันไป ความหมายก็คือเคล็ดหายใจแบบสุดยอดนั้นมีข้อดีเฉพาะตัวของมัน

            ที่สำคัญก็คือ เคล็ดหายใจที่ฝึกอยู่ตอนนี้ ในแต่ละวันใช้เวลาไม่นานฝึกเพียงชั่วครู่ทุกเช้าเย็นก็พอแล้ว นานเกินไปก็ไม่มีประโยชน์

            แต่ถ้าได้เคล็ดหายใจฟ้าคำรามมาล่ะก็ มันก็จะต่างกัน นอกจากนี้เมื่อได้เคล็ดหายใจแบบสุดยอดมาเพิ่มอีกก็เท่ากับว่ามีตัวช่วยประหยัดเวลาในการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งทางกาย

            “เคล็ดหายใจฟ้าคำราม ความพิเศษของมันอยู่ตรงไหน?” ฉู่เฟิงถาม

            “ความรุนแรง!” หวงหนิวเขียนตอบ

            ความรุนแรงทั้งหมดเกิดขึ้นในยามที่ใช้เคล็ดหายใจเสียงฟ้าร้องที่เกิดขึ้นภายในร่าง ก่อให้เกิดการชำระล้างภายใน ช่วยให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

            แต่มันย่อมมีข้อเสียอย่างแน่นอน ก็คือเมื่อความรุนแรงมากเกินไปจะทำให้ผู้ใช้บาดเจ็บสาหัสอย่างน้อยเมื่อเสียงฟ้าคำรามภายในร่างจะทำให้ชักอย่างรุนแรงจนสิ้นใจ

            จากที่หวงหนิวบอก ถ้าหากฝึกเคล็ดหายใจแบบสุดยอด จะฝึกให้ร่างกายแข็งแกร่งทนทานจากนั้นเมื่อฝึกเคล็ดหายใจฟ้าคำราม ก็จะช่วยป้องกันความรุนแรงนั้นได้

            ฉู่เฟิงนัยน์ตาเป็นประกายเขาเข้าใจในที่สุดว่าทำไมหวงหนิวถึงให้ความสำคัญกับเคล็ดหายใจฟ้าคำรามนักหนา!

            ว่าแล้วเขาก็ช่วยมันพลิกค้นคันศรยักษ์นั่น!

            จากคำบอกเล่าของหวงหนิวคันธนูแห่งเทพนั้นไม่ใช่เพราะถูกครอบครองมานานปีด้วยผู้ที่สามารถใช้เคล็ดหายใจฟ้าคำรามได้หากเพราะมันสะท้อนตามเคล็ดหายใจของผู้ครอบครองจนซึมซับกลายเป็นชีพจรอันพิสดารเข้าสู่คันศรดังนั้นธนูที่ถูกยิ่งออกไปจึงทรงพลังเหนือธรรมดา

            เห็นได้ว่า เคล็ดหายใจฟ้าคำรามมีความรุนแรงถึงเพียงนี้อาวุธกับผู้ครอบครองในอดีตสะท้อนจังหวะการหายใจซึ่งกันและกันจนกระทั่งการสั่นสะเทือนซึมซาบลงสู่อาวุธจนกลายเป็นศาสตราวุธแห่งเทพ!

            “ไม่ได้หลอมออกมาเป็นอาวุธวิเศษแต่แรกหรอกเหรอ?”ฉู่เฟิงแปลกใจ

            หวงหนิวถึงกับมองบน

            ฉู่เฟิงยิ้มแหยแล้วขอความรู้ต่อ “เคล็ดหายใจทั้งหมดนี่เป็นการฝึกกำลังภายใน หรือไม่ก็เป็นการฝึกพลังปราณใช่ไหม?”

            หวงหนิวได้ยินก็เหยียดหยามทันควัน ขี้เกียจตอบขึ้นมาทันที

            ฉู่เฟิงหน้าม้าน เขารู้ว่าตัวเองมโนมากเกินไป เคล็ดการหายใจทั้งหมดนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับพลังภายในเลยสักนิดที่เปลี่ยนไปคือร่างกายต่างหาก!

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน