คอนเสิร์ตใหญ่เปิดแสดงตอน 2 ทุ่ม ก็แสดงว่าวันนี้ทั้งวัน คณะทีมงาน นักดนตรี แด๊นเซอร์ ต้องพักอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะร็อคเกอร์ตัวพ่อ้าเวลาทำสมาธิ และพักจริงๆ
เช้านี้ทำไมกึนซองไม่ลงมารับอาหารเช้าที่ล็อบบี้นะปกติเขาจะลงมานี่ ทีมงานชาวเกาหลีสองสามคน มองหน้าหล่อนแล้วยิ้มปุเลี่ยนๆ เธอยังไม่ได้ถามใครเลยว่าเมื่อคืนเธอกลับมานอนฝันหวานที่ห้องของเธอได้ยังไง
จนใครๆกินกันเสร็จหมดแล้ว แยกย้ายกันกลับเข้าห้อง เพื่อนอนยาวให้คุ้มกับที่เมื่อคืนเกือบตีสาม กว่าจะได้นอน มนต์ตราสงสัยยิ่งนัก เอ! กินซองไปไหน หรือยังไม่ตื่น เธอจึงบอกพนักงานของโรงแรมให้จัดอาหารเช้าหนึ่งที่ แล้วตามเธอขึ้นไปข้างบน
“ก็อกๆ” หญิงสาวเคาะเบาๆ
“เงียบ”
“ก็อก ก็อก ก็อก ดังกว่าเดิม”
“คิมกึนซอง คิมกึนซอง นี่ฉันมนต์ตรานะเอาอาหารเช้ามาให้ ”
“ทำไงดี ” เธอหันมาพูดกับพนักงานโรงแรมที่เข็นรถอาหารเช้าตามมาด้วย
“เดี๋ยวผมจะลองโทรเข้าไป ”
“ กรี๊งๆๆ” เงียบ เขาโทรอีกสองสามครั้ง
“ไม่มีคนรับสายครับ หรือว่าจะไม่อยู่ ”
“ หึ๊ย! ไม่หรอก ต้องอยู่สิ เค้าไม่ไปไหนหรอก ” หญิงสาวค้าน
“เดี๋ยวผมจะไปขอคีย์การ์ดสำรองที่แม่บ้านก่อนนะครับ ”
“จ๊ะ ได้จ๊ะ ” หญิงสาวเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล กึนซองคุณไม่เป็อะไรนะ เมื่อคืนก็ไม่ได้สำรวจเขาอย่างที่เคยลอบมองทุกครั้งหลังเลิกงานว่าเขาสมบูรณ์ โอเคร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่เราบกพร่องในหน้าที่ไปรึป่าวนะ เริ่มตำหนิตัวเอง พนักงานนำคีย์การ์ดมาแล้ว
หญิงสาวเข้าไปในห้องเป็คนแรก แอร์ยังเย็นฉ่ำอยู่ เธอบอกให้เด็กหนุ่มรออยู่ที่ห้องรับแขกก่อนเผื่อมีอะไรจะได้ช่วยกัน
“ กึนซอง..กึนซอง ” เธอหยุดยืนแและร้องเรียกอยู่หน้าประตูห้องนอน
“ ก๊อกๆๆ ” ลองเคาะดูสองสามครั้ง
“ ฉันเข้าไปนะ กึนซอง ”
“ ฉันเอง..มนต์ตรานะ ” เธอส่งเสียงนำเข้าไปก่อน
หญิงสาวควานหาสวิตซ์ไฟที่ข้างประตู ทันทีที่ไฟสว่างขึ้นก็มองเห็น ร่างหนึ่งนอนคลุมโปงอยู่บนเตียงมีเสียงคราง ฮือๆออกมา หญิงสาวกระโจนพรวดเดียวถึงตัวดึงผ้านวมออก
ร่างนั้นนอนขดตัวกลม สั่นเป็ลูกนก เอามืออังที่หน้าผากสะดุ้งโหยง ความร้อนขนาดนี้สี่สิบองศาเซลเซียสแน่นอน
“ น้องๆ เข้ามานี่หน่อย ”หล่อนร้องเรียกพนักงานโรงแรมที่บอกให้รออยู่
“ ครับพี่ ”
“ มิสเตอร์คิม ไม่สบายน่ะ น้องช่วยโทรเรียกรถพยาบาลให้หน่อยนะ เอาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดนะ ”
“ ได้ครับผม ”
“ อย่า.า.า.ม่ายต้อง..ง…ง…”เสียงแหบพร่าของคนป่วยร้องห้ามมา
“ เดี๋ยวจะยุ่งไปใหญ่ ตามหมอมาก็แล้วกัน ”คนป่วยมีสติดี พยายามพูด แต่เบามากจนมนต์ตราต้องเอาหูไปแนบกับปากเขา
“ ตามหมอเหรอ? ” อ้าวก็ฉันเป็หมอ แล้วจะตามหมอมาทำไม เออ! ใช่ ทำไมฉันไม่ถามอาการเขาละ กว่าจะเข้าใจตัวเองก็งงอยู่พักละ
“ กึนซอง นอกจากไข้แล้วคุณมีอาการอะไรอีก ”
“ ผมท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายทั้งคืน ”
“นั่นไง ! คงเป็เพราะส้มตำแน่เลย บอกแล้วว่าอย่ากินมาก ”
“ก็มันอร่อย” แน่ะ! ยังจะปากดีอีก หญิงสาวหมั่นไส้
“ น้องเฝ้าเขาอยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวพี่ไปเตรียมยาก่อน ”
“ ครับผม ”เด็กหนุ่มรับปากแข็งขัน
“ คุณ..อย่าไปไหน อยู่ใกล้ๆผม ” กึนซองเพ้อเพราะพิษไข้
“ ไปเตรียมยามาให้คุณน่ะสิ ”เธอกระซิบบอก
“ เออน้อง ในระแวกใกล้ๆนี้มีร้านขายยามั้ย ”
“มีครับ ที่ชั้นล่างของโรงแรมมีซุปเปอร์มาร์เก็ต มีคลีนิคขายยาของเภสัชกรด้วยครับ ”
“ แหม! ดีเลย ฝากแป๊บนึงนะ ”
“ ครับผม ”
หลังจากได้ยาตามที่้า ทั้งยากิน ยาฉีด น้ำเกลือ กลูโคสถ้าจำเป็
ถ้าเขาอ่อนเพลียมากๆ หล่อนแวะที่ห้องพัก ค้นในกระเป๋าใบใหญ่ในนั้นมี หูฟัง และ เครื่องวัดความดัน อ่อ!ต้องหยิบปรอทวัดไข้ไปด้วย ฉวยของจำเป็ที่ต้องใช้แล้วก็ตรงไปยังห้องของกึนซองทันที
“ มาแล้วเหรอ ” เสียงคนป่วยร้องถาม เหมือนตั้งตารออยู่ตลอดเวลา เธอหันไปบอกพนักงานโรงแรม
“ น้องเอาอาหารเช้านี้กลับไป แล้วเปลี่ยนเป็โจ๊กอ่อนๆแทน ใส่ไข่ด้วยนะ เอาที่ค่อนข้างสุกเลยนะ ”
“ ครับพี่ ว่าแต่..พี่เป็หมอด้วยเหรอครับ ” ยังรีรอถาม
“
งั้นมั้ง ” เธอตอบขณะที่มือก็เตรียมอะไรให้วุ่นวาย
“ พี่ๆ..ฝากบอกเค้าด้วยนะครับว่าผมชอบดูซีรี่ย์เค้ามากเลย ”
“ อือ…แล้วจะบอกให้นะ ”
“ ครับ ผมไปเตรียมโจ๊กให้นะครับ ”
พนักงานโรงแรมออกไปแล้ว กึนซองได้ยินเสียงสนทนากันแต่ไม่รู้ความหมายจึงนอนฟังเฉย ด้วยพิษไข้และการเสียน้ำมากจากอาการท้องเดิน เขาจึงนอนแบบหมดเรี่ยวหมดแรง เรียกว่า ถ้าหญิงสาวจะปล้ำเขาก็เชิญเถอะ
“ กึนซอง อ้าปากอมปรอทวัดไข้หน่อยนะ ”
“ เอาแขนยื่นออกมานอกผ้าห่มหน่อยนะ ฉันจะวัดความดัน ”
“ ไข้สูงนะกึนซอง ความดันปกติ ตอนคุณถ่ายปวดท้องมั้ย? ”
“ ปวดมาก เหมือนมีคนมาบิดไส้ผม ”
“ อืม..คงติดเชื้อเดี๋ยวฉันจะฉีดยาฆ่าเชื้อให้นะ ”
ในความไข้อันเลือนลาง ชายหนุ่มคิดว่าเขาอยู่กับหมอแล้ว เพราะหมอคล่องแคล่วเหลือเกิน แต่ทำไมเสียงหมอจึงเหมือนกับคนที่เขารู้จักและคุ้นเคยแถมหมอพูดภาษาเกาหลีชัดเป๊ะ
“ กึนซองตะแคงหน่อย ฉันจะฉีดยา ” เย็นวาบๆที่สะโพก แล้วเจ็บนิ๊ดเดียว นิดเดียวจริงๆ หมอคนนี้มือเบาจังเขายังคงหลับตาต่อ
“ เดี๋ยวจะให้น้ำเกลือสัก 500ซีซีนะ เพราะปากแห้งเชียวร่างกายคงขาดน้ำ ” เธออธิบายต่อพลางเอื้อมมือไปจับชีพจรที่ข้อมือ ชีพจรเต้นเร็วนิดหน่อยแต่ทำไมเขาไม่ต่อปากต่อคำบ้างนะ นึกแปลกใจ เตียงที่กึนซองนอนเป็เตียงแบบโบราณที่มีเสาสี่เสาแล้วมีม่านตกแต่งหรูหรา พอดีกับที่พนักงานโรงแรมกลับเข้ามาพร้อมกับโจ๊กตามสั่ง เธอจึงบอก
“ น้องช่วย เอาน้ำเกลือนี่มัดติดกับเสาเตียงหน่อย พี่ตัวเตี้ยเอื้อมไม่ถึง ” หญิงสาวจัดการไล่แอร์ออกจากน้ำเกลือ
“ น้องไปทำงานเถอะ ที่เหลือนี่พี่จัดการเองได้ ”
“ ถ้ามีอะไรโทรเรียกนะครับพี่ ”
“ จ้า ขอบใจ.. อ้อ! น้องไม่ต้องไปบอกใครเื่ที่เขาไม่สบายนะ กลัวจะยุ่งไปกันใหญ่ ” เธอสำทับเด็กหนุ่ม
“ ก็นซอง เจ็บอีกทีนะ ฉันจะให้น้ำเกลือคุณ ”
คราวนี้ “คำว่าน้ำเกลือ” ทำให้ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมอง เขาก็เห็นใบหน้าน้อยๆมวยผมไว้กลางศรีษะลูกผมดูรุ่ยร่าย ก้มๆเงยๆอยู่กับหลังมือของเขา เงยหน้าขึ้นมาปรับสายน้ำเกลือให้หยดตามที่้า ก้มลงมองที่มือแล้วแปะพลาสเตอร์
“ เอาละ เสร็จแล้ว” ใช้มืออังที่หน้าผากเขาอีกครั้ง
“ เหงื่อออกแล้วนี่ ไข้ก็ลดลงแล้วด้วย” หล่อนยิ้มให้ชายหนุ่มแล้วเอามือสอดใต้คอของเขา
“ขยับลุกนิดนึง พิงหัวเตียงนะ เดี๋ยวฉันจะเอาหมอนรองมาให้ ”
จัดท่าสบายๆให้คนไข้เสร็จก็ผุดลุกเข้าห้องน้ำ ชายหนุ่มมองตาม ทึ่งอีกแล้ว ร้อยเื่มีเื่ไหนบ้างนะที่ยัยคนนี้ทำไม่ได้ คนถูกนินทาเดินออกมาพร้อมกับอ่างใส่น้ำมีผ้าขนหนูผืนเล็กๆสีขาวลอยอยู่ในนั้น
“เช็ดหน้า เช็ดตัวสักหน่อยนะคะ จะได้ลดไข้ด้วยและก็จะได้สบายตัวขึ้น ”
“คุณเป็หมอเหรอ? ”
หญิงสาวไม่ตอบ ลงมือเช็ดหน้าแล้วใช้นิ้วเสยผมเขาให้ดูเป็ผู้เป็คนมากขึ้น ซักแล้วบิด บิดแล้วเช็ด ทั้งหน้าอกรักแร้ แขนและขาทั้งสองข้าง ตลอดเวลาชายหนุ่มได้แต่เฝ้ามองดูด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
“ ดีจัง ” เขาพึมพำเบาๆ
“คุณมีแป้งฝุ่นโรยตัวมั้ย คุณจะได้ไม่เหนียวตัว” หญิงสาวถาม
เมื่อจัดการให้กึนซอง สบายเนื้อสบายตัวหน้าตาผ่องใสแล้ว
“กินโจ๊กหน่อยนะคะ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง น้ำเกลืออย่างเดียวเอาไม่อยู่หรอกค่ะ ”
“ก็จะเรียกรถพยาบาล คุณก็ไม่ยอมไปนี่นะ ก็ต้องเจอกับหมอจำเป็อย่างฉันนี่แหละ ” หล่อนยกถ้วยโจ๊กมาไว้ในมือ ตักโจ๊กแล้วยกขึ้นเป่า
“ อั้ม…ร้อนมั้ยคะ..รสชาติเป็ไงพอใช้ได้มั้ย” หล่อนถามด้วยน้ำเสียงปราณี อย่างที่เคยไต่ถามอาการกับคนไข้ของหล่อน
“ ครับ อร่อย ”
“อร่อยก็ต้องทานเยอะๆนะคะ คอนเสิร์ตจะเริ่มเย็นนี้แล้วนี่ คุณมีเวลาพักผ่อนอีกแค่ห้าหกชั่วโมงเท่านั้น ”
“ แค่ไม่มีไข้ผมก็โอเคขึ้นแล้ว ” ชายหนุ่มบอก
“อย่าเพิ่งวางใจ คุณเสียน้ำไปเยอะ อาจวูบกลางเวทีได้นะ ฉันคงต้องเตรียมกระเป๋ายาให้พร้อม เดี๋ยวั์ล้มกลางเวที ” คนไข้หนุ่มถึงกับเผลอตัวหัวเราะออกมา
“ แน่ะ หัวเราะได้แล้วนี่ รอดตายละ ”
“คุณยังไม่ได้บอกผมเลยนะว่าเป็หมอ ”
“ เดี๋ยวกินโจ๊กเสร็จแล้ว กินยาสัก2-3เม็ดนะ ”
“ไม่ ”
“ เอ๊า.. ทำไมล่ะ ”
“ ก็ผมถามว่าเป็หมอรึเปล่า ก็ไม่ตอบ ยาที่ไม่ใช่หมอให้ผมไม่กินหรอก เดี๋ยวจะตายเอา ”
หญิงสาววางถ้วยโจ๊กดังกึก
“ถ้าจะตายนะ นายตายไปั้แ่ยาฉีดเข็มแรกแล้ว นายคิม..โธ่เว้ย! ” คำหลังนี้เธอสบถเป็ภาษาไทย
“ โธ่เว้ย ” แปลว่าอะไร
“ แปลว่า..กินยานะคะคนดี ” กึนซองหัวเราะหึๆ
“ ตลกร้ายนะคุณ ผมว่าไม่น่าใช่ ”
“ก็เวลาคนไข้ไม่ยอมเซ็นต์ยินยอมให้ผ่าตัด ฉันก็ปะเหลาะเขาอย่างนี้แหละ ”
“ปะเหลาะ..แปลว่าอะไร ”
เอ๊าา..ไม่จบแฮะ ไม่จบ กูหนอกู นางบ่นในใจ
“ก็แปลว่า .. ปลอบโอ้โลมผู้อื่น ให้ทำตามเรา ”
“ อย่าถามนะว่าโอ้โลมแปลว่าอะไร ”
หญิงสาวรีบเบรค
กึนซองยิ้ม มองหล่อนด้วยสายตาที่แปลกไปกว่าทุกครั้ง
“ ตกลง คุณเป็หมอจริงๆด้วย ”
“ อ้าวนี่ก็ไม่จบ เยอะนะนายเนี่ย ” หล่อนค่อนในใจ
“ กินยาค่ะ ” หญิงสาวยื่นยาให้พร้อมกับแก้วน้ำ