หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างเขินอายตอบว่า "ลวดลายบนคมดาบ เกิดจากการตีและพับเหล็กกล้าหลายร้อยหลายพันครั้งจนเกิดเป็นลวดลายตามธรรมชาติบนผิวดาบโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็นสองแบบ คือลายน้ำไหล และลายเมฆา ซึ่งลายเมฆานั้นสร้างได้ยากที่สุดคมดาบแบบนี้มีความคมและทนทาน อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่น หากดาบชนิดอื่นเข้ามาปะทะ ก็มักจะหักเสียหายได้ง่ายถือว่าเป็นของชั้นยอดในบรรดาของชั้นยอดเจ้าค่ะ!"
ช่างตีเหล็กหลิวได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจมากแต่ก็เชื่อในคำพูดของหวาชิงเสวี่ย
"ถ้ามันวิเศษขนาดนั้นจริง...ถ้า...ถ้าหากข้าสามารถตีดาบแบบนี้ให้เหล่าทหารของแคว้นต้าฉีได้กองทัพต้าฉีของเรามิใช่ว่าจากนี้ไปจะไร้เทียมทานหรือ..." เมื่อช่างตีเหล็กหลิวคิดถึงข้อดีต่างๆของวิธีการตีเหล็กแบบนี้ เลือดในอกก็พลุ่งพล่าน!
หากเขาสามารถตีลวดลายบนคมดาบออกมาได้ชีวิตนี้...ชาตินี้ของเขาก็ไม่เสียเปล่าที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้แล้ว!
ช่างตีเหล็กหลิวรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันทีเขาหยิบดาบที่ยังตีไม่เสร็จจากน้ำเย็นขึ้นมาตีต่อ
หวาชิงเสวี่ยคิดว่าไม่มีอะไรที่ตนต้องทำแล้วจึงเดินออกจากโรงงานไปเงียบๆ
พอออกมาเท่านั้นแหละว้าว...
เย็นสบายจังเลย
ในโรงงานเมื่อครู่ อุณหภูมิสูงมากช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิยังหนาวเย็นอยู่ แต่นางแค่เข้าไปไม่นานก็เหงื่อไหลท่วมตัวแล้ว
ต่อไป ควรไปที่ค่ายธนูหน้าไม้แล้ว
หวาชิงเสวี่ยเดินไปยังค่ายธนูอย่างไม่รีบร้อนระหว่างทางเจอช่างฝีมือที่กำลังขนย้ายวัสดุ ก็ยิ้มแย้มทักทาย
กรมสรรพาวุธเป็นโลกของบุรุษมาโดยตลอดทุกคนล้วนมีนิสัยหยาบกระด้าง ทันใดนั้นกลับมีสตรีนางหนึ่งเข้ามา พูดจาไพเราะอ่อนหวานรอยยิ้มงดงามสะกดสายตา เมื่อนางเดินผ่านไป ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน!
ทุกคนต่างก็ชอบเข้ามาใกล้
"โอ้! แม่นางหวา!"
"แม่นางหวากำลังยุ่งอยู่หรือขอรับ!"
"สวัสดีแม่นางหวาแม่นางหวาจะไปที่ใดหรือขอรับ?"
"แม่นางหวา..."
"ไป ไป ไป! ไม่ต้องทำงานกันแล้วหรืออย่างไร!"เหลียงเหวินเฉิงที่ยืนอยู่หน้าประตูค่ายธนูหน้าไม้ตะโกนเสียงดัง
ผู้คนจึงพากันแยกย้ายออกไป
เหลียงเหวินเฉิงกวาดสายตามองด้วยความพอใจคิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะดีขนาดนี้
ดูเหมือนว่า ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนอ่อนโยนและไม่ถือตัวแต่ในช่วงเวลาสำคัญ อำนาจของหัวหน้าช่างก็ยังใช้ได้ผล
รู้สึกว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้จากทางด้านหลังเหลียงเหวินเฉิงจึงหันกลับไปมอง—
ท่านแม่ทัพมาแล้วนี่เอง!
"ข้าไปที่กระโจมเมื่อครู่แต่ไม่เห็นเจ้า"ฟู่ถิงเย่กล่าว
แน่นอนว่าเหลียงเหวินเฉิงไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองว่าประโยคนี้พูดกับเขา...
"เมื่อครู่ข้าไปค่ายเครื่องมือเหล็กมาเจ้าค่ะ"หวาชิงเสวี่ยยิ้มแย้มแจ่มใส ดูเหมือนอารมณ์ดีน่าดู
"ความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?"ฟู่ถิงเย่เดินไปยืนข้างๆ นางอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงคู่เข้าไปในค่ายธนูหน้าไม้ด้วยกัน
หวาชิงเสวี่ย"อืม ราบรื่นดีเจ้าค่ะ สามารถรับสมัครช่างฝีมือมาสักสามสิบคนก่อน ให้ท่านลุงหลิวสอนและลองฝึกดู..."
...
เหลียงเหวินเฉิงมองทั้งสองที่เดินจากไปไกลขึ้นเรื่อยๆคิดในใจว่า เขามาทำอะไรที่นี่?
เขาตั้งใจจะมารับแม่นางหวาเหตุใดตอนนี้ถึงต้องมายืนคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวอยู่ที่นี่ด้วย...
ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน...
...
พวกช่างฝีมือในค่ายธนูหน้าไม้กำลังทำธนูและลูกศรตามวิธีการของหวาชิงเสวี่ย
ฟู่ถิงเย่หยิบชิ้นงานที่ยังทำไม่เสร็จขึ้นมาดูถึงแม้จะเคยดูภาพร่างแล้ว แต่พอเห็นของจริง ความรู้สึกเหมือนจะต่างกันเล็กน้อย
"ธนูแบบนี้ ยิงได้ไกลถึงสี่ร้อยก้าวหรือ?"ฟู่ถิงเย่เอามือลูบปลายคันธนู รู้สึกว่าช่างเหลือเชื่อนัก
เหลียงเหวินเฉิงกำลังจะอ้าปากอธิบายแต่เห็นฟู่ถิงเย่มองไปยังหวาชิงเสวี่ย
เอาเถอะ...
เขาไม่ไปสร้างความรำคาญให้ผู้อื่นจะดีกว่า
หวาชิงเสวี่ยหยิบธนูเก่าคันหนึ่งกับธนูใหม่จากชั้นวางไม้มาเปรียบเทียบกันให้ฟู่ถิงเย่ดู
"ธนูจะดีหรือไม่ดีนั้นต้องดูว่าประหยัดแรงหรือไม่ ใช้แรงได้สม่ำเสมอหรือไม่ ธนูตรงแบบดั้งเดิม มีข้อเสียที่ชัดเจนยิ่งออกแรงน้าวสายมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องใช้แรงมากขึ้นในการดึงต่อ เส้นโค้งจากแรงดึงจะค่อยๆเพิ่มขึ้น ทำให้ใช้แรงได้ไม่สม่ำเสมอ แต่ข้อดีคือมีโครงสร้างที่เรียบง่ายที่สุด ไม่ว่าจะออกแรงดึงอย่างไรก็ไม่มีปัญหาลูกศรขึ้นสายรวดเร็ว ก็จะยิงออกไปได้เร็ว"
นางหยิบธนูอีกคันหนึ่งขึ้นมาแล้วพูดต่อ "นี่คือธนูที่ทหารของเราใช้อยู่ในตอนนี้ โครงสร้างเป็นธนูแบบโค้ง ปลายทั้งสองด้านโค้งไปในทิศทางตรงข้ามกับตัวธนูเส้นโค้งจากแรงดึงของมันค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ไม่ประหยัดแรง ธนูหนึ่งคันหนักหนึ่งตั้น[1] การน้าวสายธนูก็ต้องใช้แรงหนึ่งตั้นเช่นกัน เมื่อตั้งท่าเล็งไปยังเป้าหมาย จึงต้องใช้แรงหนึ่งตั้นตลอดเวลาหากเล็งเป้าหมายนานเกินไป คนจะรู้สึกเหนื่อย ความแม่นยำก็จะลดลงตามไปด้วยเจ้าค่ะ"
ฟู่ถิงเย่กำธนูไว้ในมือท่าทางครุ่นคิดบางอย่าง "เจ้าหมายความว่า...ธนูคันนี้ช่วยแก้ไขข้อเสียของธนูตรงแบบดั้งเดิมและธนูแบบโค้งได้งั้นหรือ?"
"ธนูที่หัวหน้าช่างเหลียงออกแบบนี้เรียกว่าธนูผสม เพราะลักษณะโครงสร้างที่พิเศษ ธนูแบบนี้ยิ่งดึงไปข้างหลัง ยิ่งต้องใช้แรงน้อยลงธนูหนักหนึ่งตั้น ต้องใช้แรงหนึ่งตั้น แต่การรักษาท่าเล็งเป้าหมายต้องใช้แรงไม่ถึงครึ่งตั้นอัตราการประหยัดแรงจึงสูงมาก"
หวาชิงเสวี่ยกลัวว่าฟู่ถิงเย่จะไม่เข้าใจความหมายของอัตราการประหยัดแรงจึงยกตัวอย่างอธิบายให้เขาฟัง "ธนูแบบโค้งหนักหนึ่งตั้นกับธนูผสมหนักหนึ่งตั้นอาจดูไม่ต่างกันนักแต่ธนูผสมมีคุณสมบัติพิเศษในการประหยัดแรง การน้าวสายค้างไว้จะใช้แรงน้อยกว่าธนูแบบโค้งนั่นหมายความว่า หากคนคนหนึ่งสามารถน้าวธนูแบบโค้งหนึ่งตั้นได้ เขาก็อาจจะสามารถน้าวสายธนูผสมสองตั้นได้ธนูหนักสองตั้นย่อมมีอานุภาพมากกว่าธนูหนักหนึ่งตั้น ระยะยิงก็ไกลกว่าธนูหนักหนึ่งตั้นทั่วไปมาก"
ฟู่ถิงเย่ถาม"ข้าสามารถน้าวสายธนูแปดตั้นได้ หากเปลี่ยนเป็นธนูผสมที่เจ้าว่า นั่นหมายความว่า...เทียบเท่ากับธนูสิบหกตั้นใช่หรือไม่?"
หวาชิงเสวี่ย"..."
โอ้สวรรค์...
คนผู้นี้เป็นปีศาจอะไรกัน?!น้าวสายธนูหนักแปดตั้นได้เชียวหรือ?!
หนึ่งตั้นเท่ากับหกสิบกิโลกรัม!เก้าตั้นก็หนักเป็นพันจิน ตามตำนานเล่าว่ามีเพียงโฮ่วอี้ [2] เท่านั้นที่สามารถน้าวธนูเก้าตั้นได้คนผู้นี้เกือบจะเทียบเท่าโฮ่วอี้เลยหรือ?!
เหลียงเหวินเฉิงพูดแทรกด้วยเสียงอันแผ่วเบา"แต่ท่านแม่ทัพ...ตอนนี้พวกเราทำธนูได้มากสุดแค่เก้าตั้นเท่านั้น..."
สิบหกตั้นอะไรกัน ใครจะไปทำธนูประหลาดแบบนั้นกัน!
เสียเวลาเปล่าๆ สู้เอาเวลาไปทำหน้าไม้ไว้โจมตีเมืองดีกว่า!
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ถามเหลียงเหวินเฉิงว่า "ในเมื่อธนูนี้ร้ายกาจขนาดนั้น เหตุใดที่เจ้าทำออกมาถึงล้มเหลวหมด?"
เหลียงเหวินเฉิงเหมือนโดนโจมตีจุดอ่อน"..."
รู้อย่างนี้ไม่พูดแทรกดีกว่า...
"ตอนแรกที่ออกแบบเขาให้ความสำคัญกับอัตราการประหยัดแรงมากเกินไปเจ้าค่ะ" หวาชิงเสวี่ยชำเลืองมองเหลียงเหวินเฉิงอธิบายแทนเขาด้วยความหวังดี "ข้าคิดว่าเจตนาเริ่มต้นของหัวหน้าช่างเหลียง คงเป็นเพราะอยากให้ทหารที่มีแรงน้าวธนูไม่มากพอสามารถแสดงฝีมือในสนามรบได้"
ฟู่ถิงเย่พยักหน้าเล็กน้อยยกธนูในมือขึ้นมาดูอีกครั้ง "อิงจากความคืบหน้าแล้ว อีกสองวันน่าจะลองยิงได้แล้วกระมัง?"
"เจ้าค่ะ"หวาชิงเสวี่ยพูดด้วยรอยยิ้มแจ่มใส "ทุกคนมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม ความคืบหน้าจึงเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้มากพอธนูในมือของพวกเขาเสร็จแล้ว ข้ากับหัวหน้าช่างเหลียงจะเลือกธนูคุณภาพดีที่สุดสิบคันให้นายทหารยิงทดสอบเจ้าค่ะ"
ฟู่ถิงเย่ได้ยินเช่นนั้นสายตาที่มองหวาชิงเสวี่ยก็อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว "ช่วงนี้เจ้าคงเหนื่อยมาก"
เหลียงเหวินเฉิงก้มหน้าลงอย่างเคอะเขินพยายามเบนสายตาไปทางอื่น...
"ทุกคนต่างหากที่เหนื่อยข้าแค่พูดไปเรื่อยๆ อย่างมากก็แค่ร่างภาพแบบง่ายๆ" หวาชิงเสวี่ยไม่โอ้อวดความดีความชอบเลยแม้แต่น้อยดูอ่อนโยนและอ่อนน้อม
ฟู่ถิงเย่เห็นแล้วก็รู้สึกมีความสุขคิดอย่างภาคภูมิใจว่า ‘ไม่เสียทีที่เป็นสตรีของข้า!’
สายตาที่มีความหมายลึกซึ้งของเขาคนอื่นอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่หวาชิงเสวี่ยกลับทนไม่ไหว ถูกจ้องมองด้วยสายตาที่ร้อนแรงจนใบหน้าร้อนผ่าวจึงก้มหน้าลงอย่างเขินอาย
คนผู้นี้...สายตาที่แสดงความเป็นเจ้าของนั้นรุนแรงเกินไปแล้ว...
หวาชิงเสวี่ยพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของตนนางเดินไปหาพวกช่างฝีมือ ตรวจสอบธนูในมือของพวกเขา หากมีข้อบกพร่องใดๆ ก็จะเอ่ยคำแนะนำ
ปกติช่างฝีมือเหล่านี้มักจะกรูกันเข้ามารุมล้อมหวาชิงเสวี่ยเพื่อถามคำถามต่างๆ แต่วันนี้ท่านแม่ทัพอยู่ที่นี่ พวกเขาจึงไม่กล้าทำตัวเหลวไหลใครทำอะไรก็ทำไป ไม่แม้แต่จะส่งเสียง
หวาชิงเสวี่ยเดินวนรอบโรงงานเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าฟู่ถิงเย่ยังมองนางอยู่...
"ท่านแม่ทัพเจ้าคะ"หวาชิงเสวี่ยเรียกเขาด้วยความจนใจปนความเขินอาย
สีหน้าของฟู่ถิงเย่กลับมาเคร่งขรึมพูดอย่างจริงจังว่า "ข้าจะเดินไปส่งเจ้ากลับกระโจม"
หวาชิงเสวี่ยมองไปทางเหลียงเหวินเฉิง
เหลียงเหวินเฉิงรีบพูดว่า"แม่นางหวากลับไปพักผ่อนเถิดขอรับ ที่นี่มีข้าดูแลอยู่ หากมีปัญหาอะไร ข้าจะไปขอคำแนะนำจากท่านอีกที"
รีบไปเถอะ รีบไปเถอะ!ตอนไปก็อย่าลืมพาท่านแม่ทัพไปด้วย! ยืนอยู่ที่นี่น่ากลัวจริงๆ ...
ดังนั้นหวาชิงเสวี่ยจึงเดินตามหลังฟู่ถิงเย่ไปเหมือนภรรยาตัวน้อยๆ
...
พอกลับมาถึงกระโจม ฟู่ถิงเย่ก็โผเข้ากอดหวาชิงเสวี่ยทันทีเพราะอดใจไม่ไหว!
ยิ่งมองหวาชิงเสวี่ยเขาก็ยิ่งพอใจยิ่งมองก็ยิ่งรักจนเข้ากระดูกดำ
เหตุใดถึงได้ถูกใจขนาดนี้นะ?ฟู่ถิงเย่อดไม่ได้ที่จะถามตัวเองในใจ
ตอนนี้เขานึกเสียใจมากที่เหตุใดตอนนั้นไม่ขอแต่งงานเร็วกว่านี้เสียเวลาลังเลไปตั้งนานขนาดนั้น ทำให้ตอนนี้ต้องรออีกปีหนึ่งถึงจะแต่งงานได้
เมื่อรู้สึกว่าคนในอ้อมแขนเข้ามาแนบชิดกับตนเหมือนกับขยับเข้ามาซุกในอ้อมแขนของเขา มุมปากของฟู่ถิงเย่ก็ยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
เห็นไหม เขารู้แล้วสตรีนางนี้ก็ชอบเขา!
หวาชิงเสวี่ยพยายามเอาหน้าผากแนบกับอกแข็งแกร่งของชายหนุ่มเพื่อหลบหนวดเคราที่แหลมคมของเขา...
หวาชิงเสวี่ยเริ่มชินแล้วกับอ้อมกอดเจ้าหมีของฟู่ถิงเย่
ยังดีที่บุรุษผู้นี้ไม่ทำอะไรเกินเลยซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับนิสัยที่เคร่งครัดและจริงจังของเขา การที่จู่ๆ โผเข้ากอดนางก็นับว่าเป็นเรื่องไม่คาดฝันแล้ว...
แต่...
ทันใดนั้นหวาชิงเสวี่ยก็นึกอะไรแปลกๆขึ้นมาในหัว
คงไม่ได้เป็นเพราะ...ที่จริงแล้วเขาทำอย่างอื่นไม่เป็นใช่หรือไม่?
หวาชิงเสวี่ยคิดอย่างถี่ถ้วนรู้สึกว่าเป็นไปได้มาก! เพราะชีวิตประจำวันของฟู่ถิงเย่ในสายตาของนางนั้นน่าเบื่อมากนอกจากฝึกทหารก็ฝึกทหาร ไม่ฝึกคนอื่นก็ฝึกตัวเอง แทบจะไม่เห็นเขามีกิจกรรมสันทนาการใดๆและแทบจะไม่มีประสบการณ์ในการติดต่อกับสตรีเลย
พอคิดดูดีๆ แล้วก็น่าสงสารเหมือนกันนะ...
ตอนนี้เขาก็เป็นถึงท่านอ๋องแล้วแต่กลับไม่ได้เสพสุขแบบคนเป็นอ๋องเลย ชีวิตที่ฟุ่มเฟือยถึงขีดสุดนั้นไม่เคยเกี่ยวข้องกับเขาสิ่งที่เขาคิดอยู่ตลอดคือจะต้านทานกองทัพเหลียวอย่างไร หรือจะทำอย่างไรเพื่อให้ประชาชนของแคว้นต้าฉีมีชีวิตที่สงบสุข
หวาชิงเสวี่ยคิดเช่นนั้นใจก็รู้สึกอบอุ่น มือทั้งสองข้างที่ห้อยลงก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว และโอบกอดบุรุษผู้นี้เงียบๆ
ร่างกายของฟู่ถิงเย่เกร็งขึ้นมาในทันที!
ลมหายใจของเขาไม่มั่นคงเล็กน้อย
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกถึงความเกร็งของเขาขณะที่กำลังรู้สึกแปลกใจ นางก็รู้สึกว่ามีของแข็งๆ มาชนที่ท้องของนาง...
—————————————————————————
[1]ตั้น(石)หน่วยวัดน้ำหนักของจีน1 ตั้น เท่ากับประมาณ 60 กิโลกรัม
[2]โฮ่วอี้(后羿)วีรบุรุษผู้ยิงดวงตะวันในปกรณัมจีนเล่าไว้ว่าเมื่อก่อนนั้นบนท้องฟ้ามีพระอาทิตย์ถึงสิบดวง เป็นโฮ่วอี้ที่ยิงพระอาทิตย์ตกลงมาถึง9 ดวง ทำให้เหลือดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียวบนท้องฟ้า