ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภัตตาคารเฟิ่งไหลต่างกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะ ถ้วยชามตกกระทบพื้นดังแข่งกับเสียงร้องตกใจ
“ภัตตาคารพวกเจ้ามีหนูมาวิ่งเพ่นพ่าน สกปรกสิ้นดี” เสียงอาเจียนของลูกค้าบางคนดังขึ้นจนพาลให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นคลื่นไส้ตาม
“อย่าเข้ามา! ออกไป!”
“ไอ้ลูกเต่า! เจ้ามาไล่หนูพวกนี้ออกไปให้ไกลจากข้า” คุณชายแต่งกายด้วยผ้าไหมทั้งชุดตวาดเสี่ยวเอ้อที่ถือไม้กวาดวิ่งไล่ตีหนู
“งู!”
เสียงร้องตกใจดังขึ้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อเจองูตัวใหญ่เลื้อยอยู่ภายในโถงกว้าง
“งูกำลังกินหนู!”
เพล้ง!
เพล้ง!
ความวุ่นวายเพิ่มขึ้นกว่าตอนเห็นหนูวิ่งพล่าน เสียงถ้วยชามถูกโยนใส่ทั้งหนูและงูดังสนั่น ลูกค้าบางคนวิ่งออกจากภัตตาคารด้วยความกลัวและรังเกียจ
“ข้าจะไม่มาใช้บริการภัตตาคารสกปรกอย่างเฟิ่งไหลอีก” เสียงอาเจียนดังขึ้นอีกครั้ง เขามวนท้องจนทนไม่ไหว หนูตัวใหญ่วิ่งพล่านทั่วภัตตาคาร มีหนูไม่พอยังมีงูอีก นี่มันภัตตาคารหรือป่ากันแน่
“พวกเจ้าช่วยกันจับหนูเร็ว!” หลงจู๊ภัตตาคารเฟิ่งไหลกุมขมับ ตวาดเสี่ยวเอ้อดังลั่น หนูมาจากที่ใดทำไมถึงมาวิ่งเพ่นพ่านเต็มไปหมด ลูกค้ายิ่งน้อยอยู่เจอเหตุการณ์เช่นนี้เข้าไปคงไม่มีผู้ใดเข้ามาใช้บริการ
“อย่าเข้ามา!” ก้าวถอยหลังเมื่อเห็นหนูกำลังวิ่งมาทางที่ตนยืนอยู่ ทว่าหนูตัวนั้นฟังภาษามนุษย์ไม่เข้าใจมันวิ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง
“ตุ๊บ!”
“ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าเข้ามา” ยกไม้กวาดขึ้นจึงเห็นร่างสิ้นลมของหนูที่ไม่ฟังคำเตือน หลงจู๊ภัตตาคารเฟิ่งไหลไล่ตีหนูอย่างบ้าคลั่ง
“พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน ทำไมไม่มาจับงูก่อน งูอันตรายกว่าหนู” เสียงหนึ่งตวาดลั่น โมโหให้พนักงานโง่เง่า เขายืนบนโต๊ะมิกล้าลงไปยืนบนพื้นเพราะกลัวถูกงูฉกจึงหนีออกไปจากภัตตาคารสกปรกนี่ไม่ได้
“พวกเจ้าจับงูก่อน” หลงจู๊ออกคำสั่งเสี่ยวเอ้อ ทว่าไม่มีใครกล้าเข้าไปจับงูเลยสักคน
“พวกไร้ประโยชน์ ไสหัวออกไป” โมโหจนเลือดขึ้นหน้า ไม้กวาดในมือไล่ฟาดงูอย่างไม่กลัวเกรง
จ้าวลู่ชิงมองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับภัตตาคารฝั่งตรงข้าม นางจับใจความได้ว่ามีหนูกับงูจึงทำให้ลูกค้าแตกตื่น
“นั่นหนู! ตัวใหญ่มาก” จ้าวฮูหยินชี้ไปยังหนูที่วิ่งพล่านมาด้านหน้าภัตตาคารเฟิ่งไหล
หนูตัวใดที่ตาบอดวิ่งข้ามฝั่งมาต่างถูกเสี่ยวเอ้อที่ถือไม้กวาดยืนเรียงรายเป็นเกราะกำบังฟาดจนตาย เสี่ยวเอ้อหย่งเล่อล้วนเป็นผู้มีวรยุทธ์เพียงหนูตัวเล็กจะคณามือไปได้อย่างไร ต่อให้มาเป็นฝูงก็ถูกจัดการเรียบ
ลูกค้าของหย่งเล่อนั่งทานอาหารมองความครึกครื้น แม้ว่าจะเห็นคนอาเจียนก็ไม่ทำให้ความอยากอาหารลดลง อาหารของหย่งเล่อช่างอร่อยเสียจริง มีบริการน้ำชากับน้ำเย็นคลายร้อน
จ้าวลู่เสียนเลิกคิ้วข้างเดียวเมื่อเห็นน้องสาวจ้องเหมือนอยากถามอันใด วางจอกน้ำชาลงแผ่วเบา
“ผู้ที่อยู่เบื้องหลังภัตตาคารเฟิ่งไหลน่าจะเป็นสกุลตู้”
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
“ข้าบังเอิญเห็นคุณชายใหญ่สกุลตู้เข้าด้านหลังภัตตคาร จึงไปผูกมิตรกับขอทานที่อยู่แถวนั้นเพื่อถามข้อมูลเล็กน้อย”
“จากนั้นท่านก็ให้คนไปจับหนูและงูแอบไปปล่อยในภัตตาคารเฟิ่งไหล ท่านใจกล้าเกินไปแล้วที่เลือกลงมือตอนกลางวันโดยไม่กลัวว่าจะถูกจับได้” นางไม่เชื่อว่าพี่ชายบังเอิญเจอคุณชายใหญ่สกุลตู้เข้าทางด้านหลังภัตตาคาร
พี่ชายนางมิใช่ผู้ที่จะให้ใครรังแกอยู่ฝ่ายเดียว เปลือกนอกเสมือนบัณฑิตซื่อตรงเต็มไปด้วยความอ่อนน้อม แท้จริงแล้วพี่ชายนางเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นวางแผนทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว
จ้าวลู่เสียนมิได้ตอบคำถาม หลุบตาลงมองจอกชา นิ้วเรียวลูบไล้มันเล่นอย่างใช้ความคิด
“หากเป็นเช่นนั้นจริง ท่านคิดว่าสกุลตู้ต้องการอะไร เหตุใดถึงได้สร้างภัตตาคารตรงข้ามพวกเราเกือบทุกสาขา” ใบหน้าเคร่งเครียดกับสิ่งที่ได้รับรู้
“พวกเจ้าสองพี่น้องกำลังสนทนาเรื่องใดกันอยู่” เฝิงเหล่าฮูหยินนั่งลงบนเก้าอี้
“ท่านย่ารู้หรือไม่เจ้าคะว่าสกุลจ้าวกับสกุลตู้มีเรื่องบาดหมางอันใดกัน” นางสังเกตสีหน้าเรียบเฉยของหญิงชรา
“ตระกูลพวกเราไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน แต่ว่าครานั้น…” เงียบไปสักพักก่อนจะกล่าวออกมา
“หลังจากฝ่าบาทสังหารอดีตไท่จื่อกับเว่ยอ๋องสำเร็จ ใต้เท้าตู้มาเชิญท่านปู่ของเจ้าเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วยตนเองถึงจวน ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นพอกลับมาท่านปู่ของเจ้าก่นด่าสาปส่งฝ่าบาทกับขุนนางที่อยู่ข้างกาย ไม่เว้นแม้กระทั่งใต้เท้าฝางพี่ชายของแม่เจ้า”
“ข้าจำได้ว่าตอนนั้นคนในจวนเราถูกกักบริเวณห้ามออกจากจวนเป็นสัปดาห์ ท่านปู่และท่านพ่อถูกสั่งห้ามย่างก้าวเข้าเขตวังหลวง” ถ้าให้นางคาดเดา ขุนนางคนอื่น ๆ ที่ภักดีต่อหลี่หยวนคงถูกคนของหลี่ซื่อหมินปิดล้อมจวนกักบริเวณเช่นเดียวกันจนกว่าแผนที่วางไว้จะสำเร็จถึงได้ยกเลิกคำสั่ง
“ใต้เท้าตู้เป็นคนเช่นไร ท่านย่ากับท่านแม่พอจะรู้บ้างหรือไม่”
ทั้งสองส่ายหน้า จิตใจมนุษย์ลึกลับซับซ้อนภายนอกที่แสดงออกอาจต่างจากความคิดที่อยู่ภายใน คนแบบนี้มีให้เห็นทั่วไปในราชสำนัก
จ้าวเฉิงนั่งเล่นหมากรุกกับหมอสวีอยู่ลานหน้าบ้าน โดยมีจ้าวหยางนั่งมองการเดินหมากระหว่างสองผู้เฒ่า
“ข้าชนะอีกแล้ว” หมอสวีกล่าว “จิตใจเจ้าช่างวอกแวก ภรรยาออกไปข้างนอกยังมิพ้นวันก็กระวนกระวาย ตาแก่อย่างเจ้านี่มันหลงใหลในอิสตรีเสียจริง”
“ตาแก่สวี ระวังปากเจ้าด้วย นั่นคือภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของข้า จะไม่ให้ห่วงได้อย่างไร อายุก็มิใช่น้อย ๆ ออกจากบ้านไปตั้งแต่ยอดหญ้ามีน้ำค้างเกาะจนตอนนี้อีกครึ่งชั่วยามพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้ายังมิกลับมา”
“เจ้ามันเป็นบุรุษรักหยกถนอมบุปผาไม่เปลี่ยน” [1]
“ที่ผ่านมาข้าทะเยอทะยานจนถึงเป้าหมายโดยไม่หลงระเริงไปกับอำนาจก็เพราะมีนางคอยเตือนสติอยู่ตลอด หากไม่รักและถนอมนางข้าก็มิใช่บุรุษที่ดี”
หมอสวีลูบเคราสีขาวของตนเอง สหายของเขาผู้นี้เป็นบุรุษที่รักและให้เกียรติภรรยา มิเคยรับอนุภรรยา มิเคยเที่ยวสถานที่เริงรมย์ดั่งเช่นขุนนางผู้อื่น แต่ก่อนขุนนางรวมไปถึงคหบดีตระกูลใหญ่ต่างพยายามยัดเยียดบุตรสาวให้กับตาแก่จ้าวเฉิงทว่าคนพวกนั้นต้องผิดหวัง
บุรุษที่มาจากครอบครัวยากจนทว่าเต็มไปด้วยความสามารถทั้งด้านบู๊และด้านบุ๋นแลดูมีอนาคตยาวไกลไม่สนใจข้อเสนอของคนพวกนั้น เพราะยึดมั่นในสตรีเพียงคนเดียว แม้ว่าชาติกำเนิดของภรรยาจะไม่ได้สูงส่งหนุนนำในหน้าที่การงานก็หาทำให้เปลี่ยนใจไปคว้าสตรีอื่นมาแทนที่
พวกตนสองคนเป็นสหายกันได้เพราะมีแนวคิดค่อนข้างคล้ายคลึงกันแต่ก่อนภรรยาเขาก็ไปมาหาสู่กับคนตระกูลจ้าว จึงทำให้ทั้งสองตระกูลสนิทแนบแน่นกันมาจนถึงทุกวันนี้
รถม้าวิ่งเข้ามาจอดในลานกว้าง จ้าวลู่ชิงก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก ยื่นมือไปประคองท่านย่าที่กำลังจะก้าวตามลงมา
จ้าวเฉิงเห็นหน้าเอิบอิ่มเต็มไปด้วยความสุขของภรรยา บนศีรษะนางปักปิ่นทอง ข้อแขนสวมกำไลหยก แม้จะไม่ใช่หยกชั้นเลิศทว่าราคาของมันน่าจะแพงพอตัว ลูกสะใภ้ก็สวมเครื่องประดับเช่นเดียวกัน พวกนางไปร่ำรวยมาจากไหน เงินจากการขายน้ำแข็งจะได้สักเท่าไหร่กันเชียว
พอเห็นของที่ขนลงจากรถม้าทำให้เขาต้องขมวดคิ้วจนแน่นเต็มไปด้วยความสงสัยกับที่มาของเงิน
เสียงบ่าวต่างกู่ร้องเมื่อลูกสะใภ้ประกาศมอบของรางวัลให้กับบ่าวในบ้าน บ่าวที่เป็นสตรีจะได้รับปิ่นคนละหนึ่งอันพร้อมอาภรณ์หนึ่งชุด ส่วนบ่าวที่เป็นบุรุษจะได้รับที่ครอบผมและอาภรณ์หนึ่งชุด
ออกไปข้างนอกเพียงวันเดียวก็ร่ำรวยผิดปกติ มิรู้ว่าไปใช้เล่ห์เหลี่ยมคดโกงผู้ใดมา จ้าวเฉิงเก็บความสงสัยเอาไว้ภายในใจรอให้เข้าเรือนก่อนค่อยสอบถามก็ยังมิสาย
ยามค่ำคืนที่มีลมโชย จ้าวหยางนอนมองภรรยาที่เช็ดถูเครื่องประดับอย่างทะนุถนอม นางนั่งสำรวจพร้อมกับชื่นชมเครื่องประดับแต่ละชิ้นไม่ยอมหลับยอมนอน
“ฮูหยิน เจ้าจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานหรือไม่”
“ท่านง่วงก็นอนไปก่อนเถิด ข้ายังชื่นชมเครื่องประดับที่บุตรสาวซื้อให้ไม่เสร็จ นี่เป็นปิ่นทองนกเป็ดคู่แซมด้วยปะการังสีแดง ข้ากับท่านแม่ได้ครอบครองคนละอัน” ยกปิ่นขึ้นอวดสามี
“บุตรสาวช่างมีความสามารถเหมือนกันกับข้า”
จ้าวฮูหยินหยุดมือที่กำลังลูบคลำปิ่นปักผม ปากบิดเบี้ยวกับประโยคที่ได้ยินเมื่อสักครู่ “ข้าว่าบุตรสาวพวกเรามีความสามารถเหมือนท่านปู่ของนางมากกว่า”
“ชิงเอ๋อร์เป็นบุตรสาวข้าก็ต้องเหมือนข้าสิ” จ้าวหยางผุดลุกขึ้นพยายามโต้เถียงให้ชนะ
“อืม”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” จ้าวหยางลุกขึ้นจากเตียง เดินมาหยุดตรงหน้าภรรยาที่เอ่ยแค่คำสั้น ๆ อย่างขอไปที
“เหมือนก็เหมือน” นางไม่สนใจสายตาตัดพ้อของสามี จัดวางเครื่องประดับเข้ากล่องให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
“ในใจเจ้ามิได้คิดเหมือนที่กล่าวออกมา” จ้าวหยางไม่พึงพอใจกับท่าทีของภรรยา ปากกำลังจะอ้าต่อว่าต้องหุบลงเมื่อเห็นสายตาที่ถลึงส่งมาให้
“เจ้ารีบเก็บเครื่องประดับแล้วขึ้นเตียงนอนเถิด ยามกลางคืนอย่าใช้สายตาให้มันมากนัก” รีบเดินกลับไปยังเตียงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง การยอมรับว่าบุตรสาวเก่งกาจเหมือนเขามันยากนักหรือ ภรรยาได้ของมากมายส่วนเขาได้แค่กวานเงินอันเดียว
“ชิ!” เห็นสามีนอนคลุมโปงเหมือนเด็กก็ไม่สนใจ นางอุตส่าห์มีใจเลือกกวานมาให้ครอบผมก็เพียงพอแล้ว รีบเก็บเครื่องประดับหลายกล่องเข้าตู้
[1] เป็นสำนวนเปรียบเทียบให้ชายหนุ่มรักและอ่อนโยนกับผู้หญิงเหมือนดังที่รักและดูแลหยกเป็นอย่างดี กล่าวได้ว่า ผู้หญิง เป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบาง และอ่อนแอไม่ต่างไปจากหยกที่แตกง่าย หรือดอกไม้ที่แค่กำแรงๆ ก็ช้ำนั่นเอง