ห้องนอนของเมญ่า
เท้าเรียวเล็กก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้องนอนที่เธอเคยเรียกว่า 'โลกทั้งใบ' ผนังสีชมพูอ่อน ผ้าม่านลูกไม้ โต๊ะเครื่องแป้งที่ประดับด้วยกล่องดนตรีทรงเ้าหญิง—ทุกอย่างยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับเวลาที่นี่ไม่เคยเดินผ่านไปไหน
แต่บางอย่างในตัวเธอ… พังทลายลงแล้ว
เมญ่าปิดประตูเบา ๆ เสียงคลิกของลูกบิดดังชัดเจนเกินเหตุในความเงียบ เธอพิงหลังกับบานไม้ แขนสองข้างตกลงข้างลำตัวราวกับหมดเรี่ยวแรง สายตากวาดมองไปรอบห้องอีกครั้ง สีชมพูที่เคยหวานละมุนกลับดูจืดชืดจนน่าอึดอัด มันไม่ใช่ห้องของผู้หญิงวัยยี่สิบสามปีอีกต่อไป มันคือห้องของเด็กดีที่ถูกเลี้ยงมาเพื่อเชื่อฟัง
เธอเดินไปหยุดหน้าตู้กระจกใส ภายในเรียงรายไปด้วยของขวัญวันเกิดจากครอบครัวทุกปี—สร้อยไข่มุกจากพ่อ กำไลเพชรจากคุณปู่ ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่จากแม่ เมญ่าหยิบการ์ดใบหนึ่งขึ้นมา
ลายมือบรรหารยังชัดเจน <พ่อจะปกป้องลูกเสมอ>
ริมฝีปากบางสั่นไหว “ปกป้องเหรอ…” เธอพึมพำกับเงาสะท้อนในกระจก ดวงตาเริ่มแดงก่ำ “นี่คือการปกป้องของพ่อเหรอคะ”
ภาพชายผู้ทรงอิทธิพลคนนั้นผุดขึ้นมาในความคิด สูทสีเข้ม สายตาสีเขียวที่เ็า ข่าวฉาวที่ปรากฏแทบทุกสัปดาห์ เธอไม่ได้กลัวแค่อายุที่ห่างกัน เธอกลัวอำนาจในมือเขา กลัวสายตาที่เหมือนจะมองทะลุคนทั้งโลกได้โดยไม่ต้องแยแส ความกตัญญูที่เคยอบอุ่นในอกค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็แรงกดทับ เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังผลักเธอไปข้างหน้า ไปสู่ชีวิตที่เธอไม่เคยเลือก เมญ่ากำการ์ดในมือแน่น ก่อนจะวางมันกลับที่เดิมอย่างระมัดระวัง เธอไม่ร้องไห้ อย่างน้อย… ไม่ใช่ที่นี่
“พอแล้ว” เสียงแ่เบาเอ่ยกับตัวเอง
ถ้าอยู่ต่อไป เธอคงได้แต่ยืนยอมรับชะตาเหมือนเด็กดีที่ถูกสอนมา แต่คืนนี้เธอไม่อยากเป็เด็กคนนั้นอีกแล้ว
เมญ่าคว้ากุญแจรถกับกระเป๋าถืออย่างรวดเร็ว อย่างน้อยที่คอนโด—ที่ซึ่งไม่มีใครเฝ้ามอง ไม่มีใครคอยตัดสิน—เธอจะได้ล้มลงโดยไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ของ ‘หลานสาวอัครบดี’
ประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้ง และครั้งนี้ เธอไม่ได้หันกลับมามองสีชมพูหวานเลี่ยนนั่นอีกเลย
ห้องทำงานในคฤหาสน์อัครบดี
ห้องทำงานกว้างใหญ่เงียบสนิทที่ไฟบนเพดานยังสว่างจ้า ทั้งที่ด้านนอกเริ่มมืดลงทุกขณะบรรหารนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ เอกสารกองหนาวางเรียงเป็ระเบียบตรงหน้า แต่ไม่มีหน้าใดถูกเปิดอ่านปลายนิ้วเขาแตะอยู่บนแฟ้มสัญญาฉบับหนึ่ง—สัญญาที่จะช่วยบริษัทให้รอดและผลักลูกสาวของเขาเข้าสู่ชีวิตที่เธอไม่เลือก
เขาหลับตาลงช้า ๆภาพเมญ่าตอนเด็กที่เคยวิ่งเข้ามากอดคอเขาในห้องนี้ผุดขึ้นมา “พ่อเก่งที่สุดเลย” คำพูดใสซื่อในวันนั้นเหมือนค้อนหนักที่ทุบลงกลางอก
ประตูห้องเปิดออกเบาๆ ยาญ่าก้าวเข้ามา ใบหน้าชุ่มน้ำตา มือบางกำชายกระโปรงแน่นราวกับ้าพยุงตัวเองไม่ให้ล้มลง “คุณคะ...” เสียงเธอสั่น “เราไม่ต้องเอาบริษัทก็ได้ไหมคะ พาเมญ่าไปอยู่ที่อื่น ไปเริ่มต้นใหม่กับอะไรง่าย ๆ ทำไร่ ทำสวน ใช้ชีวิตเงียบๆ ก็ยังดีกว่าให้ลูกต้อง...” คำว่าแต่งงานติดค้างอยู่ในลำคอ
บรรหารเงยหน้าขึ้นมองภรรยา แววตาที่เคยเด็ดขาดของผู้บริหาร บัดนี้เหลือเพียงความอ่อนล้า “คุณคิดว่าเมญ่าจะยอมเหรอ” เสียงเขาแ่ต่ำ “เด็กคนนั้นโตมาในโลกแบบนี้ เราเลี้ยงเธอให้เชื่อว่าทุกอย่างจะพร้อมรองรับเธอเสมอ” เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ แต่ไร้แววขัน “แล้วจู่ ๆ จะให้เธอไปเริ่มจากศูนย์… คุณคิดว่าเราสอนเธอให้รับมือกับความลำบากไว้หรือยัง” คำถามนั้นไม่ใช่การโทษลูกมันคือการโทษตัวเอง
ยาญ่าก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น มือบางคว้าแขนเสื้อสามีไว้แน่นราวกับเกาะเชือกเส้นสุดท้าย “แต่ผู้ชายคนนั้น…” น้ำเสียงเธอสั่นพร่า “เขาไม่เคยหยุดอยู่ที่ใคร คุณก็รู้ดี ข่าวผู้หญิงของเขาไม่เคยซ้ำหน้าเลยสักคน” เธอกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “คุณจะให้ลูกสาวฉัน… ต้องใช้สามีร่วมกับผู้หญิงคนอื่นจริง ๆ เหรอคะ” คำถามนั้นแ่เบาดุจขนนกปลิว แต่มันหนักพอจะทำให้ทั้งห้องเงียบงัน
บรรหารเบือนหน้าหนีเพราะภาพที่ภรรยาพูดออกมานั้นเขาเองก็เคยจินตนาการถึง… และเกลียดมันสุดหัวใจ “ยาญ่า…” เขาเอ่ยช้า ๆ “ครั้งนี้ปู่ฟรอสลงมาจัดการเอง” ประโยคนั้นหนักอึ้งกว่าที่ได้ยินเขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สูดลมหายใจลึกเหมือนคนกำลังเตรียมเดินเข้าสู่สนามปะา “ฉันจะลองไปคุยกับพ่ออีกครั้ง”
แม้ลึก ๆ จะรู้ว่าโอกาสชนะนั้นริบหรี่แทบมองไม่เห็นแต่ในฐานะพ่อเขายังอยากลองสู้ดูสักครั้งก่อนจะต้องยอมรับว่าเขาเป็คนลงนามในชะตาชีวิตของลูกสาวตัวเอง
ห้องนอนปู่ปิน คฤหาสน์อัครบดี
ภายในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างเรียบขรึม ปู่ปินนั่งนิ่งราวกับรูปสลัก สายตาฝ้าฟางทอดมองลงไปยังลานหน้าบ้าน เห็นรถของหลานสาวเมญ่าแล่นลับตาไป ทว่าเขากลับไม่ได้เอ่ยปากห้าม... ลึก ๆ ในใจเขาปรารถนาจะให้เธอหนีไปให้พ้นจากกรงขังแห่งนี้ด้วยซ้ำ แต่โลกภายนอกที่เต็มไปด้วยฝูงสุนัขจิ้งจอก นกน้อยผู้ใสซื่ออย่างเธอจะเอาตัวรอดได้อย่างไร หากไม่ใช่ถูกคนอื่นหลอกใช้จนยับเยิน
‘ฉันควรจะสอนให้เธอมองเห็นความจริงที่แสนโสมมของโลก และอ่านใจมนุษย์ให้ทะลุปรุโปร่งกว่านี้’ เขาพึมพำกับตัวเองในใจ
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังแทรกความเงียบ เขาสูดลมหายเข้าลึกๆ เพื่อแสดงความแข็งแกร่งต่อไป “เข้ามา”
บรรหารและยาญ่าก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าอมทุกข์ ปู่ปินเหลือบมองลูกชายและสะใภ้ที่เขาเป็คนเลือกมากับมือ ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย
“พวกแก... ไม่อยากให้ยัยหนูแต่งงานสินะ”
ยาญ่าที่ขอบตายังแดงก่ำรุดเข้ามาอ้อนวอน “คุณพ่อคะ เราพาเมญ่าไปอยู่ที่เมืองอื่นก็ได้นี่คะ ให้ฉันไปขอยืมบ้านพักของทางฝั่งพ่อฉัน... เราหนีไปเริ่มต้นใหม่กันก็ได้”
ปู่ปินสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง “ยาญ่า... เธอคิดว่าเด็กอย่างเมญ่าจะยอมทิ้งความวิไลของเมืองนี้ไปได้จริงๆ หรือ? ขนาดตอนนี้เธอยังเตลิดไปไหนต่อไหนแล้ว อีกอย่าง... การแต่งงานกับอเล็กซ์ อย่างน้อยก็ยังมีตาแก่ฟรอสคอยคุ้มหัว ดีกว่าปล่อยให้คนอื่นมาหลอกใช้เธอเหมือนคนโง่”
“คุณพ่อครับ...” บรรหารครางประท้วง ไม่ยากเชื่อว่าพ่อของตนจะยอมจำนนง่ายดายเพียงนี้
“บรรหาร... ถ้าบ้านเราไม่ล้ม เราย่อมใช้อิทธิพลที่มีโอบอุ้มลูกสาวแกให้เจอสิ่งดี ๆ ได้เสมอ” ปู่ปินหลับตาลงเพื่อซ่อนความหวาดหวั่นที่เริ่มก่อตัว “แต่วันนี้... เราเหลืออะไรไปพยุงความใสซื่อของลูกสาวแกกันล่ะ?”
เขานิ่งเงียบไป พลางนึกถึงความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านิยายมาเฟียข้ามชาติที่ใครเขาเล่ากัน ‘สิ่งที่คนพวกนั้นเป็... มันน่ากลัวกว่าที่พวกแกจินตนาการไว้หลายเท่านัก’ นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ทว่าตาแก่ฟรอสกลับฉวยจังหวะนี้ส่งฟางเส้นบาง ๆ ที่เรียกว่าการแต่งงานมาคล้องคอหลานสาวเขาไว้เป็ตัวประกัน
“คุณพ่อค่ะ พ่อก็รู้ว่าอเล็กซ์เป็คนยังไง พ่อจะยอมให้เมญ่าตกเป็ของเล่นของผู้ชายพรรค์นั้นจริง ๆ หรือคะ?” ยาญ่าตัดพ้ออย่างคนหัวใจสลาย
“ยาญ่า...” ปู่ปินสูดหายใจอีกครั้งราวกับจะเค้นเรี่ยวแรงสุดท้ายออกมา “อีกสองวันฟรอสจะมาที่นี่... กลับไปพักผ่อนเถอะ ฉันไม่อยากพูดอะไรอีกแล้ว”
เขาสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดแต่ทว่าสั่นพร่า ทิ้งให้ความเงียบและความสิ้นหวังเข้าปกคลุมห้องนั้นอีกครั้ง
ห้องทำงานอเล็กซ์ คฤหาสน์ซานเดียร์
อเล็กซ์ยืนเต็มความสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเจ็ดเิเอยู่หน้ากระจกบานสูงเงาร่างของเขาทอดยาวบนพื้นหินอ่อนสีเข้มราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังครองอาณาเขตมือหนึ่งถือแก้ววิสกี้สีน้ำผึ้ง อีกมือคีบบุหรี่ ควันสีเทาลอยอ้อยอิ่งท่ามกลางความเงียบของห้องทำงานสายตาคมเข้มทอดมองลงไปยังสวนเบื้องล่างที่ถูกความมืดกลืนกิน ก่อนจะเลื่อนไปยังขุนเขาอีกลูก—ลานขี่ม้าส่วนตัวที่ปู่ฟรอสสั่งเนรมิตขึ้นอย่างฟุ่มเฟือยมุมปากเขากระตุกเล็กน้อย
“ได้สิ… ในเมื่อปู่้าแบบนั้น” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน เรียบเฉย แต่เย็นจัด “แต่งงานงั้นเหรอ” เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบช้า ๆ
“ถ้ายัยนั่นต้องแหลกสลายคามือฉัน… ปู่ก็อย่ามาโทษกันแล้วกัน” เสียงหัวเราะหยันเบา ๆ หลุดออกมาจากลำคอ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าหัวใจตัวเองกำลังลิงโลดที่แสงสว่างดวงนั้นวิ่งเข้ามาหาเองโดยที่เขาไม่ต้องทำอะไร
เขาหมุนตัวกลับมาทิ้งร่างลงบนเก้าอี้หนังราคาแพงอย่างไม่แยแส โลกทั้งใบดูเหมือนเป็เพียงของเล่นที่วางอยู่ใต้ฝ่าเท้า
สมาร์ทโฟนบนโต๊ะสั่นครืดคราดหน้าจอสว่างวาบ เครื่องนี้คือช่องทางเดียวที่เขาใช้จัดการกับเหล่าตุ๊กตาหน้ารักที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หญิงสาวที่รู้หน้าที่ของตัวเองดี และไม่เคยเรียกร้องเกินส่วนปกติแล้วเขาจะปล่อยให้มันดังจนเงียบไปเองแต่คืนนี้… เขานึกอยากฆ่าเวลานิ้วเรียวยาวกดรับสาย
“ว่าไง” เสียงทุ้มต่ำติดจะรำคาญ
‘คุณอเล็กซ์คะ… เพื่อน ๆ ชวนมาดื่มที่คลับค่ะ’ เสียงปลายสายออดอ้อนอย่างเคย
“ที่ไหน” คำถามสั้น กระชับ ไร้อารมณ์สายตาเขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูบนข้อมือ ซึ่งมูลค่าของมันมากพอจะชุบชีวิตบริษัทอัครบดีให้ฟื้นจากความตายได้ในพริบตา
‘ที่คลับ XXX ค่ะ ห้อง VIP 09 รีบมานะคะ’
อเล็กซ์กดวางสายโดยไม่ให้คำตอบคลับแห่งนั้นก็เป็เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในอาณาจักรที่เขากับปู่ฟรอสถือครองอยู่แล้วจะไปหรือไม่ไปไม่มีใครกล้าถามซ้ำ
คอนโดมิเนียมส่วนตัว ชั้น 25
เมญ่าประคองพวงมาลัยรถกลับมาด้วยหัวใจที่สับสนจนแทบคลั่ง ความอึดอัดที่บ้านบีบคั้นจนเธอต้องแวะห้างสรรพสินค้าแล้วตัดสินใจหิ้วเบียร์มาทั้งถาดเพื่อหวังจะใช้ความเย็นดับไฟที่สุมอยู่ในอก ทว่าความจริงก็ย้อนกลับมาทำร้าย เมื่อเบียร์ถาดใหญ่นั้นหนักเกินกว่าที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะแบกจากลานจอดรถไปถึงลิฟต์ได้โดยไม่หอบ “ตอนซื้อไม่คิด พอจะยกขึ้นมาล่ะลำบากเชียวนะเมญ่า...” เธอยืนบ่นพึมพำกับตัวเองพลางลูบหน้าเรียกสติ ก่อนจะตัดสินใจฮึบแบกอนาคตแห่งความเมามายเ่าั้มุ่งหน้าสู่ลิฟต์อย่างทุลักทุเล
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณดังขึ้นเมื่อถึงชั้น 25 เธอรวบรวมเรี่ยวแรงยกถาดเบียร์อีกครั้งแล้ววิ่งวุ่นเข้าห้องไป มือบางรีบคว้าแก้วใส่น้ำแข็ง เปิดกระป๋องเบียร์จนเสียงฟองฟูฟ่องดังสะท้อนความเงียบ เมญ่าเทน้ำสีทองอำพันลงแก้วแล้วเดินไปทรุดตัวนั่งลงกับพื้น หลังพิงโซฟาตัวหนา สายตาทอดมองผ่านกระจกบานกว้างไปยังแสงไฟระยิบระยับของรถยนต์ที่เบียดเสียดกันบนถนนเบื้องล่าง
ความเย็นจัดของเบียร์อึกแรกช่วยชะล้างความรุ่มร้อนได้เพียงชั่วครู่ ‘ครอบครัวของพี่ธีร์จะช่วยบริษัทคุณพ่อได้ไหมนะ... หากฉันหนีจากตาแก่อเล็กซ์นั่นไปพึ่งพาตระกูลสิรภพของพี่ธีร์แทน’ เธอรำพึงอย่างมีความหวังอันริบหรี่ ‘ถ้าฉันไม่ยอมล่ะ? ถ้าฉันหนีไปให้พ้นจากกงการนี้เสียตอนนี้...’
เธอหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาไถหน้าจอหวังเบี่ยงเบนความสนใจ แต่กลับเหมือนโลกจงใจกลั่นแกล้ง ข่าวซุบซิบของ ‘อเล็กซ์ ซานเดียร์’ ที่ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าโผล่ขึ้นมาตอกย้ำความโชคร้าย “เื่งี่เง่าอะไรกันเนี่ย สมาร์ทโฟนนี่มันอ่านใจฉันออกหรือไง!” เมญ่าเลื่อนหน้าจอผ่านไปด้วยความฉุนเฉียว เธอไม่อยากรับรู้แม้แต่เศษเสี้ยวชีวิตของผู้ชายมักมากคนนั้น
ครืน... ครืน...
เสียงสั่นจากโทรศัพท์ทำเอาเธอเกือบใจนทำแก้วหลุดมือ
“มีอะไรยัยจุ่ม...” เมญ่าพยายามคุมโทนเสียงพลางลูบอกตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกขวัญ
‘หืม... ต้องมีธุระด้วยหรือจ๊ะถึงจะโทรหาเพื่อนรักได้’ ปลายสายตอบกลับเสียงใส
“ฉันกำลังไถฟีดอยู่พอดี แกโทรมาโชคดีแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่โยนโทรศัพท์ทิ้ง”
‘นี่... ได้ข่าวว่าตกลงคบกับพี่ธีร์แล้วเหรอ? ั้แ่เมื่อไหร่! กล้าดียังไงมีความลับกับฉันฮะ?’ ปลายสายถามอย่างออกนอกหน้า
น้ำเสียงตื่นเต้นของเพื่อนสาวทำเอาเมญ่าชะงักงัน เธอหลับตาลงอย่างรวดร้าว ความรักที่เพิ่งจะเริ่มต้นผลิบานกลับถูกพายุลูกใหญ่พัดเข้าใส่จนยับเยิน “จุ่ม... ฉัน... ฉัน...”
‘ฉันอะไรล่ะ! พามาเปิดตัวหน่อยสิแก ฉันอยากรู้จะแย่แล้ว’
ความรู้สึกแปลบปลาบแล่นพุ่งเข้าสู่กลางอก ลำคอสาวน้อยแห้งผากจนแทบไร้เสียง “ฉัน... ทำไม่ได้หรอกจุ่ม”
‘เมญ่า... แกร้องไห้เหรอ? เกิดอะไรขึ้น!’ เพื่อนสนิทเริ่มจับสังเกตุถึงความสั่นเครือได้
“ฉันวางสายก่อนนะจุ่ม ฉันอยากอยู่คนเดียว” เมญ่ากดวางสายทันที
เธอหันกลับมาจ้องหน้าจออีกครั้ง ข่าวเก่าๆ ของอเล็กซ์ยังคงหลอกหลอนอยู่ประปราย ผู้ชายที่อายุห่างกันมากขนาดนั้น... เธอจะรอดพ้นจากเงื้อมมือเขาได้อย่างไร? ‘หากฉันขอร้องเขาหลังแต่งงาน... ให้เราต่างคนต่างอยู่ เคารพกันแค่เพียงในทางกฎหมาย เขาจะยอมไหมนะ? ให้เขาเดินควงผู้หญิงของเขาไป ส่วนฉันก็เป็เพียงิญญาในบ้าน... เขาจะใจร้ายพอที่จะตกลงไหม?’
เมญ่ายกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ความขมปร่ากระจายไปทั่วลิ้น เธอปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปทั้งคืน นั่งเหม่อมองออกไปยังโลกภายนอกผ่านกระจกบานใหญ่ที่อ้างว้าง ปล่อยให้สมาร์ทโฟนสั่นเครือครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยสายเรียกเข้าที่เธอไม่คิดจะกดรับอีกเลย
กลางดึก ณ คอนโดชั้น 25
แกร๊ก...
เสียงสลักประตูปลดล็อกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด ระบบรักษาความปลอดภัยที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในย่านนี้ กลับไร้ความหมายเมื่อเผชิญกับอิทธิพลของชายผู้มาเยือน ร่างสูงตระหง่านหนึ่งร้อยเก้าสิบเจ็ดเิเก้าวเข้ามาในห้องที่อบอวลด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ เรือนผมสีดำขลับและเงาร่างอันใหญ่โตทอดทับลงบนร่างบางของเมญ่าที่นอนหมดสติอยู่บนโซฟา โดยที่เธอไม่อาจล่วงรู้เลยว่าพยัคฆ์ร้ายได้ย่างกรายเข้ามาถึงรังนอน
บาร์โชว์ลูกน้องคนสนิทก้าวตามเข้ามาติด ๆ ขณะที่อเล็กซ์ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ
ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องพักที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายในสไตล์มินิมอล เน้นโทนสีเทาและเบจดูสะอาดตา ข้าวของทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบในพื้นที่เล็ก ๆ เพียงไม่กี่ตารางเมตร แต่มันกลับดูอบอุ่นอย่างประหลาดในสายตาคนนอก
“คงประมาณนี้... แกจดจำรายละเอียดพวกนี้ไว้ อย่าให้ผิดพลาด” อเล็กซ์เอ่ยเสียงเรียบกับลูกน้อง
“เ้านายครับ...ให้ผมพามาดามไปนอนพักบนเตียงดีไหมครับ? เครื่องปรับอากาศเย็นขนาดนี้...” บาร์โชว์เอ่ยแนะนำด้วยความนอบน้อม เพราะหญิงสาวที่สลบไสลอยู่นี้คือว่าที่นายหญิงคนใหม่ของตระกูลซานเดียร์
“หึ...” อเล็กซ์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาเ็าไร้ความปรานี “ปล่อยให้มันหนาวตายอยู่ตรงนั้นแหละ ฉันไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก”
เขาหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูงอีกครั้งพลางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ “ในเมื่อเห็นตัวเป็ ๆ แล้วก็กลับ รายละเอียดไร้สาระพวกนี้ให้ช่างจัดการจัดห้องที่บ้านตามคำสั่งตาแก่ฟรอสก็พอ”
อเล็กซ์สอดมือเข้ากระเป๋ากางเกง รอยยิ้มที่มุมปากชั่งน่าขนลุก แล้วสาวเท้าเดินกลับออกไปจากห้องทันที โดยไม่แม้แต่จะชายตามองร่างบางที่นอนคุดคู้ด้วยความหนาวเหน็บอยู่เื้ัแม้เพียงหางตา