ในลานเล็ก ๆ มีแปลงหญ้าอยู่ ซ่งจินเหยาวางโม่ซีซีลงแล้วปล่อยให้เด็กน้อยเดินเตาะแตะไปมา แม้จะยังเดินสะดุดล้มบ้าง แต่ก็สนุกมาก ขณะเดียวกันซ่งจินเหยาก็เดินตามหลังอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กน้อยหกล้ม
เด็กในวัยเดียวกันกับนางน่าจะเดินได้แล้ว แต่สาเหตุที่โม่ซีซียังเดินไม่ได้นั้น ประการแรก เป็เพราะขาดสารอาหาร และประการที่สอง อาสะใภ้ห้าไม่เคยปล่อยให้นางได้เดินด้วยตัวเอง เพราะกลัวว่านางอาจจะไปชนเข้ากับอะไรบางอย่างและได้รับาเ็
ในที่สุดเท้าน้อย ๆ ก็ได้ััพื้น โม่ซีซีตื่นเต้นดีใจมาก นางล้มลงหลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เมื่อไม่ได้รับาเ็นางก็ลุกขึ้นและเดินเซไปข้างหน้าพร้อมกับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากไปด้วย
ส่วนหยางซู่หลานที่รีบวิ่งเข้าไปในบ้าน แต่กลับไม่เจอท่านตาท่านยายของนาง เห็นแต่พี่ชายยืนอยู่จึงร้องเรียก
“ท่านพี่ ตอนออกไปซื้อของถุงเงินของข้าถูกขโมย ก็เลยต้องหยิบยืมคนอื่นมา ตอนนี้ต้องคืนเงินให้เขาหนึ่งตำลึง”
หยางเจียนปิ่งขมวดคิ้วมุ่น “เ้าถูกขโมยเงินหรือ? แล้วทำไมต้องยืมคนอื่น? ยืมใครมา?”
หยางซู่หลานเอื้อมมือไปคว้าถุงเงินที่เอวของเขา เปิดดูเงินที่อยู่ข้างใน “ซ่งจินเหยา! ข้าบังเอิญไปเจอนาง”
ทันทีที่นางพูดออกไปเช่นนั้น สีหน้าของหยางเจียนปิ่งก็พลันเปลี่ยนไป เขารีบคว้าถุงเงินกลับมา
“เ้าพา ‘ผู้หญิงคนนั้น’ มาที่นี่หรือ?”
“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ? เอาเงินมาให้ข้า!”
เขาผลักน้องสาวออกไปด้วยท่าทีรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด “ผู้หญิงคนนั้นเ้าเล่ห์และหลอกลวง นางคงรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ก็เลยตั้งใจหลอกให้เ้าพานางมา!”
หยางซู่หลานจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง โบกมือไปมาตรงหน้าเขาคล้ายจะเตือน พอเห็นเขาหงุดหงิด ก็รีบฉวยถุงเงินและพุ่งตัวออกไปด้านนอกทันที
“เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านอยู่ที่นี่!”
นางไม่ได้บอกซ่งจินเหยาว่าหยางเจียนปิ่งจะมาที่นี่ อีกอย่าง...สำนักศึกษายังเปิดปกติ และหยางเจียนปิ่งก็น่าจะยุ่งอยู่กับการเรียน
วันนี้มารดาขอให้หยางเจียนปิ่งมาอยู่กับนาง เพียงเพราะไม่อยากเห็นลูกสาวต้องโดดเดี่ยว
พรุ่งนี้เขาถึงจะกลับ
หยางซู่หลานวิ่งออกไปด้านนอก หยิบเงินออกมาจากถุง จากนั้นก็ใส่เหรียญทองแดงเพิ่มลงไปอีกสิบเหรียญก่อนจะส่งให้ซ่งจินเหยาทั้งหมด
“นี่...เอาไปสิ ที่เหลือก็เอาไปซื้อขนมให้ซีซีนะ”
เด็กน้อยเข้าใจคำว่า ‘ขนม’ จึงยิ้มกว้างทันที หยางซู่หลานถึงกับพึมพำในความน่ารักน่าเอ็นดูของนาง และหอมแก้มโม่ซีซีฟอดใหญ่
ซ่งจินเหยาได้แต่อมยิ้มกับภาพที่เห็น มิได้แสดงท่าทีเกรงใจเื่เงินที่มากจนเกินงาม เพียงเอ่ยขอบคุณหยางซู่หลานแล้วอุ้มโม่ซีซีจากไป
หยางเจียนปิ่งยืนดูอยู่ที่หน้าต่างห้องด้านข้าง เมื่อเห็นแผ่นหลังของหญิงสาวลับหายไป แววตาของเขาก็ยิ่งมืดมนลง
นางออกจากตระกูลหลี่มาได้แค่สองวันเท่านั้น เหตุใดนางจึงไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ ตอนนี้นางสวมเพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบและไม่มีเครื่องประดับแม้แต่ชิ้นเดียว
เห็นได้ชัดว่านางทำเช่นนี้โดยตั้งใจ…พยายามเรียกความเห็นใจจากเขาอย่างนั้นหรือ?
น่าขัน มีหรือที่เขาจะมองไม่เห็นกลอุบายเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้? มารดาของเขาบังคับให้หมั้นกับซ่งจินเหยา หลังจากนั้นนางก็คอยตามติดเขามาตลอด ทว่าเขาไม่เคยมีใจให้นางเลย
หญิงสาวชั้นต่ำที่มีบิดาเป็พ่อค้า นางคิดว่าจะดึงดูดความสนใจของเขาได้เพียงเพราะหน้าตาของนางอย่างนั้นหรือ เกินจะทนจริง ๆ
แม้ว่านางจะไล่ตามเขามาถึงที่นี่ เขาก็ไม่มีใจให้นางหรอก
อย่างไรก็ตาม เขาอดไม่ได้ที่จะคิดถึงผู้หญิงอีกคน หลี่อิ๋งเซี่ยที่เพิ่งได้พบเมื่อวานนี้ นั่นทำให้คิ้วของเขายิ่งขมวดแน่นขึ้น
มารดาของเขาได้เปลี่ยนตัวคู่หมั้นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเขา มันทำให้เขาหงุดหงิดมากกว่าเดิม —หลี่อิ๋งเซี่ยผู้นี้ดูเป็ผู้หญิงที่ไร้รสนิยมยิ่งกว่าซ่งจินเหยาเสียอีก
ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าการแต่งงานกับซ่งจินเหยาเป็เพียงเื่ที่บิดามารดาจัดการให้ ต่อให้เขาไม่ได้มีใจให้นาง มันก็ยังเป็เื่ที่ยอมรับได้ ทว่ากับหลี่อิ๋งเซี่ย…
หยางเจียนปิ่งกัดริมฝีปากแน่น หมุนตัวสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงแล้วเดินจากไป
…
ทั้งหมดนี้ซ่งจินเหยาไม่รู้เื่เลย หลังออกจากบ้านตระกูลเผิงแล้ว นางก็ขึ้นเกวียนเทียมลาและมุ่งหน้ากลับบ้านทันที
เมื่อถึงทางเข้าหมู่บ้าน นางก็บังเอิญได้พบกับสองพี่น้องโม่เจิ้งตงและโม่เจิ้งหนาน ทั้งคู่ดูตึงเครียดและเฝ้าดูอย่างระแวดระวัง ราวกับกำลังรอใครสักคนอยู่ แต่ทันทีที่พวกเขาเห็นนาง ความตึงเครียดบนใบหน้าก็คลายลง
โม่เจิ้งหนานไม่สามารถเก็บซ่อนความวิตกของเขาได้ และรีบวิ่งเข้าไปอุ้มโม่ซีซีทันที
“ท่าน...ท่านไปไหนมา?”
ซ่งจินเหยาเดาว่าเมื่อเด็กทั้งสองค้นพบว่าโม่ซีซีหายไป พวกเขาคงคิดว่านางแอบพาน้องสาวหนีไปแล้ว แต่ก็ถือว่าโชคดีที่พวกเขารออยู่ ซ่งจินเหยาจึงไม่จำเป็ต้องขอร้องให้คนขับเกวียนช่วยขนของให้แล้ว
ถนนในฤดูหนาวนั้นลื่นและยากจะผ่านเข้าไปได้ เกวียนเทียมลาจึงไปได้แค่ปากทางเข้าหมู่บ้านเท่านั้น ไปข้างในลึกกว่านี้ไม่ได้แล้ว
โม่เจิ้งตงกลัวว่าน้องชายจะทำเด็กน้อยหลุดมือ จึงรีบอุ้มโม่ซีซีไว้ในอ้อมแขนแล้วพูดเบา ๆ "ไปช่วยถือของเถอะ"
น้ำเสียงของเขาค่อนข้างเข้มงวด เมื่อโม่เจิ้งหนานรู้ตัวว่าทำผิดก็หันไปมองซ่งจินเหยาด้วยความเก้อเขิน ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับห่อของจากมือของคนขับเกวียน
ของที่ซื้อมามีเยอะมาก แบ่งออกเป็สองห่อใหญ่ โดยใช้ผ้าหยาบห่อไว้ ซ่งจินเหยาส่งห่อที่เล็กกว่าให้กับโม่เจิ้งหนาน ส่วนตัวเองถือห่อที่ใหญ่กว่า
“พวกเ้าคงหิวมากสินะ วันนี้ข้าเจอเื่นิดหน่อยเลยกลับช้า เจิ้งตง เ้ารู้จักใครที่ขายไข่ในหมู่บ้านใกล้เคียงไหม?”
โม่เจิ้งตงเอ่ยตอบ “มีครอบครัวหนึ่งที่ตลาดข้าง ๆ เลี้ยงไก่ไว้หลายตัว ไปซื้อไข่ได้ตลอดขอรับ”
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เลี้ยงไก่กันเอง พอกินพอใช้ บางครั้งบางคราวก็จะเก็บไข่ขายบ้าง แต่ก็ไม่เสมอไป ดังนั้นจึงมีเพียงครอบครัวที่เลี้ยงไก่จำนวนมากเท่านั้นที่จะมีไข่ไก่ไว้สำหรับขายตลอดเวลา
ซ่งจินเหยาพยักหน้า “เดี๋ยวเ้าไปซื้อไข่ไก่ ให้เจิ้งหนานดูแลซีซี ส่วนข้าจะไปทำกับข้าว”
ทุกคนต่างได้รับมอบหมายหน้าที่ มื้ออาหารวันนี้มีเพียงอาหารง่าย ๆ เนื้อผัดสองจาน ไข่ตุ๋นหมูสับหนึ่งจาน นางยังทำน้ำแกงใส่ผักเพิ่มอีกหนึ่งหม้อด้วยความเคยชิน ก่อนยกขึ้นโต๊ะ นางก็อุ่นอาหารที่ซื้อมาอีกเล็กน้อย
อาหารจากร้านถือเป็อาหารหรูหราสำหรับชาวบ้าน แม้แต่ในครอบครัวที่พอมีเงิน ยังเลือกที่จะทำอาหารกินกันเองมากกว่าเพราะมีราคาถูก
เมื่อก่อนบ้านตระกูลโม่ไม่เคยมีชีวิตที่สุขสบาย แม้ว่าหลังจากที่โม่หงเชินกลับมาแล้วและทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น แต่เขาก็ไม่มีมาเวลาดูแลเด็ก ๆ ทั้งสามคน ทำให้พวกเด็ก ๆ ไม่เคยได้ลิ้มรสอาหารเช่นนี้มาก่อน ตอนนี้พอได้กลิ่นหอม ๆ ก็น้ำลายสอจนแทบจะอดใจไม่ไหว
ถึงกระนั้น เด็กชายทั้งสองก็ยังลังเลและไม่กล้าที่จะเอื้อมมือไปคีบอาหาร อาหารทำเองนั้นไม่เป็ไร แต่อาหารที่ซ่งจินเหยาเป็คนซื้อมานี่สิ เพราะนางไม่ได้บอกว่าพวกเขาสามารถกินมันได้ พวกเขาจึงไม่กล้าแตะต้อง
หลังจากจัดการอาหารให้โม่ซีซีแล้ว ซ่งจินเหยาสังเกตเห็นว่าเด็กชายทั้งสองคีบแต่ผัดผักจึงขมวดคิ้ว
“พวกเ้ากำลังโต ้าสารอาหารที่เหมาะสม ต้องกินอาหารให้ครบห้าหมู่ โดยเฉพาะเนื้อก็ต้องกินมากหน่อย วันนี้กับข้าวเยอะ ข้าเลยไม่ได้ซื้อผักมามากนัก เอ้า..อันนี้เนื้อตุ๋น ลองกินอาหารที่หลากหลายดูบ้าง”
เมื่อกินอาหารใกล้เสร็จ ซ่งจินเหยาจึงเอ่ยถาม “"เจิ้งตง เ้ามีกระดาษกับพู่กันบ้างไหม?”
“มีขอรับ”
“เอามาให้ข้าหน่อยสิ ข้าต้องวาดแบบร่าง อีกไม่กี่วันท่านพ่อของเ้าจะส่งคนมาทำเครื่องเรือนใหม่ให้”
หลังจากที่โม่เจิ้งตงนำกระดาษกับพู่กันมาให้นาง ซ่งจินเหยาก็กำชับเด็ก ๆ "คนหนึ่งล้างจาน อีกคนเอาอาหารไปให้ท่านพ่อ แบ่งงานกันทำนะ ข้าต้องวาดรูป"
ในบ้านไม่มีโต๊ะเขียนหนังสือเลย และโต๊ะกินข้าวก็เล็กเกินไป นางจึงเดินไปใช้โต๊ะตัวใหญ่ในห้องโถงแทน
ซึ่งมันก็ทำให้สามารถดูแลโม่ซีซีได้สะดวกขึ้นพอดี
เมื่อนางมาถึงห้องโถง ก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าดังขึ้นที่หน้าประตู ตามมาด้วยเสียงดุด่าแหลมสูงของอาสะใภ้ห้า
อาสะใภ้ห้าเดินเข้ามาในบ้าน เหลือบมองห่อข้าวในมือของโม่เจิ้งหนาน ก็รีบพูดขึ้นทันทีว่า “เจิ้งหนาน จะเอาข้าวไปให้พ่อเ้าหรือ? ข้าไปเอง ข้าไปเอง!”
ทันทีที่โม่เจิ้งหนานเห็นท่านย่าห้า เขาก็หดตัวโดยสัญชาตญาณ ราวกับว่าเป็การตอบสนองโดยธรรมชาติ เขารีบวิ่งไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังซ่งจินเหยา พร้อมทั้งซ่อนห่อข้าวไว้ด้านหลังตัวเอง
สีหน้าของอาสะใภ้ห้าเปลี่ยนไปทันที “ไอ้เด็กไม่รักดี! จะทำอะไร? ยังไม่รีบเอามาให้ข้าอีก! เอามา!”
.
.
.