ตอนที่ 3
ไม่อยากเป็สัตวแพทย์แล้ว
กลิ่นสาบหมาแมวและยาฆ่าเชื้อแตะจมูกั้แ่ประตูห้องนอนเปิดออก ไป๋เซี่ยหนิงยืนนิ่งอยู่หน้าประตู จมูกยู่ รู้สึกไม่ดีกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ลอยคลุ้งไปทั่ว ร่างในชุดนอนยับย่น ขาััพื้นไม้เย็นเฉียบ ดวงตาเรียวทอดมองลงไปยังโถงด้านล่างของโรงพยาบาลสัตว์สองชั้นที่เธออาศัยอยู่
“ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่ในความทรงจำของฉันเลยนะ ปกติแล้วมนุษย์คนอื่นที่เธอบอกฉันก็ไม่อยู่กันแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” เธอถามระบบ
[ปกติแล้วมนุษย์ไม่อยู่อาศัยที่นี่ ที่นี่คือโรงพยาบาลสัตว์ แต่เธออยู่เพราะเธอเป็เ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้]
ไป๋เซี่ยหนิงใมากกับข้อมูลที่ระบบเพิ่งบอกมา เธอเป็เ้าของโรงพยาบาล…นั่นคือสถานที่สำหรับการรักษา แต่ว่าเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการรักษาเลย เธอฆ่าเป็อย่างเดียว อย่างนี้จะทำอย่างไรดี
หญิงสาวเลิกคิดเพราะตอนนี้มีแต่ความเงียบ...เงียบอย่างประหลาด ทั้งที่ควรเต็มไปด้วยเสียงหอน เสียงเห่า หรือแม้แต่เสียงกรงกระทบกันเบา ๆ แต่ทุกอย่างนิ่งสนิท
เธอก้าวลงบันไดทีละขั้น ฝ่าอากาศที่ยังเย็นชื้นเหมือนยังไม่ตื่นเต็มตา ตรงเคาน์เตอร์ยังมีแก้วกาแฟวางทิ้งไว้เมื่อวาน เช็ดขอบไว้เรียบร้อย รอยจางจากน้ำหยดใต้แก้วยังติดอยู่
ไป๋เซี่ยหนิงชะงักเมื่อเดินผ่านกรงแมว แมวสามสีในนั้นลืมตาขึ้นสบเธอ แล้วตัวแข็งทื่อ หางพองฟูจนแทบะเิ เสียงขู่ดังออกจากลำคอเล็ก ๆ
ในกรงถัดไป ลูกหมาพันธุ์เล็กที่นอนหลับพลิกตัวก่อนจะลืมตา แล้วตัวสั่นจนน้ำในถ้วยข้างกรงกระเพื่อม จากนั้นมันก็กลิ้งหงายท้องแล้วแน่นิ่งไป
“...ตายแล้วหรือ” เธอถามเบา ๆ แต่ไม่มีใครตอบ นอกจากเสียงแมวที่ยังขู่อยู่ “หุบปากน่า” เ้าแมวเงียบไปทันที ลมหายใจชะงักไปเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นอุดจมูกไว้ แล้วมันก็ล้มลงไปอีกตัว
ไป๋เซี่ยหนิงเหลือบตามองขึ้นไปยังกล้องวงจรปิดมุมห้อง
เธอไม่รู้ว่ากล้องนั้นทำงานอยู่หรือไม่ แต่เธอแน่ใจว่าแสงสีแดงกระพริบอยู่...กล้องนั่นมองเห็นหมดสินะ ว่าสัตว์ตัวนั้นตายต่อหน้าทันทีที่เห็นเธอ
“ต้องช่วยมันหรือไม่ ทำอย่างไรดีล่ะ”
[แนะนำให้โฮสต์เอาตัวเองออกห่างก่อนจะมีสัตว์ตายเพิ่มมากกว่านี้] เสียงเอไอตอบมาแฝงไปด้วยความอ่อนใจ ดูเหมือนว่าการเลือกปีศาจงูตนนี้มาทำภารกิจจะเป็การเลือกที่ผิดพลาด ระบบเริ่มเสียใจแล้ว
“อ้อ”
ไป๋เซี่ยหนิงรู้ตัวดีว่าพลังจิตของตนนั้นรุนแรง สัตว์เหล่านี้ไม่มีทางทนได้ เธอไม่รั้นยื่นมือเข้าไปยุ่ง รีบวิ่งกลับขึ้นไปบนห้อง คุ้ยหาเสื้อยืดสีขาวสกรีนลายโรงพยาบาลสัตว์กับกางเกงยีนขายาวตัวหนึ่งมาแล้วเข้าห้องน้ำอาบน้ำอย่างสบายใจ
แต่งตัวหวีผมดูเป็ผู้เป็คนเรียบร้อยก็คว้ามือถือมาถ่ายรูปเซลฟี่อย่างที่ระบบบอก ก่อนจะโพสภาพลงไปอย่างแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา ภาพถ่ายของเธอจึงดูเหมือนหุ่นไม้อ้วนกลมไม่มีชีวิตจิตใจ
เธอลูบท้องที่หิวโหยของตัวเองเบาๆ พลางครุ่นคิดว่าจะหาอะไรมาเติมเต็มมันดี แม้ภาพซอมบี้ชวนสยองยังคงตราตรึงอยู่ แต่เธอก็หิวไม่ไหวแล้ว
[ฉันสอนเธอสั่งเดลิเวอรี่ไปแล้วนะ] เสียงระบบดังขึ้นอย่างเ็า
“ข้าไม่ได้ฉลาดนักก็จริง แต่ให้เวลาข้าปรับตัวเล็กน้อย ข้าจะไม่ทำตัวโง่เง่าแบบนี้อีกแน่นอน” พูดแล้วก็สั่งอาหารตามใจ
ไป๋เซี่ยหนิงค้นพบว่าอย่างน้อยข้อดีของร่างนี้ก็คือเธอรวยมาก! ในการเรียนรู้ที่ระบบสอนมาเมื่อครู่นั้นบอกไว้ว่ามนุษย์ต้องมีเงินสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หากไม่มีก็ต้องทำงานหาเงิน เธอเองก็ยังกลุ้มใจอยู่เล็กน้อยว่าตนเองจะหางานหาเงินมาใช้เอาชีวิตรอดไปพร้อมกับการทำภารกิจจากระบบได้อย่างไร แต่ดูยอดเงินในบัญชีตอนนี้ก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว!
“นี่มัน…กี่หน่วย ขอนับหน่อย…”
เธอจ้องตัวเลขในแอปธนาคารอย่างจริงจัง ก่อนจะยกนิ้วขึ้นมานับตามไปทีละหลัก
“หน่วย…สิบ…ร้อย…พัน…หมื่น…แสน…ล้าน…สิบล้าน…ร้อยล้าน!”
เสี้ยววินาทีถัดมา เสียงหัวเราะก็ะเิออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!” หญิงสาวหัวเราะลั่นจนสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ตัวสั่นด้วยความกลัว บางตัวเกือบจะช็อกตายไปอีกครั้ง
“นี่มันคือพรหมลิขิต! มนุษย์ร่างนี้เกิดมาเพื่อให้ข้าเสวยสุขโดยแท้ๆ”
[วันสิ้นโลกจะมาแล้วเอาเงินไปเสวยสุขที่ไหน]
เสียงเย็นเยียบของระบบแทรกขึ้นกลางหัวสมอง ราวกับน้ำแข็งสาดใส่หน้ากลางเปลวเพลิง
ไป๋เซี่ยหนิงที่เพิ่งหัวเราะลั่นเมื่อครู่ถึงกับชะงักค้าง
“...เ้าต้องขัดข้าแม้กระทั่งเวลาข้าดีใจหรือ”
[ไม่มีเวลาให้เ้าหลงระเริง]
หญิงสาวหุบยิ้มแทบไม่ทัน ลูบกล่องเงินในแอปเบา ๆ อย่างอาลัยอาวรณ์
“…เข้าใจแล้ว ข้าก็โพสต์ภาพไปแล้วไง ตอนนี้ได้ความชื่นชอบเท่าไหร่แล้วล่ะ”
[3]
“...น้อยจัง”
ต้องโทษที่ผู้ติดตามบัญชีเว่ยป๋อของเ้าของร่างเดิมนั้นน้อยจนน่าสงสาร
[ร่างเดิมของโฮสต์เป็ลูกคนที่สามของตระกูลเซี่ย ชื่อว่าเซี่ยหนิง]
[ครอบครัวทำธุรกิจบันเทิง และเป็เ้าของบริษัทเฉียนซีเอนเตอร์เทนเมนท์ ซึ่งเป็หนึ่งในบริษัทบันเทิงชั้นนำของประเทศ]
[เพื่อสะสมค่าชื่อเสียง โฮสต์จำเป็ต้องกลับไปหาครอบครัว และประกาศว่าจะเข้าสู่วงการบันเทิง]
แค่เพียงพูดถึงครอบครัว หญิงสาวก็นึกไปถึงคนในรูปถ่ายทั้งห้า แล้วเธอก็ทำหน้ายู่ ครอบครัวแบบนั้นจะช่วยเธอเข้าวงการบันเทิงได้จริงเหรอ ทำไมฟังดูเพ้อเจ้ออย่างไรชอบกล
“ไม่เอา ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวมันวุ่นวายซับซ้อน ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขา”
[หากไม่เข้าสู่วงการบันเทิง โฮสต์จะรักษาสัตว์ต่อจากอาชีพเดิมของร่างนี้หรือ]
[ระบบประเมินแล้ว: โฮสต์ไม่สามารถรักษาได้แม้แต่แมวเป็ไข้]
“…เ้ากำลังดูถูกข้างั้นรึ!”
[ข้อเท็จจริง: โฮสต์ไม่มีความรู้ด้านสัตวแพทย์ใด ๆ]
[ยังไม่สามารถแยกความต่างระหว่างสุนัขกับสุนัขจิ้งจอก]
[ไม่แนะนำให้ทำลายชื่อเสียงเดิมของร่างนี้ด้วยการเปิดโรงพยาบาลรักษาสัตว์เอง]
ไป๋เซี่ยหนิงอยากจะเถียงว่าตนเองไม่โง่ ตนเองสามารถเรียนรู้หลักการได้ แต่พอนึกถึงศพหมาแมวที่นอนตายอยู่ชั้นล่างแล้วก็ถอนใจ…เป็สัตวแพทย์ดูจะยากเกินไปจริงๆ แหละ
“…งั้นเข้าสู่วงการบันเทิงก็ได้!”
คิดแล้วก็ลงมือทำทันที ถ้าจะให้กลับไปหาครอบครัวมันก็คงยากเกินไปสำหรับเธอในตอนนี้ แต่ก็ต้องขอบคุณเทคโนโลยีของมนุษย์ที่ประดิษฐ์โทรศัพท์มือถือขึ้นมา การกดหาเบอร์ของคนในครอบครัวไม่ใช่เื่ยาก แค่ััปลายนิ้วไม่กี่ทีก็ได้แล้ว
“ข้าจะโทรหาพี่ชายเ้าของร่าง เขาน่าจะคุยง่ายที่สุด เขาชื่ออะไร”
[เซี่ยอวี่]
หญิงสาวไล่หารายชื่ออย่างสบายใจ แต่ไล่ไปจนเกือบสุดถึงจะพบ แสดงให้เห็นว่าเธอคุยกับคนในครอบครัวน้อยมากจริงๆ เธอหยุดนิ่งไปพักหนึ่ง ครุ่นคิดว่าการที่อยู่ดีๆ โทรไปหาจากที่ไม่เคยโทรนี่จะแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติหรือไม่
อย่าคิดเยอะเลย อย่างไรเธอก็ไม่ใช่น้องสาวตัวจริงของเขาอยู่แล้ว
เธอกดโทรออกไป ไม่นานก็ได้ยินเสียงทุ้มตอบกลับจากปลายสาย
(ว่าไง หนิงหนิง โทรหาพี่มีเื่อะไรรึเปล่า)
เขาดูเป็มิตรอย่างที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด ดังนั้นไป๋เซี่ยหนิงจึงพูดออกไปตามตรง
“ฉันไม่อยากทำงานที่นี่แล้ว ฉันอยากเข้าวงการบันเทิง”
เซี่ยอวี่แปลกใจไม่น้อย เกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวคนนี้ของเขากัน เธอออกจะรักงานของเธอมากไม่ใช่เหรอ ถึงขนาดเปิดโรงพยาบาลเองแล้วย้ายออกไปอาศัยอยู่ที่นั่น ทำไมจู่ๆ ถึงไม่อยากทำแล้วล่ะ แล้วไอ้ที่ว่าจะทำงานในวงการบันเทิงคืออะไร เธอไม่ชอบมันเอามากๆ บอกว่าไม่อยากให้คนอื่นเอาเธอไปเปรียบเทียบเซี่ยหยวนไม่ใช่เหรอ
(พูดใหม่อีกที) เขาย้ำเพราะคิดว่าตนเองหูฝาดฟังผิดไป
“ฉันไม่อยากทำงานกับหมาแมวแล้ว ฉันจะเข้าวงการบันเทิง”
(อะไรนะ!)
“หูไม่ดีรึไง ไปรักษาหูก่อนมั้ย” ไป๋เซี่ยหนิงเผลอตัวะเิอารมณ์ออกไป พอนึกขึ้นได้ก็ย้อนความพูดซ้ำอีกรอบ
แม้เซี่ยอวี่จะรู้สึกได้ว่าน้องสาวแปลกไปจากแต่ก่อนแต่ก็คิดในแง่บวกว่าคงมีเื่อะไรกระทบกระเทือนจิตใจเกิดขึ้นทำให้เธอไม่อยากเป็สัตวแพทย์ต่อแล้ว ถึงขั้นจะยอมละทิ้งโรงพยาบาลที่เธอรักแสนรักลงได้
(ใจเย็นๆ ก่อน เกิดอะไรขึ้นที่โรงพยาบาลเหรอ เธอทำหมาตายเหรอ)
ไป๋เซี่ยหนิงชะงักไป
“รู้…รู้ได้ยังไง”
(เอาน่า ไม่ใช่เื่ใหญ่ ทำหมาตายก็จ่ายเงินชดเชยไป เรามีเงินไม่เป็ไรหรอก ตายตัวเดียวไม่เสียชื่อเสียงเท่าไหร่ ฉันจ่ายให้เธอได้อยู่แล้ว) ชายหนุ่มพูดอย่างสบายๆ ราวกับว่าเื่นี้เป็แค่เื่เล็กน้อย
“ไม่ได้ตายตัวเดียวนะ”
(อ้อ…ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อยู่ดี) เขาตอบอย่างไม่แยแส
“ฉันทำตายทั้งโรงพยาบาลเลยและถ้ายังเปิดรับลูกค้าต่อไปฉันก็จะทำตายเพิ่มอีก แบบนี้ก็ได้เหรอ” น้ำเสียงเย็นะเืเจือด้วยความท้าทาย
เซี่ยอวี่กุมขมับแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกับน้องสาว เธอถึงได้ลงมือเหี้ยมโหดแบบนี้ นี่นอกจากจะเป็การทำลายตัวเองแล้วยังเป็การทำลายชื่อเสียงตระกูลเซี่ยด้วย หากมีการฟ้องร้องใหญ่โตเกิดขึ้น คงไม่สามารถใช้เงินอุดปากเ้าของสัตว์เ่าั้ได้แน่ๆ
(แล้วซ่งเหยาไปไหน รีบให้หล่อนไสหัวไปที่นั่นเดี๋ยวนี้ เธอเองก็ด้วย อย่าก่อเื่เพิ่ม ฉันจะรีบไป) พูดจบสายก็ตัดไป
ไป๋เซี่ยหนิงจ้องหน้าจอด้วยความมึนงง
ซ่งเหยาคือใครอีกล่ะ??