หอการค้าอี้อิน
“เจ้าจะมาที่นี้ทำไม”เย่จินที่เห็นมี่เจินที่ตอนนี้กำลังเดินขึ้นมาบนบันไดเพียงคนเดียวเขาจึงได้รีบหันไปสั่งเสี่ยวเออร์หญิงที่อยู่ใกล้ๆเข้าไปช่วยประคองมี่เจินที่ยืนอยู่ตรงกลางบันไดด้วยความเป็นห่วงในทันที
“คิกๆข้าท้องไม่ได้เป็นคนป่วยเสียหน่อยพี่จอนไม่ต้องเป็นห่วงข้าถึงเพียงนี้ก็ได้เจ้าค่ะ”มี่เจินที่ตอนนี้อายุครรภ์ของนางแปดเศษๆเดือนแล้ว หันไปเอ่ยบอกกับเย่จินที่กำลังมองมาที่นางด้วยสายตาตำหนิ
“แล้วเจ้ามาในที่หอการค้าของเราด้วยเรื่องอันใดเล่าหากมีเรื่องเร่งด่วนในภายหลังเจ้าควรเรียกพวกเราไปพบที่จวนในภายหลังสิ อย่าแบกท้องแก่ๆของเจ้าออกมาตากอากาศหนาวๆอีกเล่า”เย่จินเอ่ยพร้อมกับปรายตามองไปที่หญิงสาวตรงหน้าของตนด้วยสายตาเป็นห่วง
“ข้าก็แค่อยากออกมาเปิดหูเปิดตาบ้างนะสิเจ้าคะพวกท่านจะเก็บข้าเอาไว้แต่ในจวนเช่นนี้ไม่ได้เจ้าคะ”มี่เจินบ่นออกมาด้วยน้ำเสียงแง่งอนเพราะตั้งแต่ท้องของนางเข้าเดือนที่เจ็ดทุกคนก็ไม่ค่อยอยากให้นางออกมาทำงานนอกจวนเท่าใดนัก
“เจ้าท้องแก่แล้วนะเจ้าควรอยู่ใกล้ๆกับหมอที่เราเตรียมรอเจ้าคลอดนะถูกแล้ว”เย่จินเอ่ยพร้อมกับส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจให้กับความดื้อด้านของหญิงตรงหน้าของตน
“เช่นนั้นข้าขอทำเรื่องของซีเออร์ให้แล้วเสร็จก่อนเถอะเจ้าค่ะแล้วข้าจะยอมเชื่อฟังพวกท่านแต่โดยดีเลยเจ้าค่ะ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับหยิบกองกระดาษตรงหน้าของตนขึ้นมาอ่านไปพลางๆอย่างไม่ค่อยจริงจังนัก
“อีกไม่นานก็เรียบร้อยหมดแล้วแต่ข้าก็ต้องยอมรับความสามารถของหลิงม่านนางจริงๆที่สามารถรับมือข้ากับเจียงซีมาได้นานถึงเพียงนี้ได้”เย่จินเอ่ยชมหลิงม่านให้มี่เจินฟังอย่างนับถือเพราะตั้งแต่ที่เลี่ยงฉีป่วยหลิงม่านก็รับหน้าที่เข้ามาช่วยดูแลกิจการและเรือนในจวนทั้งหมดนั้นจึงทำให้พักหลังมานี้กิจการของตระกูลหลินนั้นสามารถอยู่รอดจากหอพนันของเฒ่าฉางมาได้อย่างฉิวเฉียด
“ช่วงนี้นางคงต้องรับบททดสอบอยู่มากพอสมควรเลยสินะเจ้าคะ”มี่เจินที่พอจะรู้มาบ้างว่าจินอี้นั้นต้องการที่จะทำควบรวมตระกูลหลินของหลิงม่านให้มาอยู่ใต้อำนาจและการควบคุมของตระกูลอินอย่างเป็นทางการนั้นจึงทำให้ช่วงนี้หลิงม่านที่ต้องทำหน้าที่ของฮูหยินน้อยตระกูลอินและคุณหนูใหญ่ตระกูลหลินไปพร้อมๆกันเช่นนั้นมันจึงไม่เป็นการแปลกที่ช่วงนี้ผู้คนจะเห็นสีหน้าที่เคร่งเครียดและท่าทางที่ดูอิดโรยจนน่าใจหาย
“ก็คงจะใช่นะ”เย่จินพยักหน้าตอบรับอย่างไม่ใส่ใจนัก
“หากนางยังคงไม่กล้ามีปากมีเสียงกับนายท่านและนายหญิงบ้างสถานะของนางคงไม่ถูกกดดันเช่นนั้นได้หรอกจริงหรือไม่เจ้าคะ”มี่เจินเอ่ยจบก็ยกยิ้มจนตาหยี่ให้กับเย่จินราวกับเรื่องที่นางพูดกับเย่จินนั้นเป็นเพียงแค่ชื่นชมความงามและรสชาติครบรสของอาหารเพียงเท่านั้น
“เฮ้อก็คงจะเป็นเช่นนั้น ท่านพ่อกับท่านแม่ใหญ่ของข้านั้นมักจะชอบควบคุมชีวิตของผู้คนมันจึงไม่แปลกอะไรหากท่านทั้งสองจะต้องการควบคุมชีวิตของหลิงม่านเช่นนั้น
“เฮ้อมันก็คงจะจริงนะ หากพวกท่านทั้งสองคนยอมลดละความต้องการควบคุมนี้ลงได้ ครอบครัวของพี่เย่คงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้นะเจ้าคะ”มี่เจินที่เคยเข้าไปทนทุกข์อยู่ในจวนตระกูลอินเป็นเวลานานเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แววตาของนางนั้นก็ยังคงแฝงไปด้วยความเศร้าอยู่บ้างในทันทีที่นางพูดถึงเรื่องตระกูลอิน
“หากเป็นเช่นนั้นจะมีเรื่องสนุกๆเช่นนี้เกิดขึ้นหรือไรเล่า”เย่จินเอ่ยเสียงเบาแล้วมองลงไปที่ด้านล่างด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
“พี่ว่าเรามาดูเรื่องของตระกูลหลินกันต่อเถอะ”เย่จินที่เห็นสายตาจ้องจับผิดที่มองมายังตนเขาก็ได้แต่รีบเอ่ยเปลี่ยนเรื่องในทันที
“หึๆหากเป็นเช่นนั้น เรามาดูเรื่องของตระกูลหลินต่อก็ได้เจ้าค่ะ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างรู้ทัน
“ฮึๆเช่นนั้นก็ได้”เย่จินเอ่ยตอบพร้อมกับรีบหยิบกองบัญชีและกระดาษรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลหลินมามอบให้กับมี่เจินด้วยรอยยิ้มประจบประแจงในทันที
“ในตอนนี้ท่านคงยินดีมากเลยนะสิเจ้าคะ”มี่เจินที่เห็นบัญชีรายชื่อกิจการของตระกูลหลินที่เย่จินสามารถแย่งซื้อมาจากเฒ่าฉางมาอยู่บ้างนางจึงได้เหลือบตามองไปที่เย่จินอย่างเบื่อหน่ายในทันที
“ฮิๆมันคงจะติดไปกับรายงานรายรับรายจ่ายนะ”เย่จินเอ่ยพร้อมกับรีบเข้าไปดึงแผ่นกระดาษออกจากมือของมี่เจินด้วยท่าทางเร่งรีบ
“หากไม่ต้องการให้ข้ารับรู้พี่จินก็อย่าเอามาวางปะปนกับรายงานอื่นๆ เช่นนี้สิเจ้าคะ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับมองไปที่เขาด้วยสายตารู้ทันและนางก็ยังรู้อีกด้วยว่าเย่จินนั้นมีความคิดที่จะครอบครองร้านรวงตึกและที่ดินในทำเลทองของตระกูลต่างๆอีกหลายตระกูลเลยทีเดียวเลยทีเดียว
“ฮิๆพี่จะจำเอาไว้นะ วันหลังพี่จะเก็บแยกออกไปอย่างแน่นอน”เย่จินที่มักจะวางรายงานทุกอย่างรวมเอาไว้บนโต๊ะหมดทุกอย่างเอ่ยตอบรับพร้อมกับส่งยิ้มเจื่อนออกมาให้กับมี่เจินอย่างรู้สึกอายๆกับเรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้
“เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้วเจ้าค่ะเพราะต่อไปข้าจะได้ไม่ต้องมารับรู้ความลับของท่านเช่นนี้อีก”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับจ้องมองมาที่เย่จินด้วยสายตาดุแต่เย่จินนั้นกลับมองไปที่เจินด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเพียงเท่านั้น
“พี่ไม่ได้ต้องการปิดบังเรื่องพวกนี้กับเจ้าเลยจริงๆนะพี่เพียงแค่ต้องการจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยบอกเจ้าในภายหลังเพียงเท่านั้นเอง”เย่จินเอ่ยพร้อมกับยกยิ้มเจื่อนให้กับหญิงสาวที่ตนรักด้วยท่าทีประหม่า
“เฮ้อพี่จินท่านจะทำอะไรก็ทำไปเถอะเจ้าค่ะ ขอแค่ท่านนั้นไม่ใช้วิธีชั่วร้ายในการนำทรัพย์สมบัติพวกนั้นมาจากเจ้าของเดิมของพวกมันก็เพียงพอแล้วละเจ้าค่ะ”มี่เจินเอ่ยอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะไม่ว่านางจะบ่นเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรเย่จินก็มักจะแอบทเรื่องเช่นนี้ลับหลังนางอยู่อย่างสม่ำเสมอ
“ฮี่ๆหากเจ้าอนุญาตพี่เช่นนี้ต่อไปพี่จะไม่เกรงใจเจ้าแล้วนะ”เย่จินเอ่ยตอบรับด้วยความยินดีเมื่อเขาจะไม่ถูกบ่นเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว
“ข้าเคยพูดเล่นหรือเจ้าคะ”มี่เจินที่กำลังอ่านรายงานความคืบหน้าหันมาเลิกคิ้วถามมี่เจินด้วยสีหน้ายียวน
“เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจเจ้าอีกแล้วนะ”เย่จินที่ได้รับการยืนยันเขาจึงได้เอ่ยกับมี่เจินที่นั่งอยู่ด้วยท่าทีกระตือรือร้น
“พี่เจิน!ท่านมาอยู่ที่นี้เองหรือเจ้าคะ”เจียงซีกับมี่จวนที่ออกตามหามี่เจินพวกนางที่คิดจะมาขอความช่วยเหลือจากเย่จินร้องออกมาด้วยความยินดีที่พวกนางนั้นได้พบกับคนที่พวกนางกำลังตามหาด้วยท่าทางยินดี
“พวกเจ้ากำลังตามหาพี่อยู่หรือ”มี่เจินที่กำลังอ่านรายงานอยู่เงยหน้าขึ้นไปถามเด็กสาวทั้งสองด้วยสีหน้าแปลกใจ
“เจ้าค่ะ”มี่จวนเอ่ยตอบด้วยสีหน้าผ่อนคลายแล้วรีบเดินเข้ามานั่งด้านข้างของพี่สาวของตนอย่างใกล้ชิด
“ย่อมเป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือเจ้าคะ”เจียงซีที่เห็นเช่นนั้นนางจึงได้รีบเข้ามานั่งขนาบข้างมี่เจินอีกด้านหนึ่งด้วยความเป็นห่วงในทันที
“ฮิๆนี่พวกเจ้าเป็นห่วงนางมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”เย่จินเอ่ยพร้อมกับจ้องมองมาที่เด็กสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มขบขันที่เห็นว่าตอนนี้ทั้งเจียงซีและมี่จวนนั้นเริ่มหยิบอาหารบำรุงออกมาให้วางเรียงรายตามพื้นที่ที่ว่างอยู่บนโต๊ะด้านหน้าของมี่เจินพร้อมกับเริ่มป้อนผลไม้ราคาแพงที่มีความเชื่อว่าจะบำรุงแม่และลูกให้กับมี่เจินอย่างไม่รอคำอนุญาตจากมี่เจิน
“ซีเออร์เจ้ายังรออะไรอยู่ทำไมยังไม่เข้าไปจัดการเรื่องที่จวนให้เรียบร้อยเสียทีเล่า”เย่จินที่ยืนอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบและสายตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสายตาหวาดระแวงในทันทีเมื่อเห็นท่าทีลังเลของเจียงซีที่แสดงออกมาเมื่อเขาถามตระกูลหลินของนาง
“ข้ากำลังรอให้แผนการของข้าสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้นะเจ้าค่ะแล้วจึงจะลงมือกับพวกเขาในทีเดียวเจ้าค่ะ”เจียงซีที่เริ่มจัดการซื้อคนในตระกูลมาอยู่ข้างเดียวกับตนเอ่ยตอบเย่จินด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ก็ดีเพราะยิ่งเจ้าลงมือช้าเท่าใดหลิงม่านนางก็อาจจะสามารถสร้างฐานอำนาจของนางได้มั่นคงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็ได้และหากเรื่องเป็นเช่นนั้นเห็นทีว่าเราคงจะต้องลงแรงมากขึ้นก็ได้”หงเย่เอ่ยเตือนพร้อมกับจ้องมองไปที่มี่เจินด้วยสายตาเรียบ
ตระกูลอิน
“นี้มันอะไรกันนะจะมีเด็กที่มีพลังชั่วร้ายมากถึงเพียงนี้ได้อย่างไร”นักพรตเต๋าที่ถือกระดานตรวจพลังชีวิตของเด็กในท้องของมี่เจินร้องออกมาด้วยความตกใจเพราะตั้งแต่ที่เขาเคยตรวจพลังชีวิตของเด็กทารกมาทั้งชีวิตของเขานั้นไม่เคยพบกับเด็กที่มีพลังความชั่วร้ายหมุนวนอยู่รอบตัวของเขามากมายเช่นนี้มาก่อนเลยจริงๆ
“หมายความว่าเช่นไรขอรับระ-หรือว่า ท่านนักพรตจะหมายความว่าเด็กคนนั้นเป็นตัวโชคร้ายเช่นนั้นหรือขอรับ”จินอี้ที่ให้นักพรตมาตรวจดูชะตาชีวิตของเด็กที่กำลังจะเกิดเอ่ยถามด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“อืม ใช่แล้วเขาเป็นเด็กที่มีพลังงานชั่วร้ายมากมายเช่นนี้ย่อมไม่เป็นการดีหากจะให้เขาเข้ามาอยู่ในตระกูลอินของพวกท่านนะขอรับเพราะหากคนที่มีพลังงานชั่วร้ายเช่นนั้นเข้ามาอยู่อาศัยร่วมกับคนในตระกูลมันจะทำให้พลังชีวิตและความโชคดีของพวกท่านถูกกลืนกินจนอาจจะทำให้ทุกคนกลายเป็นโรคร้ายและอับโชคได้”เสียงเข้มเอ่ยพร้อมกับลองพยายามตรวจดูชะตาชีวิตของเด็กในท้องของมี่เจินอีกครั้งเพื่อความแน่ใจแต่ไม่ว่าเขานั้นจะพยายามลองอีกกี่ครั้งผลก็ออกมาเหมือนเดิมนั้นจึงทำให้เขาจำเป็นต้องบอกถึงดวงชะตาของเด็กในท้องของมี่เจินออกไปตามความจริง
“ตอนนี้พวกมันแม่ลูกออกไปจากตระกูลอินของเราเช่นนั้นแล้วดวงของเด็กนั้นยังจะมีผลกับชะตาของตระกูลอินของเราอีกหรือไม่ขอรับ”จินอี้เอ่ยถามอย่างร้อนใจด้วยเพราะในใจของเขาในตอนนี้นั้นกำลังกังวลเกี่ยวกับการมีตัวตนของเด็กในท้องของมี่เจินเป็นอย่างมาก
“ขอแค่อย่าใส่ชื่อเด็กคนนั้นในรายชื่อตระกูลอินก็พอแล้ว”นักพรตเอ่ยตอบแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าเป็นโชคดีที่เด็กคนนั้นไปเกิดกับหญิงสาวที่มีดวงชะตาเป็นดาวนำโชคนั้นจึงทำให้ในตอนนี้ยังไม่เกิดปัญหากับคนอื่นๆมากนัก
“หากเด็กนั้นมีพลังชั่วร้ายมากเช่นที่ท่านนักพรตบอกมาจริงๆทำไมมี่เจินยังอยู่ดีมีสุขอยู่เลยละเจ้าคะแต่นี่ตั้งแต่ที่พวกมันสองแม่ลูกออกออกไปจากตระกูลอินของเรา กลุ่มการค้าของนางก็มีแต่เจริญรุ่งเรืองขึ้นนี้ยังไม่นับรวมกิจการของพวกเขาที่แคว้นจินอีกนะเจ้าคะหากเด็กในท้องของนางไม่ใช่ดาวนำโชคแล้วกิจการของพวกเขาจะรุ่งเรืองพรวดพราดเช่นนั้นได้อย่างไรละเจ้าคะ”นางกวางที่คิดว่านักพรตตรงหน้าของนางน่าจะถูกคนจากกลุ่มการค้าอี้อินซื้อตัวไปแล้วเอ่ยถามพร้อมกับหรี่ตามองไปที่นักบวชเฒ่าตรงหน้าของตนอย่างต้องการจับผิด
“หึๆข้าไม่ได้เป็นเช่นที่เจ้าคิดหรอกนะ เหตุผลที่นางยังอยู่ได้อย่างปกตินั้นก็คือเหตุผลเดียวที่ท่านพานางเข้ามาในตระกูลนี้”นักพรตเฒ่าเอ่ยตอบพร้อมกับมองสบตากับนางหวางด้วยสีหน้าจริงจังเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาพูดออกไปนั้นเป็นเรื่องจริง
“เช่นนั้นแสดงว่าที่กลุ่มการค้าอี้อินสามารถชนะกลุ่มการค้าพวกข้าได้ล้วนเป็นเพราะมีดวงชะตาของนางหนุนอยู่เช่นนั้นหรือขอรับ”จินอี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเพราะหากเขาสามารถสั่งให้หงเวยพาตัวกลับมาที่ตระกูลอินของเขาได้ การค้าของเขาก็จะได้ดวงชะตาของมี่เจินมาช่วยส่งเสริมให้กิจการของเขาเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแน่นอน
“ถึงจะเป็นเช่นนั้นเด็กในท้องของนางก็เป็นตัวซวยไม่ใช่หรือเจ้าคะ หากท่านพ่อพานางเข้ามา ข้าเกรงว่าพวกเราจะถูกพลังชั่วร้ายของลูกของนางกลืนกินพลังชีวิตของเราจนป่วยเอาได้นะเจ้าคะ”หลิงม่านที่เห็นแววตากระตือรือร้นของจินอี้ที่ได้ยินเรื่องดวงชะตาแห่งงดาวนำโชคของมี่เจินนางจึงได้เอ่ยดักทางของพ่อสามีของนางในทันที จินอี้ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้หุบยิ้มในทันทีที่ดาวนำโชคเช่นมี่เจินนั้นกลับมีลูกที่เป็นตัวซวยได้เช่นนี้
“เราจะเอาเด็กนั้นไปให้คนอื่นเลี้ยงดีหรือไม่เจ้าคะส่วนคนเป็นแม่เราค่อยนำตัวนางกลับมาในภายหลังไม่ดีกว่าหือ”นางกวางเอ่ยเสนอความเห็นกับผู้เป็นสามีของตน
“แต่ข้าไม่คิดว่ามี่เจินนางยอมทอดทิ้งลูกของนางง่ายๆเช่นนั้นนะเจ้าคะ”หลิงม่านเอ่ยแสดงความเห็นของตนด้วยเพราะนานั้นรู้ดีว่าคนเช่นมี่เจินนั้นคงจะไม่มีทางยอมกลับมาที่นรกแห่งนี้อีกครั้งเป็นแน่
“เจ้าคงกลัวว่าหากนางกลับมาเจ้าจะกลับอยู่ในสถานะเช่นเดิมใช่หรือไม่หึแม่ไก่ที่ไม่สามารถออกไข่ได้เช่นเจ้ายังจะกล้ามีปากมีเสียงอะไรในบ้านของข้าอีกหรือหึ ช่างน่าสมเพชเสียจริงๆ”นางกวางที่ไม่พอใจหลิงม่านที่ไม่สามารถรักษาหลานของนางได้อีกทั้งนางยังช่วยคนตระกูลหลินปิดบังความผิดนั้นเอาไว้อีกทำราวกับเรื่องของหลานของนางนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยเมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็ตวัดตามองไปที่ลูกสะใภ้ของตนอีกครั้ง
“แล้วสะใภ้กับลูกชายของข้าหากพวกเจาจะมีหลานให้ข้าเด็กคนนั้นจะเป็นเช่นไรขอรับ”จินอี้ที่คิดจะหาดาวนำโชคคนใหม่เอ่ยถามพร้อมกับมองไปที่นักพรตเฒ่าด้วยสายตาคาดหวัง
“เฮ้อดูเหมือนว่าเด็กที่มาเกิดกับฮูหยินน้อยน่าจะไม่อยู่แล้วใช่หรือไม่เขาจะมาอีกแน่แต่ไม่รู้ว่าจะมาจากหญิงคนใดเพราะดวงชะตาของเขาจะมาเกิดเป็นเด็กจากสายเลือดตระกูลอินอย่างแน่นอนแต่ดวงชะตาของเขาก็ไม่แน่ชัดเพราะตอนนี้ข้านั้นไม่สามารถตรวจดวงชะตาของเขาได้ชัดเจนนัก”นักพรตเฒ่าเอ่ยตอบด้วยสีหน้ายุ่งยากใจเพราะเรื่องนี้เขานั้นก็ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยมากนัก
“หมายความว่าเช่นไรหรือขอรับเด็กคนนี้ไม่แน่ว่าจะเกิดเป็นลูกของเย่จินหรือหงเวยขอรับ”จินอี้ที่เชิญนักพรตมาเอ่ยถามด้วยน้ำเคร่งเครียดเพราะเขานั้นมีลางสังหรณ์ว่าเด็กจะเกิดหลังจากตัวซวยนั้นจะต้องเป็นดาวนำโชคคนต่อไปของตระกูลอินของเขาอย่างแน่นอน
“อืมจะว่าเช่นนั้นก็ได้นะ”นักพรตเฒ่าพยักหน้าตอบ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เช่นนั้นก็หมายความว่ามี่เจินนางนั้นอาจจะมีลูกได้ทั้งจากหงเวยและทั้งจากเย่จินเช่นนั้นหรือเจ้าคะ”นางกวางเอ่ยถามอย่างไม่ยินยอมนักเพราะหากเย่จินสามารถมีทายาทที่มีดวงชะตาดีฐานะของนางและลูกของนางต้องถูกสั่นสะเทือนอย่างแน่นอนนักพรตเฒ่าที่เบื่อจากการต้องคอยตอบคำถามเดิมๆซ้ำๆ ของนางเขาจึงได้แต่พยักหน้าตอบส่งๆเท่านั้น
“ได้ยินแล้วใช่หรือไม่หากภายในสองเดือนนี้เจ้ายังไม่มีข่าวดีอีกข้าจะเป็นคนหาผู้หญิงมาคลอดทายาทให้กับอาเวยด้วยตนเองเลยคอยดู”นางกวางที่เดินกลับมาพร้อมกับหลิงม่านหันมาเอ่ยข่มขู่น้องสาวของตนด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หลิงม่านที่ได้ยินเช่นนั้นนางกลับเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับแม่สามีของตนด้วยสีหน้าเรียบเฉยเท่านั้นโดยที่นางนั้นไม่คิดที่จะเอ่ยปากรับคำข่มขู่จากผู้เป็นแม่สามีของนางเลยแม้แต่น้อยนั้นจึงทำให้นางกวางที่เดินนำอยู่หันกลับมามองที่ลูกสะใภ้ของตนอย่างกดดันเพื่อให้นางได้คำตอบที่นางต้องการ
“เจ้าค่ะ”หลิงม่านที่เห็นสายตาที่มองมายังตนนางจึงได้เอ่ยตอบรับอย่างต้องการตัดรำคาญ
“หึในเมื่อรับปากแล้วเจ้าเองก็สมควรทำให้ได้ตามที่รับปากเอาไว้ด้วยก็ดีข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถมีลูกออกมาได้เร็วๆนะ”นางกวางที่เห็นท่าทางถือดีของหลิงม่านที่นับวันก็มีแต่จะยิ่งแข็งข้อกับนางนางจึงได้ยกยิ้มเหนือกว่าลูกสะใภ้ของตนแล้วเดินจากไปในทันที
“ฮูหยินน้อยเราจะทำเช่นไรกับเรื่องนี้ดีเจ้าคะ”เป่ยเป่ยที่รู้ดีถึงความสัมพันธ์ของนายของตนกับนายน้อย(หงเวย)เป็นอย่างดีนางจึงได้เอ่ยถามผู้เป็นนายของนางทันทีที่พวกนางอยู่ตามลำพัง
“เรื่องนี้อย่าเพิ่งไปใส่ใจเลยว่าแต่ตอนนี้กิจการของเราเป็นเช่นไรบ้าง”หลิงม่านเอ่ยถามถึงกิจการของตระกูลหลินด้วยน้ำเสียงเคร่งเพราะสองวันมานี้นางนั้นยังไม่สามารถออกจากจวนตระกูลอินได้เลย
“เป็นไปตามที่ฮูหยินคิดเอาไว้จริงๆเจ้าค่ะ เป็นคุณหนูรองจริงๆเจ้าค่ะที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด”เป่ยเป่ยเอ่ยตอบเสียงเคร่งแล้วส่งรายงานทั้งหมดที่นางสืบมาได้ให้กับผู้เป็นนายของตนในทันที
ปัง! หลิงม่านที่รู้ตัวตนของผู้ก่อกวนตระกูลหลินตบโต๊ะเสียงดังอย่างต้องการระบายโทสะของนาง
“นางคงคิดจะใช้โอกาสนี้เข้ามายึดตระกูลหลินเช่นนั้นหรือมันคงไม่ง่ายอย่างที่นางต้องการหรอกตราบใดที่ยังมีข้าอยู่ความต้องการของนางนั้นจะไม่มีทางสำเร็จอย่างแน่นอนข้าจะไม่มีวันปล่อยนางได้ตระกูลหลินไปอย่างที่นางต้องการอย่างแน่นอน”หลิงม่านเอ่ยพร้อมกับจ้องออกไปที่นอกหน้าต่างด้วยสีหน้าเดือดดาล
“บอกคนของเราให้เริ่มแผนการได้แล้วนังแก่นั้นมันชักจะน่ารำคาญขึ้นทุกวัน”หลิงม่านเอ่ยสั่งเสียงเย็นพร้อมกับจ้องมองไปที่สายใช้ของตนแล้วแสยะยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ
“เจ้าค่ะฮูหยิน”เป่ยเป่ยเอ่ยขานรับแล้วต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาของผู้เป็นนายของตนในทันที เพราะในตอนนี้รอยยิ้มที่นางเห็นนั้นช่างน่ากลัวจนนางนั้นไม่กล้าที่จะมองมันโดยตรงนั้นเอง
“ดีข้าจะรอดูวันที่มันนอนเป็นผักอยู่บนก็แล้วกันข้าหวังว่าเรื่องนี้จะไม่มีข้อผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นนะ”หลิงม่านเอ่ยสั่งพร้อมกับมองไปที่สาวใช้ของนางด้วยสายตากดดัน
“จะ-เจ้าค่ะ”เป่ยเป่ยที่ได้สบสายตากับสายตาเย็นยะเยือกของผู้เป็นนายของนางนั้นจึงทำให้นางต้องรีบก้มหน้ารับคำสั่งของผู้เป็นนายของตนด้วยน้ำเสียงสั่นจากความหวาดกลัว
“ดีมากเจ้าออกไปทำงานของเจ้าเถอะวันนี้ข้าจะดูบัญชีที่นี้”หลิงม่านเอ่ยพร้อมกับโบกมือไล่สาวใช้ที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านข้างของนางด้วยเนื้อสั่นเมาอย่างติดรำคาญ
“เจ้าค่ะฮูหยิน”เป่ยเป่ยที่ไม่สามารถทนต่อสายตาอำมหิตของผู้เป็นนายได้อีกต่อไปนางจึงได้แต่รีบเอ่ยปากรับคำสั่งของผู้เป็นนายของตน แล้วรีบเดินจากไปในทันที
ห้องโถงที่ตอนนี้มีเพียงแค่จินอี้กับนักพรตอยู่กันเพียงลำพังเท่านั้น
“นายท่านอินยังมีเรื่องอะไรที่ต้องการถามข้าอีกหรือ”ชายชราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เกี่ยวกับเรื่องของชะตาชีวิตของหงเวยบุตรชายของข้าขอรับ”จินอี้ที่ตอนนี้รู้สึกว่าเย่จินและหงเวยนั้นมีดวงชะตาที่เป็นสิริมงคลเช่นเดียวกันในตอนนี้เขาจึงได้ลังเลเรื่องจ้าวบ้านคนต่อไปแล้วนั้นเอง
“เรื่องโชคชะตาของคนเรานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาท่านจะเอาอะไรมาวัดกันละในตอนเกิดลูกชายคนรองของท่านอาจจะมีชะตาที่แข็งแกร่งไม่เทากับลูกคนโตของท่านแต่ภายหลังลูกชายคนรองของท่านอาจจะเลือกแนวทางที่เปลี่ยนไปจากเดิมซึ้งนั้นอาจจะทำให้ชะตาของเขาเปลี่ยนไปจนอาจจะมาทัดเทียมหรือเหนือกว่าชะตาชีวิตของคุณชายใหญ่ในภายหลังได้อย่างแน่นอน”เสียงแหบของชายชราเอ่ยตอบ
“เช่นนั้นก็หมายความตอนนี้ลูกของข้าทั้งสองคนล้วนเป็นดาวนำโชคของตระกูลอินของข้าหรือขอรับ”จินอี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นที่ตอนนี้ลูกๆของเขานั้นสามารถเป็นดาวดูดทรัพย์ของตระกูลได้ทั้งสองคน
“อืมก็อาจจะใช่และไม่ใช่”นักพรตเฒ่าเอ่ยตอบอย่างขอไปที
“เช่นนั้นแสดงว่าหากว่าข้านั้นสามารถพาตัวเย่จินกลับที่จวนตระกูลอินของข้าได้เช่นนั้นตระกูลอินของข้าจะกลับมารุ่งเรืองเช่นเดิมใช่หรือไม่ขอรับ”จินอี้เอ่ยถามด้วยสายตาเป็นประกาย
“ก็อาจจะเป็นได้และเป็นไปไม่ได้”นักพรตเฒ่าเอ่ยตอบแล้วมองไปที่กระดานในมือของตนด้วยสายตาไม่พอใจนักที่ดูเหมือนว่าวันนี้อะไรๆก็ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นครั้งก่อนๆที่เขาเคยทำมา
“ท่านอาจารย์ขอรับแย่แล้วตอนนี้น้องเล็กไปก่อเรื่องที่เหลาอาหารเจินโหย่วขอรับ”ยังไม่ทันที่คนทั้งสองจะพูดคุยกันรู้เรื่องเสียงห้าวของลูกศิษย์คนโตของนักพรตเฒ่าก็ร้องเรียกอาจารย์ของตนเสียงดังตั้งแต่เห็นอาจารย์ของตนมาแต่ไกลด้วยท่าทีร้อนรน
“อะไรนะนี้เจ้ากล้าปล่อยให้น้องเล็กของเจ้าสร้างเรื่องอีกแล้วหรือ”นักพรตเฒ่าเอ่ยถามศิษย์ของตนอย่างร้อนใจเพราะหากเกิดสิ่งใดขึ้นกับศิษย์คนเล็กของเขานั้นเกิดรอยแผลแม้แต่รอยขีดข่วนชีวิตของเขานั้นคงวุ่นวายไม่น้อยเลยทีเดียว
“ซินซินนางแอบหนีพวกเราออกจากโรงเตี๊ยมมานะขอรับแต่พอเราไปพบนาง นางก็ก่อเรื่องที่เหลาอาหารเจินโหย่วแล้วขอรับ”หยางเฉินศิษย์คนโตของนักพรตเฒ่าเอ่ยรายงานนายของตนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หืมเหลาอาหารเจินโหย่วหรือ เรื่องนี้ลูกสะใภ้ของข้าอาจจะพอช่วยเหลือพวกท่านได้หม่าเถียนไปตามหลิงม่านมาช่วยจัดการเรื่องนี้ทีสิ”จินอี้เอ่ยเสนอนักพรตเฒ่าแล้วหันไปเอ่ยสั่งพ่อบ้านคนสนิทของตนให้รีบตามหลิงม่านมาช่วยจัดการเรื่องในเหลาอาหารเจินโหย่วในทันที
“ขอรับ”หม่าเถียนที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเร่งฝีเท้าของตนในทันที
เหลาอาหารเจินโหย่ว
“ข้าไม่ยอม อาหารชุดนั้นมันต้องเป็นของข้าแต่ทำไมเจ้าจึงได้นำมันไปมอบให้กับนางเช่นนั้นเล่า”ซินซินที่ไม่คิดยอมมอบอาหารขึ้นชื่อเช่นหงส์เริงระบำให้กับโต๊ะอาหารด้านข้างนางจึงได้ตวาดถามเสี่ยวเออร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างของตนด้วยน้ำเสียงอันดังจากความไม่พอใจ
“อะ-เอ่อ”เสี่ยวเออร์ที่รับหน้าที่ยกชุดจานอาหารขึ้นชื่อออกมาให้กับโต๊ะที่มี่เจินและมี่จวนนั่งอยู่มองไปที่เด็กหญิงตรงหน้าของตนด้วยความหวาดกลัวนางจึงได้แต่มองไปที่เพื่อนร่วมงานของตนอย่างต้องการขอความช่วยเหลือแต่ไม่ว่านางจะมองไปที่ใดเพื่อนร่วมงานของเขาก็เอาแต่หลบหน้าเขา นั้นจึงทำให้เขามีท่าทีอึกอักด้วยความลำบากใจเท่านั้น
“พวกเราก็สั่งก่อนนะเจ้าคะทำไมนางจึงได้แต่มองมาที่เราอย่างไม่เป็นมิตรเช่นนี้ละเจ้าคะ”มี่จวนที่มองไปที่เด็กหญิงที่มองมาที่นางอย่างไม่เป็นมิตรนางจึงได้แต่เงยหน้าขึ้นไปเอ่ยถามน้องสาวของตนอย่างไม่พอใจนัก
“อย่าไปสนใจนางเลยอีกเดี๋ยวพี่ซีของเจ้าก็คงจะมาจัดการเรื่องวุ่นวายพวกนี้แล้ว”มี่เจินที่ถือหมั่นโถอยู่ในมือเอ่ยตอบน้องสาวของตนด้วยรอยยิ้มบาง
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ”มี่จวนที่ได้ยินเช่นนั้นนางจึงได้แต่เอ่ยบอกพี่สาวของตนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนแล้วเริ่มลงมือทานอาหารตรงหน้าของตนต่อในทันที
“เจ้าห้ามาแตะต้องอาหารของข้านะ”ซินซินที่เห็นว่ามี่จวนกำลังจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อเป็ดของนางนางจึงได้รีบวิ่งเข้ามาใช้มือปัดไปที่มือของมี่จวนอย่างแรง
เคล้ง เคล้งเคล้ง ตะเกียบในมือของมี่จวนหลุดลงพื้นตามแรงปัดจากมือน้อยของซินซิน
“เจ้าทำอะไรนะ!”มี่จวนที่ตอนนี้หิวจนแสบท้องถลึงตามองไปที่เด็กหญิงตรงหน้าของตนอย่างโกรธเคือง
“ข้าก็กำลังปกป้องอาหารของข้าอยู่นะสิ”ซินซินเชิดหน้าตอบมี่เจินที่เห็นท่าทางเอาแต่ใจของเด็กหญิงตรงหน้าก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความเอ็นดูแต่เพราะต้องการสั่งสอนเด็กน้อยนางจึงได้จงใจมองไปที่เด็กหญิงด้วยสายตาดุดันนั้นจึงทำให้เด็กหญิงรีบกระถดตัวหนีออกห่างจากมี่เจินในทันที
“ทำไมพวกท่านจึงได้กลั้นแกล้งเด็กหญิงตัวเล็กๆเช่นนี้ละเจ้าคะ”หลิงหลิงที่ตั้งใจเข้ามาช่วยเหลือซินซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดังด้วยหวังจะทำลายชื่อเสียงของมี่เจินที่สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของนางกับเย่เซียนจนทำให้นางต้องเสียเย่เสียให้กับอวี้ม่านไปในที่สุด
“พวกข้ายังไม่ได้ทำอะไรนางเลยนะมีแต่นางนั้นแหละที่เข้ามายุ่งกับข้ากับพี่สาว”มี่จวนที่กลัวว่าทุกคนจะเข้าใจผิดตนกับพี่สาวนางจึงได้รีบเอ่ยอธิบายเรื่องทั้งหมดให้กับคนทั้งสองออกมาอย่างไม่ยินยอมนัก
“ข้ามาก่อนแล้วทำไมพวกเจ้าที่มาหลังจึงได้อาหารจานนั้นก่อนข้าได้”ซินซินที่ได้ยินคำอธิบายของมี่จวนไม่ทันจบนางก็รีบร้องบอกถึงความอยุติธรรมที่นางได้รับในทันที
“เจ้าพูดอะไรข้ากับพี่สาวมาก่อนเจ้าแล้ว ในตอนแรกข้ากับพี่สาวนั้นคิดจะกินอยู่ที่ชั้นสามแต่เพราะข้าต้องการออกมากินด้านนอกต่างหากเล่าแล้วเช่นนี้เจ้ายังคิดว่าพวกข้ามาหลังเจ้าอีกเช่นนั้นหรือไร ส่วนท่านเองหากต้องการให้ผู้อื่นมองว่าท่านนั้นเป็นคนดี มีคุณธรรม ข้าว่าท่านควรถามความจริงจากทั้งสองฝ่ายนะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นจากที่ท่านจะเรียกหาความเป็นธรรมมันจะกลับกลายเป็นการยัดเยียดความผิดให้กับผู้บริสุทธิ์เช่นข้ากับพี่สาวของข้าได้นะเจ้าคะ”มี่จวนที่เห็นว่าท่าทางของหลิงหลิงก็อดที่จะเอ่ยเตือนนางไม่ได้
“เจ้า!”หลิงหลิงที่ถูกว่ากล่าวโดยเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนางที่ทำอะไรไรไม่ได้จึงได้แต่ชี้หน้าของมี่จวนอย่างโกรธเคืองแต่เมื่อนางได้เห็นสายตาของเหล่าผู้คนที่อยู่โดยรบนางจึงรีบเก็บมือของตนลงอย่างรีบเร่ง