แม่เลี้ยงคิดว่าเคลเกลียดตนเธอจึงคอยแต่จะหลบเลี่ยง
บุตรชายคนรองซึ่งเฉลียวฉลาดกว่าพี่ชายก็รู้สึกลำบากใจที่จะเข้าหาเนื่องจากช่องว่างระหว่างวัย
แม้แต่น้องสาวคนเล็กผู้น่ารักเองก็เอาแต่หลบหน้าหลบตาพี่ชายอย่างเขา
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขากลั่นแกล้งรังแกเคลและตัวเคลเองก็ไม่ได้ไปรังควานอะไรพวกเขาต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตประหนึ่งเป็คนแปลกหน้าสำหรับกันและกันเท่านั้น
ช่างเป็สภาพแวดล้อมที่ยอดเยี่ยมต่อการเพลิดเพลินไปกับชีวิตอันเงียบสงบตามลำพังเสียจริง
“นั่งสิ”
“ครับ ท่านพ่อ”
เคลนั่งลงพลางกวาดตามองโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารอันหรูหราต่างจากที่บอกว่าเป็มื้อเช้าอย่างสิ้นเชิงทว่าจู่ ๆ กลับรู้สึกแปลก ๆ จึงเงยหน้าขึ้นมา
“มีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่าครับ”
“...ไม่ ๆ ไม่มีอะไรหรอก”
เดรูธจ้องมาที่เขาเช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่น ๆในครอบครัว แต่เมื่อเคลไล่สบตาด้วยทีละคนพวกเขาต่างรีบพากันเบนสายตามองไปทางอื่นและจัดการมื้อเช้าของตนตามเดิม
คงจะอึดอัดกับฉันกันน่าดูละสิ
เคลเองก็หันกลับมาสนใจอาหารอันหรูหราบนโต๊ะซึ่งต่างจากตอนที่เขาอยู่คนเดียวและทำอาหารง่ายๆ กินเองราวฟ้ากับเหวชายหนุ่มลอบอมยิ้มก่อนจะเริ่มใช้มีดหั่นแบ่งครึ่งไส้กรอกเป็อันดับแรก
ต่างกันั้แ่ความชุ่มฉํ่าเลยนะเนี่ย
ไม่รู้ว่าเพราะเป็ไส้กรอกทำมือหรือเป็เพราะการย่างอย่างพิถีพิถันกันแน่เมื่อใช้มีดหั่นลงไปนํ้าซุปข้างในถึงได้ไหลทะลักออกมาอีกทั้งสีสันของไส้กรอกที่สุกกำลังดีก็ยิ่งกระตุ้นความอยากอาหาร
เคร้ง
ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงของตกเมื่อเคลสบตากับบาเซนผู้เป็น้องชายก็พบว่าเด็กหนุ่มทำส้อมหลุดมือ
“ขออภัยครับ”
บาเซนกล่าวขอโทษด้วยท่าทีสุขุมเฉกเช่นบุคลิกที่บรรยายไว้ในหนังสือในระหว่างนั้นข้ารับใช้ก็รีบนำส้อมคันใหม่มาให้แล้วเก็บคันที่ร่วงอยู่บนพื้นกลับไปภาพนั้นทำให้เคลคิดว่าชีวิตขุนนางช่างสะดวกสบายเสียจริงก่อนจะหันกลับมาสนใจอาหารอีกครั้ง
เคลพบข้อดีข้อแรกของการทะลุเข้ามาในหนังสือแล้วนั่นคือมื้อเช้าอันอุดมสมบูรณ์ที่เติมเต็มกระเพาะจนอิ่มหนำสำราญ
เขาไม่สามารถหุบยิ้มได้เลย
“...เฮอะ”
นั่นทำให้เขาไม่ทันได้ยินเสียงถอนหายใจของบาเซน
เคลพินิจอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าทีละจานก่อนยื่นส้อมไปยังจานสลัดซึ่งทำจากบรรดาผลไม้ที่เขาไม่รู้จักหลังจากในท้องเต็มไปด้วยเนื้อ ซุป และขนมปังแล้วเคลก็เริ่มถูกดึงดูดด้วยอาหารหน้าตาแปลกใหม่
ชายหนุ่มส่งผลไม้หน้าตาคล้ายส้มแต่สีกลับเหมือนองุ่นเขียวเข้าปากแล้วกัดเบาๆ
“อืม”
ทันใดนั้นรสชาติผลไม้หวานฉํ่าพลันกระจายทั่วโพรงปาก เขาเกลียดผลไม้รสเปรี้ยวแต่ว่ารสชาติอันหอมหวานที่ััได้ในตอนท้ายทำให้ถึงกับนํ้าลายไหลโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนั้นเอง เคลก็สบตากับบิดาที่กำลังมองมา
“เคล”
ทั้งที่เดรูธเรียกชื่อเคลแต่เขากลับเผยท่าทางลังเลราวกับไม่รู้จะพูดอะไรทำเพียงขมวดคิ้วและเผยอริมฝีปากอยู่อย่างนั้นเคลรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศกระอักกระอ่วนนี้จึงโพล่งสิ่งที่คิดออกไปอย่างไม่อ้อมค้อม
“อร่อยดีนะครับ”
“นั่นสินะ รสชาติเหมือนขยะ...หะ...หาลูกบอกว่าอร่อยงั้นเหรอ”
“ครับ อร่อยทุกอย่างเลยครับ”
คราวนี้เคลลองจิ้มผลไม้อย่างอื่นเข้าปากบ้างริมฝีปากของเขาระบายยิ้มอีกครั้งเมื่อรสชาติหวานลํ้าชุ่มฉํ่ากระจายไปทั่วทุกอณูในโพรงปาก
ถึงอย่างไรเขาก็คือเคลอันธพาลผู้ไม่รู้มารยาทขุนนางอยู่แล้วแม้ว่าจะไม่ควรทำกิริยาแบบนี้ตอนกำลังพูดกับบิดาหรือท่านเคานต์ผู้นำตระกูล แต่ก็ช่างมันปะไรในเมื่อเขาเป็อันธพาลนี่นา
เป็อันธพาลนี่มันสุดยอดจริง ๆ
ถึงแม้เคลจะใช้ชีวิตลอยชายไปวัน ๆแต่ทุกคนก็ปล่อยให้เขาทำตัวแบบนั้น ตราบใดที่ไม่โดนตัวเอกของเื่อัดจนเละนี่ก็นับว่าเป็ชีวิตอันแสนวิเศษจริง ๆ
ซึ่งนั่นเป็ไปตามที่เคลคาดไว้เพราะไม่มีใครตำหนิการกระทำอันไร้มารยาทของเขากลับกันแล้วเดรูธทำเพียงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มประหม่า
“อืม อร่อยใช่ไหมล่ะเห็นลูกกินอร่อยแบบนั้นพ่อก็ดีใจ”
สมแล้วที่อีกฝ่ายเป็เพียงคนเดียวที่รักและเอาใจใส่เคลเสมอมาทั้งยังโอบรับนิสัยหยาบคายไร้มารยาทของบุตรชายเอาไว้ด้วย ว่ากันตามจริงแล้ว หากเขารักบุตรชายก็ควรหาทางแก้ไขนิสัยเสียๆ เ่าั้ให้ได้ถึงจะถูก อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเคลตอนนี้ไม่ใช่เคลตัวจริงความคิดเ่าั้จึงล้วนไร้ความหมาย
“ครับ ท่านพ่อเองก็กินเยอะ ๆ นะครับ”
บาเซนถอนหายใจดัง ‘เฮอะ’ ออกมาอีกครั้งทว่าคราวนี้เคลได้ยินเข้าจึงละสายตาจากจานอย่างเงียบ ๆ อีกหน บาเซนอายุสิบห้าปีอายุน้อยกว่าเคลที่เขาสวมร่างอยู่ตอนนี้สามปีและเป็น้องชายที่น่าอึดอัดของเคลในหลาย ๆ แง่มุม
บาเซนแตกต่างจากพี่ชายที่เป็อันธพาลอย่างเคลโดยสิ้นเชิงด้วยความเฉลียวฉลาด บุคลิกเคร่งขรึม และมีความรับผิดชอบสูงบรรดาคนในตระกูลจึงผลักดันให้เขาขึ้นเป็ผู้นำตระกูลคนต่อไปคิมรกซูที่ตอนนี้กลายเป็เคลไปแล้วก็คิดว่าการตัดสินใจแบบนั้นเป็เื่ที่ถูกต้องเช่นกัน
แทนที่จะต้องมาปวดหัวกับการแบกรับหน้าที่ปกครองบ้านเมืองสู้เป็พี่ชายของเ้าเมืองแล้วใช้ชีวิตลอยชายไปวัน ๆ ในมุมสงบ ๆ สักแห่งของอาณาเขตเสียยังดีกว่า
เคลไม่้าลูบคมบาเซนโดยเปล่าประโยชน์ต่อให้จะได้ยินเสียงอีกฝ่ายถอนหายใจด้วยความสังเวชแบบนั้นขณะมองพี่ชายแต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ
ในอนาคตหากบาเซนขึ้นดำรงตำแหน่งเ้าเมืองด้วยนิสัยของเ้าตัวคงจะไม่สั่งปะาชีวิตเคลแต่ถ้าเขาอยากออกไปใช้ชีวิตในชนบทอย่างสงบสุขโดยไร้รอยขีดข่วนก็ไม่ควรหาเื่กวนประสาทบาเซน
แต่ถ้าเกิดว่าไม่ได้ผล ฉันจะหอบเงินส่วนหนึ่งที่แบ่งเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วหนีไปยังที่ที่ไม่มีา เท่านี้ก็เรียบร้อย
เคลยังคงกินต่อไปโดยแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินเสียงถอนหายใจของน้องชายกระทั่งทุกคนกินมื้อเช้าเสร็จแล้ว เดรูธก็ลุกจากโต๊ะเป็คนแรก ดูเหมือนเ้าตัวจะพึงพอใจกับมื้อเช้าวันนี้ไม่น้อยริมฝีปากถึงได้แต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม
แต่ก็อร่อยมากจริง ๆ นั่นแหละ
ถ้าอาหารมื้อเช้าเป็แบบนี้ต่อไปเขาคงต้องลงมากินมื้อเช้าทุกวันแน่ ๆ แม้ว่าจะต้องอดนอนตื่นสายก็ตาม
เดรูธกวาดตามองบรรดาสมาชิกในครอบครัวที่ยืนขึ้นตามเขาทีละคนก่อนจะสบตากับคนสุดท้ายนั่นคือเคลผู้เป็บุตรชายคนโต
“เคล ลูกไม่อยากได้อะไรเลยเหรอ”
แม้เคลจะงุนงงกับความใจดีอย่างกะทันหันของเดรูธแต่เขาก็เอ่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ขอเงินหน่อยครับ”
“ได้สิ พ่อจะให้เยอะ ๆ เลย”
อีกฝ่ายตอบรับอย่างไม่ลังเล
สมกับเป็ครอบครัวผู้มีอันจะกินจริง ๆ
เนื่องจากเป็อาณาเขตที่ทำเหมืองหินอ่อนและผลิตไวน์เป็หลักพวกเขาจึงหาเงินได้เป็กอบเป็กำใน่ที่ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ที่สุดก่อนจะเกิดา
“ครับ ขอเยอะที่สุดเท่าที่ให้ได้เลยนะครับ”
เคลรู้สึกถึงสายตาของน้องทั้งสองที่จ้องมองมาแต่ไม่มีอะไรที่เขาต้องเหนียมอายในเมื่อการขอเงินก็นับว่าดีกว่าดื่มเหล้าแล้วอาละวาดไม่ใช่หรือไง
เขาจำเป็ต้องมีเงิน แผนการในอนาคตถึงจะง่ายขึ้น
แม้เคลไม่คิดหาเื่ให้ตนเองต้องเจ็บตัวแต่เขาก็ยังมองหาโอกาสเพื่อให้ได้รับพลังที่ทำให้ตนแข็งแกร่งขึ้นและการจะได้รับโอกาสนั้นมาก็ต้องมีเงินมากพอสมควร
“ได้สิ พ่อจะให้มากที่สุดเท่าที่จะให้ได้เลย”
เคลยิ้มอย่างพึงพอใจกับคำตอบอันหนักแน่นของบิดาแต่หลังจากที่กลับมาถึงห้องนอนของตนได้ไม่นานเขาก็ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นตั๋วเงินที่ฮันส์ซึ่งเป็ผู้ช่วยพ่อบ้านนำมาให้ตั๋วเงินที่ออกร่วมกันโดยกระทรวงการคลังและกระทรวงเวทมนตร์แห่งราชอาณาจักรทำให้เคลใจเต้นโครมคราม
ทำไมมันเยอะขนาดนี้เนี่ย
ครอบครัวนี้ไม่ใช่แค่พอมีเงินแต่ต้องเรียกว่ามีเงินมหาศาล
แม้ในหนังสือจะบรรยายว่าเคลมีเงินทองมากมายแต่ก็ไม่รู้ว่ามูลค่าที่แท้จริงมีอยู่เท่าไรกันแน่ทว่าพอได้เห็นตัวเลขที่ระบุอยู่บนตั๋วเงินแล้วก็รับรู้ได้อย่างแจ่มแจ้งว่าเงินส่วนตัวของเขามีจำนวนมหาศาลขนาดไหน
สิบล้านเกลลอน
เทียบเท่ากับสิบล้านวอนของเกาหลีหากเป็แบบนี้แผนการที่เขาวางไว้ก็จะเปลี่ยนไปสมองของเคลจึงเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว
“นายน้อย กระผมขอตัวก่อนนะครับ”
ผู้ช่วยพ่อบ้านยื่นตั๋วเงินให้ก่อนจะกล่าวลาทว่าเคลไม่ได้ตอบรับแม้แต่คำเดียว ผู้ช่วยพ่อบ้านฮันส์ตรงไปที่ประตูด้วยสีหน้าปกติแต่แล้วก็ชะงักฝีเท้าลงกลางคันเมื่อเคลลุกขึ้นจากที่นั่ง
“รอน ไปห้องหนังสือกัน”
ฮันส์ตกตะลึงกับสิ่งที่เคลพูดออกมากระทั่งรอนเองก็ไม่ต่างกัน
“หะ...ห้องหนังสือเหรอครับ”
เคลนึกสงสัยขึ้นมาเพราะน้อยครั้งที่ตาแก่เ้าเล่ห์คนนี้จะย้อนถามเขาด้วยนํ้าเสียงตื่นตระหนกหรือว่ามีเื่อะไรที่ทำให้ไปที่นั่นไม่ได้อย่างนั้นเหรอ
“ใช่”
จะวางแผนก็ต้องไปที่ห้องหนังสือไม่ใช่หรือไงในห้องนอนไม่มีโต๊ะที่พอจะเขียนหนังสือได้ กระทั่งกระดาษก็ยังไม่มีด้วยซํ้าส่วนสิ่งที่มีกลับเป็ขวดเหล้าที่ดูหายากมากมายวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
“คือว่า...นายน้อยครับ”
“ทำไมเหรอ”
เคลมองผู้ช่วยพ่อบ้านซึ่งมีท่าทีลำบากใจ
“คือว่าห้องหนังสือยังไม่ได้ทำความสะอาดรอบเช้าเลยครับ”
“งั้นเหรอ แล้วไงล่ะไม่ได้ทำความสะอาดสักวันคงไม่เป็ไรหรอก”
“ไม่ได้ครับ กระผมจะให้เป็แบบนั้นไม่ได้”
ผู้ช่วยพ่อบ้านยืนกรานเสียงแข็งผิดปกติแล้วยิ้มกว้างพร้อมชูขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
“กรุณารอสักหนึ่งชั่วโมงนะครับ!กระผมจะทำให้ดีที่สุดเพื่อให้ห้องหนังสือสะอาดเอี่ยมอ่องจนดูไม่เหมือนห้องที่ถูกทิ้งร้างเป็สิบปีแต่เป็ห้องหนังสือที่เพิ่งถูกใช้งานไปเมื่อวานเลยครับ!”
“ไม่ คือ...เอาแบบนั้นก็ได้”
แค่หนึ่งชั่วโมงเขารอได้อยู่แล้ว
“ครับถ้าอย่างนั้นกระผมจะไปรายงานเื่นี้ให้นายท่านทราบด้วยครับ”
“ไม่ ไม่จำเป็ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกแต่ถ้าอยากทำก็ทำเถอะ”
“ครับ นายน้อยถ้าอย่างนั้นกระผมขอตัวก่อนนะครับ”
“อืม ไปเถอะ”
แผ่นหลังของฮันส์ที่ปิดประตูแล้วจากไปอย่างเงียบเชียบสมเป็ผู้ช่วยพ่อบ้านที่ผ่านการอบรมมาอย่างดีนั้นเปี่ยมความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างบอกไม่ถูกเคลได้ยินมาว่าขณะนี้มีผู้ช่วยพ่อบ้านสามคนกำลังแข่งกันชิงตำแหน่งพ่อบ้าน ดังนั้นพวกเขาจึงดูกระตือรือร้นเป็พิเศษ
“รอน”
“ครับ”
“อะไรกัน ทำไมเหม่อลอยแบบนั้น”
“ขออภัยครับ”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก”
รอนเผยสีหน้าแปลก ๆ ออกมาอีกครั้งทว่าเคลมัวแต่ง่วนอยู่กับการเก็บตั๋วเงินอันลํ้าค่าใส่ช่องกระเป๋าด้านในเสื้ออย่างทะนุถนอมจะว่าไปแล้วดูเหมือนสติของเขาจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไรถึงได้ลืมถามวันที่วันนี้ไปเสียสนิท
“วันนี้วันที่เท่าไหร่”
หากเป็คนอื่นอาจจะรู้สึกว่าเขาถามอะไรแปลก ๆทว่ารอนกลับตอบคำถามด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน
“วันที่ 29 เดือนสาม ปี 781ตามปฏิทินเฟลิซครับ”
“อืม เื่ใหญ่นิดหน่อยแฮะ”
“ครับ?”
“ไม่มีอะไร”
เคลล้วงเงินสิบล้านเกลลอนที่อยู่ในช่องกระเป๋าตรงอกเสื้อออกมาไว้ในมืออีกครั้งอย่างทะนุถนอมเพราะสิ่งเดียวที่ไว้ใจได้มีเพียงเงินเท่านั้น
ไม่ใช่วันนี้ แต่เป็เมื่อวานสินะ วันที่ 28เดือนสาม ปี 781 ตามปฏิทินเฟลิซ
หมู่บ้านแฮร์ริสเป็สถานที่แรกที่ตัวเอกอย่างชเวฮันได้ัักับสายสัมพันธ์ของมนุษย์อีกครั้งหลังหนีออกมาจากป่าแห่งความมืดเขาสร้างสายสัมพันธ์ที่เรียกว่าครอบครัวและเพื่อนฝูงขึ้นมาที่นั่นทว่าเมื่อวานนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านกลับถูกสังหารหมู่โดยฝีมือขององค์กรอันลึกลับ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้กระทั่งเคลที่อ่านนิยายห้าเล่มแรกไปแล้วก็ยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงขององค์กรลับ
อาจมีบางคนพูดถึงเหตุการณ์นี้ว่า
‘ก็รู้แหละว่าแข็งแกร่งมากแต่ตอนที่ชาวบ้านถูกสังหารหมู่ ชเวฮันมัวแต่ไปทำอะไรอยู่กันแน่’
ใช่ จะคิดอย่างนั้นก็ได้
แต่ก็มีเหตุผลอยู่ว่าทำไมกำเนิดวีรชน ถึงมีชื่อว่ากำเนิดวีรชนไม่ใช่พลังแห่งวีรชน หรือาของวีรชน
การถือกำเนิด
ตามความหมายของคำนั้นนิยายเื่นี้จึงเกี่ยวกับคนผู้หนึ่งที่ข้ามผ่านเส้นทางอันลำบากยากเข็ญนานัปการและเอาชนะความเ็ปในอดีตก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็วีรบุรุษซึ่งมิตรภาพกับความรักก็ได้งอกเงยขึ้นในระหว่างทาง เช่นเดียวกับศัตรูและพันธมิตร
สิ่งที่ขาดไม่ได้ในสถานการณ์เช่นนี้ก็คือ‘การตื่นรู้’แม้ว่าชเวฮันจะมีศักยภาพที่สามารถะเิออกมาได้ตลอดเวลาอีกทั้งยังอาศัยอยู่ในป่าแห่งความมืดหลายสิบปีถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็เด็กจิตใจดีและบริสุทธิ์จนไม่อาจพรากชีวิตมนุษย์เด็กหนุ่มอาจเก่งกาจในการฆ่าสัตว์ร้าย แต่ก็ใจอ่อนกับมนุษย์พอ ๆ กัน
เพื่อทำให้เขากลายเป็วีรบุรุษนิยายเล่มนี้จึงได้วางสถานการณ์ที่เป็จุดเปลี่ยนไว้หนึ่งอย่างชเวฮันเข้าไปในป่าแห่งความมืดเพื่อเสาะหาสมุนไพรหายากมารักษาหญิงชาวบ้านที่ดูแลเขาประหนึ่งลูกชาย
เขาเดินลึกเข้าไปในป่าแห่งความมืดและหาสมุนไพรมาได้ในที่สุดทว่าเมื่อกลับออกมาสิ่งที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านมีเพียงศพของชาวบ้านที่ถูกสังหารหมู่ บ้านเรือนที่จมอยู่ในกองเพลิงและเหล่านักฆ่าที่กำลังจะจากไป
ชเวฮันในตอนนั้นโกรธจนขาดสติและได้ลงมือฆ่าคนเป็ครั้งแรกแน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปของเขาคือองค์กรลับซึ่งหลังจากนั้นองค์กรลับที่ว่าก็ปรากฏตัวในหนังสือและได้ปะทะกับชเวฮันเป็ครั้งคราว
ชเวฮันได้สติกลับมาหลังจากสังหารนักฆ่าจากองค์กรลับทั้งหมดแล้วเด็กหนุ่มตกอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวังอย่างลึกลํ้า เพราะไม่สามารถเค้นข้อมูลใด ๆจากคนเ่าั้ได้
ในขณะที่กำลังฝังศพของชาวบ้านเขาก็ได้ให้คำมั่นสัญญากับตนเอง
“ฆ่าพวกมันให้หมด ฆ่าทุกคนที่ทำให้เกิดเื่แบบนี้”
ในตอนนั้นชเวฮันได้ตระหนักถึงการฆ่าคนและความโศกเศร้าจากความตายเป็ครั้งแรกจิตใจของเด็กหนุ่มจึงพังทลายลง แน่นอนว่าหลังจากที่ได้พบกับเหล่าเพื่อนพ้องเขาก็ได้ัักับสายสัมพันธ์และสภาวะอารมณ์อันหลากหลายของมนุษย์อีกครั้งและเติบโตขึ้นเป็วีรบุรุษอย่างแท้จริงในท้ายที่สุด
“...รอน”
“ครับ นายน้อย”
“ฉันขอนํ้าเย็นสักแก้ว”
“...รับทราบครับ”
รอนออกไปจากห้องนอนเคลที่อยู่ตามลำพังจึงยกมือสองข้างขึ้นปิดหน้า
ปัญหาอยู่ที่เมืองแรกซึ่งชเวฮันผู้จิตใจบิดเบี้ยวได้มาเยือนหลังออกจากหมู่บ้านแฮร์ริสก็คือเมืองเวสเทิร์นอันเป็ศูนย์กลางอาณาเขตเฮนิทุส
ที่นั่นเคลได้บังเอิญเข้าไปพัวพันกับชเวฮันและลงเอยด้วยการถูกอัดจนน่วมเพราะดันหาเื่ยั่วโมโหอีกฝ่ายหลังจากนั้นชเวฮันก็ได้พบลูกน้องคนแรกที่ไว้ใจได้และสามารถนับเป็สหาย นั่นคือหัวหน้าพ่อครัวบีครอส
...อุตส่าห์วางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะไปช่วยที่หมู่บ้านแฮร์ริสแท้ๆ
แผนที่ดีที่สุดซึ่งจะช่วยให้รอดจากการโดนอัดได้หลุดลอยไปแล้วอันที่จริงเคลอยากช่วยชีวิตคนในหมู่บ้านที่อ้าแขนโอบรับชเวฮันเอาไว้มากกว่าทำไปเพื่อไม่ให้ตนเองโดนอัดแต่ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้ว
วิธีการเดียวที่เหลืออยู่มีเพียงห้ามไม่ให้ชเวฮันซึ่งจะเดินทางมาถึงเมืองเวสเทิร์นในวันพรุ่งนี้ด้วยความเร็วอันบ้าคลั่งและเต็มไปด้วยความเดือดดาลอัดเขาจนปางตาย
แต่การหลีกเลี่ยงไม่เจอกับตัวเอกเลยก็ไม่ใช่หนทางที่ดีเช่นกัน
เขาจำต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชเวฮันเพื่อดึงบีครอส รอน และชเวฮันให้เข้ามาเกี่ยวข้องกันและเมื่อทั้งสามออกจากอาณาเขตไป การเดินทางที่แท้จริงจึงจะเริ่มต้นขึ้นเพราะฉะนั้นคำตอบจึงมีเพียงหนึ่งเดียว
สานสัมพันธ์ให้แล้วไล่ออกไป
หากเป็ไปได้เขาก็ต้องสร้างความประทับใจแรกที่ดีเอาไว้ก่อน
“นํ้าครับนายน้อย”
“อ้อ ขอบใจ รอน”
เคลจิบนํ้าหนึ่งอึกจากแก้วที่รอนยื่นให้แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว
“ไม่ใช่นํ้าเย็นนี่”
“นํ้ามะนาวน่ะครับ”
สมกับเป็ตาแก่เ้าเล่ห์รู้ทั้งรู้ว่าเคลคนก่อนนั้นเกลียดของเปรี้ยวเช่นเดียวกับคิมรกซูแต่อีกฝ่ายก็ยังนำนํ้ามะนาวที่ต้องอาศัยขั้นตอนในการเตรียมมากกว่านํ้าเย็นมาให้เคลอยากจะอาละวาดเพราะรสชาติเปรี้ยวฝาด แต่ใจหนึ่งก็กลัวตาแก่อดีตนักฆ่าเช่นกันจึงสงบปากสงบคำแล้วกลั้นใจดื่มนํ้ามะนาวจนหมด
“ก็อร่อยดีนะ”
“ด้วยความยินดีครับนายน้อยอีกสักครู่ก็สามารถไปที่ห้องหนังสือได้แล้วละครับ”
“อืม”
รอยยิ้มอ่อนโยนนั้นทำให้เคลขนลุกชายหนุ่มกำตั๋วเงินมูลค่าสิบล้านเกลลอนที่ได้มาอย่างทะนุถนอมเพราะสิ่งเดียวที่เชื่อถือได้มีเพียงเงินเท่านั้น