บทที่ 18 ความรักที่ทำให้ล่มจม
เมื่อได้ยินเสียงเขาถามขึ้น เยี่ยชิงหวนก็รู้สึกใจหายวาบ หลังจากตั้งสติได้ เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเปิดประตูเข้าไปพร้อมกับพูดอย่างเปิดเผยว่า
“ฉันเอง”
เมื่อเห็นว่าเป็ใคร สีหน้าของลู่เจิ้งหลิงกับอันจิ่วเยว่ก็เปลี่ยนไป แต่เพราะเกรงใจลู่เจิ้งหลิง เ้าสาวจึงต้องกลั้นโมโหและทักทายอย่างสุภาพ
“ทำไมพี่สะใภ้ถึงมาที่นี่ล่ะคะ?”
เยี่ยชิงหวนมองทั้งสองคน แล้วถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า “เมื่อกี้ฉันได้ยินพวกคุณทะเลาะกัน การแต่งงานเป็เื่น่ายินดีนะ ทำไมถึงได้ทะเลาะกันจนไม่มีความสุขแบบนี้ล่ะ”
คำถามที่เธอก็รู้คำตอบอยู่แก่ใจนี้ ยิ่งทำให้ลู่เจิ้งหลิงหน้าบึ้งตึงมากขึ้นไปอีก
“พี่สะใภ้คงได้ยินผิดไปแล้วละ เราแค่พูดเสียงดังไปหน่อยเท่านั้น ไม่ได้ทะเลาะกันเลยสักนิด”
ลู่เจิ้งหลิงพยายามรักษาความเยือกเย็น มองไปยังเยี่ยชิงหวนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกที่ไม่อาจปิดบังซ่อนเร้นเอาไว้ได้ ในสายตาของเขา เยี่ยชิงหวนเป็แค่ผู้หญิงธรรมดาซึ่งไม่เป็ที่รักและไร้ซึ่งอำนาจ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พี่สะใภ้ก็ออกไปก่อนเถอะครับ ผมกับภรรยายังมีเื่ต้องคุยกันอีก”
“ภรรยา?” เยี่ยชิงหวนพิจารณาทั้งสองคน แล้วสายตาก็เ็าลงในทันใด เหมือนว่าเธอกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ฉันจำได้ว่า เมื่อวานยังเห็นข่าวในทีวีที่คุณลู่ประกาศรางวัลห้าล้านหยวนเพื่อตามหาคู่หมั้นที่หายตัวไปอยู่เลย แต่วันนี้กลับแต่งงานใหม่ซะแล้ว ไม่รู้ว่าคู่หมั้นที่หายตัวไปของคุณจะรู้สึกยังไง ถ้าเธอได้รู้เื่นี้น่ะ”
“คุณหมายความว่ายังไง?” สีหน้าของลู่เจิ้งหลิงแปรเปลี่ยนไปเป็ความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ” เยี่ยชิงหวนเดินเข้าไปใกล้อย่างช้า ๆ "ฉันแค่อยากจะบอกคุณลู่และภรรยาคุณลู่ถึงหลักการบางอย่าง เช่น ถ้าเดินตามทางมืดบ่อย ๆ สุดท้ายก็ต้องเจอผีในสักวัน หรือถ้าเป็หนี้ก็ต้องใช้หนี้ ฆ่าคนก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต นี่เป็กฎแห่งกรรม"
ก่อนหน้านี้ เพื่อให้สะดวกในการพูดคุย เ้าบ่าวและเ้าสองต่างก็เปิดไฟเพียงแค่ดวงเดียว จึงทำให้มองเห็นใบหน้าของพี่สะใภ้ได้ไม่ชัดเจน ถึงอย่างนั้น สายตาที่คุ้นเคยและสีหน้าอันแสนเกลียดชังนั้นประทับอยู่ในดวงตาของลู่เจิ้งหลิง เขานึกถึงใครบางคนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก่อนจะถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยใบหน้าซีดเผือด
อันจิ่วเยว่ไม่เข้าใจความหมาย ก่อนจะพูดอย่างไม่พอใจว่า “คุณหมายความว่ายังไงกัน? อย่ามาทำท่าลึกลับน่ากลัว อาศัยว่าตัวเองเป็คนของตระกูลเส้าแล้วมารังแกคนอื่น คุณ… อ๊ะ…”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ลมหนาวก็พัดผ่านลำคอ อันจิ่วเยว่รีบจับคอตัวเองไว้ แล้วมองไปที่เยี่ยชิงหวนอย่างไม่อยากเชื่อ
สร้อยคอรัดแน่นจนเกิดรอยแดงชัดเจนบนลำคอ เยี่ยชิงหวนกำจี้มรกตที่ฝังอยู่ในจี้ห้อยคอไว้แน่น นิ้วมือเรียวยาวกดลงบนตัวล็อกของจี้ จนเกิดเสียง ‘คลิก’ ดังขึ้นเบา ๆ เมื่อตัวล็อกเปิดออก เธอก็ดึงสร้อยคอออกจากมืออันจิ่วเยว่อย่างอุกอาจ
จากนั้นก็พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
“สร้อยคอเส้นนี้กับภาพวาดก็เหมือนกัน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็ของที่พวกคุณขโมยมา พวกคุณมีสิทธิ์อะไรมาทำตัวเป็เ้าของมัน” สีหน้าเ็าเยี่ยชิงหวนอัดแน่นไปด้วยแววของความเกลียดชังอย่างถึงที่สุด
อันจิ่วเยว่กับลู่เจิ้งหลิง ทั้งสองคนต่างใจนพูดอะไรไม่ออก
สร้อยคอ ‘ชิงเฉิงจือเหลียน’ เส้นนี้ กู้ชิงเฉิงตั้งชื่อตามชื่อของตัวเอง การออกแบบตัวล็อกที่ประณีตนี้ นอกจากกู้ชิงเฉิงแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถเปิดได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ เพื่อที่จะได้สวมใส่สร้อยคอเส้นนี้ในงานแต่ง อันจิ่วเยว่ถึงกับตามหาช่างฝีมือดีทั่วปักกิ่งเพื่อปลดล็อกมัน
ลู่เจิ้งหลิงแสดงสีหน้าเคร่งเครียด มุมปากก็สั่นเทา “คุณรู้เื่พวกนี้ได้ยังไง?”
เยี่ยชิงหวนกำสร้อยคอแน่น ยืนตัวตรง เธอมองคนทั้งสองที่กำลังใตรงหน้าด้วยสายตาเ็า ถึงแม้ร่างกายจะผอมบาง แต่ก็ทำให้รู้สึกถึงพลังอำนาจ และหัวเราะเย้ยหยัน
“พวกคุณทั้งสองเชื่อไหม ว่าคนตายสามารถฟื้นคืนได้?”
เพียงประโยคเดียว ก็ทำให้ลู่เจิ้งหลิง และอันจิ่วเยว่ม่านตาหดเกร็งอย่างรุนแรง พวกเขาใจนตัวสั่นเทิ้ม
ในตอนนี้ เยี่ยชิงหวนมองพวกเขาด้วยสายตาราวกับปีศาจร้าย ทั้งลึกลับและเ็าเป็อย่างยิ่ง