"ก็...ก็เพราะเสื้อตัวเก่ามันเปื้อน! ฉันอยากจะเปลี่ยนยังไงล่ะ! ใครๆ เขาก็ทำกันเื่แค่นี้มันเป็ความผิดหรือไง!" เขาแผดเสียงแก้ตัวทันควัน แต่แววตากลับสั่นระริกด้วยความตระหนกพลางพยายามดึงชายเสื้อลงปิดบังบางอย่าง
"เปลี่ยนเพราะอยากเปลี่ยนหรือเปลี่ยนเพราะรอยโคลนจากศพเอลดาที่ติดอยู่บนบ่ามันซักไม่ออกกันแน่ครับ?"ผมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
ผมยิ้มเย็นสายตาจ้องเขมรไปที่ชายแก่ในชุดภารโรงที่กำลังตัวสั่น "ถ้าอย่างนั้น...คุณอาร์เธอร์ ช่วยเอาผ้าเช็ดของสีแดงที่อยู่ในห้องทำงานของคุณหรือเสื้อตัวที่คุณใส่เมื่อตอนที่พาผมเดินสำรวจรอบโบสถ์ออกมาให้ทุกคนดูหน่อยได้ไหมครับ?"
อาร์เธอร์เงียบกริบทันทีเสียงด่าทอของชาวบ้านรอบข้างเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความเงียบสงสัยทุกสายตาจับจ้องไปที่ภารโรงผู้ต่ำต้อย
"ทำไมล่ะครับผ้าผืนที่คุณบอกสารวัตรว่าเอาไว้ 'เช็ดคราบสนิมเฟืองระฆัง'ผืนนั้นน่ะ" ผมกดดันต่อด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด"สาเหตุที่คุณเอาออกมาให้พวกเราดูไม่ได้... เป็เพราะคุณทำลายมันไปแล้วใช่ไหมหรือไม่คุณก็คงกำลังซ่อนมันไว้ในที่ที่ลึกที่สุด"
อาร์เธอร์เริ่มก้มหน้าหลบสายตามือที่ถือคบเพลิงสั่นระริกจนเปลวไฟไหววูบ
“คุณอาจจะกำจัดเศษโคลนบนเสื้อผ้าชุดเก่าทิ้งไปได้ แต่อาร์เธอร์...คุณลืมไปว่าห่อผ้าสีแดงผืนนั้นมันมีความลับที่มัดตัวคุณอยู่”
ผมก้าวเข้าไปประจันหน้าจนเห็นหยาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากของเขา“ในวินาทีที่คุณลงมือปลิดชีวิตวิกเตอร์ กราฟ เขาไม่ได้สิ้นใจทันที...เขาพยายามดิ้นรนสุดชีวิตและกระชากห่อผ้าสีแดงที่คุณใช้พันมือเพื่อปกปิดรอยนิ้วมือจนใยผ้าสีแดงสดนั่นหลุดเข้าไปติดอยู่ในซอกเล็บของเขา!ผมเห็นมันั้แ่วันแรกที่ตรวจศพ และผมก็เห็น ต้นตอของใยผ้านั่นวางอยู่ในห้องทำงานของคุณที่ฐานหอระฆัง!”
อาร์เธอร์เริ่มหน้าซีดสลับเขียวลมหายใจเริ่มติดขัดเมื่อรู้ว่าผมสังเกตเห็นมันมาตั้งนานแล้ว
“ห่อผ้าผืนนั้นไม่ได้มีไว้แค่เช็ดทำความสะอาดของสะสมและทำความสะอาดของคุณหรอกจริงไหม?แต่มันคือของต่างหน้าชิ้นสำคัญที่คุณเก็บไว้ดูต่างหน้าเพื่อนร่วมอาชีพโจรของคุณ...และตอนนี้มันคงถูกซ่อนอยู่ใต้เสื้อนอกตัวที่คุณเพิ่งเปลี่ยนมาใหม่นี่เองเพราะคนอย่างคุณไม่มีทางทิ้งหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงถึง อดีต ของตัวเองได้ลงหรอก”
ผมลดเสียงลงแต่เน้นย้ำทุกคำชัดเจน“ถ้าคุณบริสุทธิ์ใจจริง... ลองถอดเสื้อนอกตัวนั้นออกให้สารวัตรตรวจดูหน่อยเป็ไง มาดูกันว่าเศษผ้าสีแดงที่ขาดวิ่นผืนนั้นมันยังซุกซ่อนอยู่ข้างในเสื้อของคุณหรือเปล่า!”
อาร์เธอร์ถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกกับผนังหินที่เย็นเยียบใบหน้าที่เคยดูซื่อเซ่อสั่นระริก "ไม่... ท่านที่ปรึกษา คุณกล่าวหาผม ผมก็แค่คนกวาดโบสถ์ที่แก่ชราจะไปมีปัญญาทำเื่โเี้แบบนั้นได้ยังไง!"
บอร์นก้าวเท้าเข้าไปในระยะประชิดแสงเทียนในมือวูบวาบจนเงาของเขาดูขยายใหญ่ทับร่างของภารโรงไว้ "นั่นสิครับ...ภารโรงที่แก่ชราแต่กลับมีรอยด้านที่ฝ่ามือจากการดึงเชือกก้านระฆังหนักร้อยปอนด์ทุกคืน แถมยังมี 'ละอองทอง' ติดอยู่ที่ซอกเล็บ... ทองที่คุณพยายามขุดมันออกมาจากคานไม้ข้างบนนั่นใช่ไหม?"
สารวัตรเฮย์สขยับปืนในมือ"พอกันทีอาร์เธอร์ หรือจะให้ฉันลากแกไปตรวจลายนิ้วมือที่ลอนดอน"
ความเงียบที่หนักอึ้งเริ่มเข้าปกคลุมห้องใต้ดิน...มันเป็ความเงียบที่กดดันจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่ซึมจากผนังหินอาร์เธอร์ก้มหน้านิ่ง ไหล่ของเขาที่เคยห่อเหี่ยวเริ่มขยับไหวเบาๆไม่ใช่การสะอื้น...แต่มันคือเสียงเค้นในลำคอ
“หึ... หึๆ...”
เสียงนั้นค่อยๆดังขึ้น จากการเค้นในลำคอกลายเป็เสียงหัวเราะที่แหลมสูงและบ้าคลั่งมันก้องสะท้อนไปตามผนังห้องใต้ดินจนชาวบ้านบางคนต้องถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวอาร์เธอร์เงยหน้าขึ้นแววตาที่เคยขุ่นมัวด้วยความแก่ชราบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความคลุ้มคลั่งและเย่อหยิ่งราวกับปิศาจที่กระชากหน้ากากมนุษย์ทิ้งไป
“ฮ่าๆๆๆ! สุดยอด... สุดยอดมากเลยครับคุณที่ปรึกษา!”อาร์เธอร์ะโก้องพลางถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหมดคราบภารโรงผู้แสนดี “สิบปี... ฉันทนก้มหัวกวาดขี้ฝุ่นในโบสถ์เฮงซวยนี่มาสิบปี!ยอมกินเศษขนมปัง ยอมทำตัวเป็ไอ้แก่ขี้ขลาดเพื่อให้ทุกคนมองข้าม!”
เขากวาดสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชไปที่มาเร็คและเด็กชายที่สติไม่ดีก่อนจะตะคอกออกมาด้วยโทสะ “แผนการที่ฉันวางไว้อย่างประณีต... ต้องมาพังทลายลงเพียงเพราะไอ้พวกสารเลวที่ไม่รู้จักคำว่ารอ!อีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น...อีกไม่กี่วันคดีปล้นทองเมื่อสิบปีก่อนก็จะหมดอายุความลงตามกฎหมาย! ฉันจะกลายเป็ผู้บริสุทธิ์ที่มีทองคำมหาศาลไว้ใน”
อาร์เธอร์กัดฟันกรอดจนเห็นเส้นเืที่ขมับ“แต่ไอ้พวกเวรนั่น! ทั้งวิกเตอร์และยัยป้าเอลดา...พวกมันไม่มีความอดทนพอที่จะรอให้เื่นี้มันเงียบไปแท้ๆ พวกมันเริ่มจ้องจะหักหลังเอาทองไปเป็ของตัวเองฉันไม่ได้อยากฆ่าพวกมัน แต่พวกมันบังคับให้ฉันต้องลงมือ... บังคับให้ฉันต้องสร้าง‘คำสาป’ นี้ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อปกป้องหยาดเหงื่อที่ฉันเฝ้าถนอมมาตลอดสิบปี!”
“อีกนิดเดียวแท้ๆ...”เขาพึมพำด้วยเสียงที่สั่นเครือด้วยความเสียดาย “แค่อีกไม่กี่อึดใจฉันจะได้ใช้ชีวิตอย่างาา ไม่ใช่ไอ้ภารโรงที่เนื้อตัวเหม็นสาบฝุ่นแบบนี้!”
แววตาที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ของเขาวูบหนึ่งพลันเปลี่ยนเป็ความอาฆาตแค้นอาร์เธอร์แค่นหัวเราะในลำคอก่อนจะค่อยๆ ยืดตัวตรงขึ้น ช้าๆ ทว่ามั่นคงเสียงกระดูกลั่นเบาๆผสานกับออร่าความอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศในห้องใต้ดินเย็นเยียบลงยิ่งกว่าเดิม
กล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดภารโรงที่หลวมโคร่งและเก่ากะสีกำลังเกร็งแน่นจนเห็นได้ชัดมันดูแข็งแกร่งและทรงพลังผิดกับชายวัยเดียวกันอย่างน่าประหลาดราวกับว่าเขาไม่ได้กวาดโบสถ์มาสิบปี แต่กำลังฝึกฝนร่างกายเพื่อรอคอยวันนี้มาตลอด
เขาถ่มน้ำลายปนเืลงพื้นแล้วจ้องมองทุกคนด้วยสายตาของสัตว์ร้ายที่จนมุม
"ในเมื่อแผนการสิบปีของฉันถูกทำลาย... ในเมื่อฉันไม่ได้ทองนั่น...ก็อย่าหวังว่าใครในหมู่บ้านนี้จะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย!"
เขาคำรามออกมาในที่สุดมันคือการยอมรับสารภาพอย่างเป็ทางการที่ไร้ซึ่งความสำนึกผิดท่ามกลางชาวบ้านที่ยืนตะลึงงันกับ ‘ธาตุแท้’ของโจรโฉดที่แฝงตัวอยู่ในคราบนักบุญมานับทศวรรษ!
"ใช่! ฉันคือคนขับรถม้าที่ขนทองหนีมาที่หมู่บ้านนี้!"อาร์เธอร์ะโออกมาอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางชาวบ้านที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง "พวกเราวางแผนจะซ่อนทองไว้ที่นี่แต่ถ้าแค่ขุดดินฝังเฉยๆ ไม่นานพวกตำรวจหรือพวกนักข่าวก็ต้องหาเจอ วิกเตอร์...ไอ้หมอนั่นมันฉลาดเกินคน ฉากหน้ามันเป็นายทุนอสังหาฯแต่ในหัวมันคือวิศวกรปีศาจ!"
เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะแฉแผนการลวงโลก"วิกเตอร์เสนอแผนให้เปลี่ยนหมู่บ้านนี้ให้กลายเป็ 'เมืองในม่านหมอก' เขาใช้ความรู้เื่สถาปัตยกรรมและทิศทางลมออกแบบคลองบนยอดเขานั่นคลองที่เป็เหมือนเครื่องจักรสร้างความชื้นมหาศาลและอาศัยลมพัดต่ำบนยอดเขาพัดเอาหมอกลงมาปกคลุมหมู่บ้านนี้ไว้ตลอดปีเพื่อไม่ให้ใครจากภายนอกมองเห็นว่าพวกเราทำอะไรกันอยู่ข้างในนี้!"
เป็แผนที่เหนือชั้นมาก...การใช้ภูมิศาสตร์สร้างกำแพงล่องหนเพื่อปกป้องสมบัติและสร้างความโดดเดี่ยวให้หมู่บ้านเพื่อที่พวกเขาจะควบคุมข่าวสารได้เบ็ดเสร็จ
"แต่หมอกอย่างเดียวมันไม่พอที่จะไล่คนขี้สงสัยออกไป"อาร์เธอร์แสยะยิ้ม "วิกเตอร์บอกว่าตำนานต้องแลกมาด้วยเืเขาจึงวางแผนฆ่าหนึ่งในพวกเรากันเอง...ศพแรกเมื่อสิบปีก่อนนั่นแหละคือเครื่องสังเวยเพื่อให้ตำนาน 'คำสาปเสียงระฆัง'มันดูสมจริงขึ้นมา!"
"แต่ชาวบ้านตอนนั้นก็ยังกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ เราเลยต้องมีหน้าม้า เอลดายัยป้าจอมโลภนั่นแหละที่เป็คนช่วยป่าวประกาศเื่คำสาป เธอเป็เ้าของโรงสีที่จ่ายเงินเดือนให้กับทุกๆคนใครๆ ก็เชื่อคำพูดเธอเธอแลกความน่าเชื่อถือของตัวเองกับส่วนแบ่งทองเพื่อทำให้พวกแกทุกคนตกอยู่ในความกลัว!"
"หลังจากนั้นวิกเตอร์ก็แยกตัวออกไปพร้อมทองคำจำนวนหนึ่งเพื่อเอาไปเป็ทุนสร้างฉากหน้าเป็นักธุรกิจ..."อาร์เธอร์พ่นความจริงออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง "และเมื่อ 8ปีก่อน ศพที่สองก็เกิดขึ้น เพราะไอ้หมอนั่นมันเกิดอยากจะฮุบทองที่เหลือไว้คนเดียวฉันเลยต้องกำจัดมันทิ้ง แล้วใช้แผนเดิม...ให้เอลดาป่าวประกาศเื่คำสาปเพื่อให้ชาวบ้านหัวหดอยู่แต่ในบ้าน ซึ่งรอบนี้มันก็ได้ผลดี"
เขาเค้นเสียงหัวเราะอย่างขมขื่น"จนกระทั่งเดือนก่อน... ไอ้นักข่าวตกอับนั่นดันโผล่มาเที่ยวไล่ถามหาเื่โจรปล้นทองเมื่อ 10 ปีก่อนฉันเริ่มคุมสถานการณ์ไม่อยู่ เลยต้องเรียกวิกเตอร์กลับมาช่วยแก้ปัญหา แต่พอคุยกันวิกเตอร์กลับบอกว่ามันจะขนทองที่เหลือทั้งหมดหนีไปเอง!"
"ฉันรู้ทันทีว่ามันจะหักหลังฉันเหมือนศพที่สอง" อาร์เธอร์คำราม"ฉันเลยชิงลงมือทุบหัวมันก่อน แล้วแช่ร่างมันในบ่อโคลนเพื่อให้พวกแกสับสนเื่เวลาตายจากนั้นฉันก็สวมหน้ากากเข้าไปทางลับหลังห้องเก็บของเก่าเพื่อไปหลอกสั่งไอ้เด็กสติไม่ดีนั่นให้ทำตามแผนและสั่งให้เอลดาป้ายความผิดให้ไอ้นักข่าวว่าเขาเป็คนพาคำสาปเข้ามาเพื่อให้ชาวบ้านไล่มันไปให้พ้นทาง"
"แต่ยัยเอลดามันโลภเกินไป พอเหลือคนแบ่งทองแค่สองคนยัยนั่นก็เรียกร้องส่วนแบ่งเพิ่มจากเดิมที่ตกลงกันไว้แถมยังขู่ว่าจะแฉฉันกับตำรวจถ้าฉันไม่ยอมฉันเลยต้องฆ่ายัยนั่นทิ้งเป็คนสุดท้าย!"
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องใต้ดินลึกซึ้งกว่าครั้งไหนๆชาวบ้านหลายคนมองอาร์เธอร์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... จากคนที่เคยเห็นเป็เพื่อนบ้านเป็ภารโรงผู้ซื่อสัตย์กลับกลายเป็ปีศาจร้ายที่ฆ่าได้แม้กระทั่งพวกพ้องเพียงเพื่อก้อนทองที่เย็นชืด
เป็คดีที่น่าเศร้าทองคำเ่าั้ไม่ได้นำความร่ำรวยมาให้ใครเลย นอกจากความหวาดกลัวที่กินเวลาสิบปีและกองศพที่ทับถมกันเพียงเพราะความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน
"เอาตัวเขาไปได้แล้วครับสารวัตร" ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย"ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยแล้ว และไม่มีคำสาปใดๆ ในหมู่บ้านนี้อีกต่อไป"
เฮย์สพยักหน้าให้เ้าหน้าที่ใส่กุญแจมืออาร์เธอร์และคุมตัวออกไปท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่ยืนแยกทางให้ด้วยความรังเกียจและสาปแช่งเมื่อความวุ่นวายจางลงห้องใต้ดินที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตายก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบที่ต่างออกไปจากเดิม
เหลือเพียงครอบครัวที่แตกสลายมานานนับสิบปีบาทหลวงมาเร็คทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าผู้เฒ่าอีเรนเขาเอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ทั้งเื่ที่ไม่ยอมพาลูกชายไปพบตาและเื่ที่ทิ้งลินนี่ลูกสาวคนโตไปโดยไม่ได้ทำหน้าที่พ่อที่ดีผมมองภาพการปรับความเข้าใจกันของคนสามรุ่นครู่หนึ่งก่อนจะส่งสัญญาณให้เกียร์แล้วเดินเลี่ยงออกมาเงียบๆเพื่อปล่อยให้พวกเขาได้ใช้เวลาเยียวยาาแในใจกันเอง
“เกี๊ยะ! นายท่าน!” เกียร์บินโฉบมาเกาะที่บ่าขณะที่เรากำลังเดินพ้นเขตโบสถ์“แล้วเื่ตำนานโจรขโมยของเล่นเพื่อแลกขนมปังล่ะเกี๊ยะ สรุปว่ามันเป็ฝีมือของบาทหลวงใช่มัย”
ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ“เปล่าหรอกเกียร์... เื่นั้นน่ะ ฝีมือผู้เฒ่าอีเรนล้วนๆ เลยล่ะ”
“เกี๊ยะ ผู้เฒ่าอีเรนเนี่ยนะ”
“ใช่ ในบ้านของเขาที่เราเข้าไปมีห้องหนึ่งที่ส่งกลิ่นหอมของแป้งและมีเตาอบขนาดใหญ่ซ่อนอยู่” ผมอธิบายพลางยิ้ม“เขาคือ หัวขโมยในเงามืด ในตำนานนั่นแหละ เขาขโมยของเล่นจากเด็กๆ ในหมู่บ้านมานานหลายปีแล้วในสมัยที่เขายังมีแรงแล้วแอบเอาขนมปังที่เขาอบเองไปวางแลกไว้ เพราะเขาอยากให้เด็กๆในหมู่บ้านที่ยากจนได้กินขนมปังอร่อยๆ โดยแลกกับของเล่นที่ทำมือ ส่วนของเล่นที่อยู่หน้าห้องเมื่อกี้เขาก็เอามาวางไว้เองเอาของเล่นที่เขาแลกกับขนมปังที่เก็บไว้หลายปีมาให้หลานชายของเขา”
“แสดงว่าที่เขาบอกว่าไม่เจอหลานชายเลยตลอดสิบปี...เขาก็โกหกเรางั้นสิเกี๊ยะ”
“โกหกคำโตเลยล่ะเกียร์ ที่เขาแอบเข้ามาในโบสถ์บ่อยๆก็เพื่อเอาของเล่นมาให้หลานชายสติไม่ดีของเขาได้เล่นคลายเหงาซึ่งมาเร็คเองก็รู้ดีว่าพ่อตาแอบเข้ามาแต่เขาแค่ยังทำใจสู้หน้าไม่ได้เลยแกล้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น...เป็ความลับที่อบอุ่นที่สุดในหมู่บ้านที่หนาวเหน็บนี้เลยล่ะ”
ผมเอ่ยจบพลางมองกลับไปที่หอระฆังเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะหันไปหาเฮย์สที่กำลังยืนสั่งการเ้าหน้าที่อยู่ใกล้รถม้า
“สารวัตรครับอย่าลืมสั่งให้เ้าหน้าที่ขึ้นไปช่วยกันเอาระฆังใบนั้นลงมาด้วยนะครับ”
เฮย์สขมวดคิ้วด้วยความสงสัย“จะเอาระฆังเก่าๆ นั่นลงมาทำไมกันบอร์น มันทั้งหนักทั้งเคลื่อนย้ายลำบากนะ”
ผมยิ้มบางๆแล้วตอบ “ก็เพราะภายในระฆังใบนั้น...มีทองคำส่วนที่เหลือถูกหลอมและซ่อนไว้ข้างในยังไงล่ะครับ”
สารวัตรเฮย์สถึงกับหน้าถอดสี“ทองซ่อนอยู่ในระฆังงั้นเหรอ นี่นายรู้ได้ยังไงกัน”
“สารวัตรจำตอนที่อาร์เธอร์ดึงเชือกตีระฆังให้เราดูได้ไหมครับถึงเขาจะพยายามทำเหมือนเป็เื่ปกติ แต่เขาต้องออกแรงดึงมากกว่าที่คนทั่วไปควรจะใช้สำหรับระฆังขนาดนั้นนั่นเพราะน้ำหนักของทองที่ถูกหลอมติดไว้ด้านในทำให้มันหนักมหาศาลและนั่นคือสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมเสียงระฆังถึงได้เพี้ยนแบบนั้น”
ผมหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ“ส่วนเหตุผลที่ไม่มีใครสงสัยมาตลอดสิบปีก็เพราะอาร์เธอร์เป็ภารโรงเพียงคนเดียวที่นี่ทุกครั้งที่มีชาวบ้านทักว่าเสียงระฆังมันแปลกไปเขาก็จะยืนยันเสียงแข็งว่ามันยังปกติดี หรือไม่ก็อ้างว่าเป็เพราะลมฟ้าอากาศจนผู้คนเลิกใส่ใจและเชื่อตามที่เขาบอกไปเอง”
เฮย์สเบิกตากว้างพลางมองขึ้นไปบนยอดหอระฆังด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป“ให้ตายเถอะตบตาคนทั้งหมู่บ้านมาสิบปีด้วยการแขวนทองไว้เหนือหัวแท้ๆ นายนี่มันยอดจริงๆสมกับที่ฉันจ้างมาเป็ที่ปรึกษา”
ผมพยักหน้าตอบรับน้อยๆก่อนจะเดินขึ้นรถม้าไป โดยมีเกียร์บินโฉบตามเข้าไปติดๆ “ไปกันเถอะครับสารวัตร”
แต่ก่อนที่ประตู้รถม้าจะปิดลงเสียงะโแหบพร่าก็ดังแทรกม่านหมอกมาแต่ไกล
“เดี๋ยว!รอเดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งไป”
เป็คาเรนนักข่าวหนุ่มตกอับที่สภาพดูไม่ได้ราวกับไปฟัดกับพุ่มไม้ที่ไหนมาเขาวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดตรงหน้าพวกเรา ในมือกำกล้องถ่ายภาพไว้แน่น“อย่าเพิ่งไปครับท่านที่ปรึกษา สารวัตร ขอผมเก็บภาพพวกคุณหน่อย”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆใบหน้าที่เคยดูอมทุกข์กลับฉายแววตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด “ครั้งนี้แหละ ผมจะกลับไปเป็นักข่าวดังะเิอีกแน่ๆพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง เปิดโปงตำนานม่านหมอก รวบโจรปล้นทองสิบปีและฆาตกรต่อเนื่อง 4ศพ ข่าวนี้มันใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษเลยนะครับ!”
สารวัตรเฮย์สที่ตอนแรกทำท่าจะดุที่ถูกขวางรถม้าพอได้ยินคำว่า หน้าหนึ่ง และ ดังะเิ เขาก็ชะงักไปทันทีสารวัตรรีบจัดปกเสื้อโค้ทให้ตรง ปัดฝุ่นตามบ่า และยืดอกขึ้นตั้งท่าให้ดูภูมิฐานสมกับเป็หัวหน้าชุดจับกุม
“เอ้อ...เอาสิ คาเรน จัดมุมให้ดีๆ หน่อยนะ ให้เห็นตราพนักงานสอบสวนของฉันชัดๆ ด้วยล่ะ”สารวัตรว่าพลางทำหน้านิ่งขรึมดูน่าเกรงขาม
ส่วนเกียร์เองก็ไม่น้อยหน้ามันรีบใช้จะงอยปากจัดแจงระเบียบขนนกปลอมบนตัวให้เข้าที่พลางเชิดหน้าขึ้นทำมุมสี่สิบห้าองศากับเลนส์กล้อง “เกี๊ยะ! จัดไปเลยเ้าคนกระจอกถ่ายมุมข้างของข้านะ มุมนี้ข้าดูสง่างามเหมือนนกอินทรีที่สุด”
ผมส่ายหน้ายิ้มๆให้กับความบ้าเห่อของทั้งคู่ ก่อนที่แสงแฟลชจากกล้องของคาเรนจะสว่างวาบขึ้นท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เริ่มสาดส่องลงมาถึงพื้นดิน
ภาพใบนั้นคงจะเป็เครื่องยืนยันว่า...ต่อจากนี้ไป หมู่บ้านแห่งนี้จะไม่มี 'คำสาป'หรือ 'ฆาตกร' ในเงามืดอีกต่อไปจะเหลือก็เพียงแต่ความจริงที่ถูกเปิดเผย และอนาคตใหม่ที่รออยู่หลังม่านหมอกที่จางหาย