รอยแยกใจกลางมิได้อ้าปากดั่งาแอย่างรอยแยกอื่น มันคือ ‘ม่าน’ ที่บางจนแทบมองทะลุ ผืนฟ้าสองสีตรงนั้นพลิ้วไหวราวผ้าแพรที่ถูกลมพัด ทอง คราม และเงาดำสลับกันจนตาลาย ไม่มีขอบเขตของพื้นกับฟ้า ไม่มีเส้นแบ่งของใกล้กับไกล กองทัพสองพิภพตั้งแนวอยู่ห่างออกมาหนึ่งลี้ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้กว่านั้น ท่านาุโเทียนเหอกับเซอร์เคเลบตกลงกันแล้วว่าการบุกด้วยกำลังคือการส่งคนนับหมื่นไปตายเปล่า มีเพียงคนกลุ่มเล็กเท่านั้นที่จะฝ่าเข้าไปถึงใจกลางได้
กลุ่มที่ก้าวเข้าม่านจึงมีเพียงห้าคน—หลิงเฟิง อาเดรียล ป๋ายเหอ เซอร์เคเลบผู้ยืนกรานจะตามมาในนามอาณาจักรแวร์นาธ และศิษย์ดาบาุโของสำนักเทียนเหอนาม ‘โม่วเฉียน’ ป๋ายเหอหยุดที่ปากม่าน หันมามองทุกคนด้วยสายตาเคร่งขรึมอย่างที่หลิงเฟิงไม่เคยเห็น “จำคำข้าไว้ให้ดี” เสียงเฒ่าแ่แต่หนักแน่น “ที่นี่คือ ‘ม่านมายา’ ที่ซึ่งสองพิภพรั่วไหลใส่กันจนความจริงกับความลวงปนเปกัน ชี่จะโกหกประสาทััของเ้า มานาจะวาดภาพที่เ้าอยากเห็นที่สุดหรือกลัวที่สุด อย่าเชื่อตา อย่าเชื่อหู จงเชื่อเพียงสิ่งที่อยู่ในอกเ้าเท่านั้น”
พอเท้าแรกเหยียบพ้นผืนม่าน โลกก็พลิกกลับ เสียงาเื้ัหายวับราวถูกตัดด้วยกรรไกร เหลือเพียงความเงียบที่ดังก้องในหู หมอกสองสีโอบล้อมเข้ามาจนหลิงเฟิงมองไม่เห็นแม้ปลายจมูกตัวเอง เขายื่นมือคว้าอาเดรียลที่ยืนอยู่ข้างกายเมื่อครู่ แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศเย็นเยียบ เสียงเรียกของเขาถูกหมอกกลืนหายไปก่อนจะดังถึงหูตัวเองเสียอีก
เส้นพลังในกายหลิงเฟิงปั่นป่วน ชี่ที่เคยโคจรเนิบนิ่งกลับพุ่งทะยานไร้ทิศทาง มานาที่ยืมจากพันธะกับอาเดรียลสั่นระริกราวสายพิณที่ถูกดีดผิดเสียง เขาพยายามรวบรวมสมาธิตามวิชาที่ป๋ายเหอสอน แต่ยิ่งเพ่ง หมอกก็ยิ่งวาดรูป—พื้นที่เคยราบเรียบกลายเป็เหวลึก ฟ้าที่อยู่เบื้องบนกลับมาอยู่ใต้เท้า เขาก้าวพลาดเซถลาแล้วพบว่าตัวเองยังยืนอยู่บนพื้นเดิม ไม่เคยขยับไปไหนเลย
“ทีมแตกกระจายแล้ว” เขาคิด พลางกัดฟันข่มความตื่นตระหนก ป๋ายเหอเตือนไว้ว่าม่านมายาจะแยกพวกเขาออกจากกัน เพราะคนที่ยืนลำพังคือคนที่หลอกง่ายที่สุด เขาต้องหาทางออก ต้องหาคนอื่นให้พบ แต่ทุกทิศทางดูเหมือนกันไปหมด มีเพียงเสียงกระซิบแ่เบาที่เริ่มดังขึ้นจากในหมอก—เสียงที่เขาคุ้นเคยจนหัวใจหยุดเต้น
“หลิงเฟิง” หมอกแหวกออก เซินหรูยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดศิษย์ดาบสีครามเข้มที่ไร้รอยเื ดาบลายคลื่นยังอยู่ในมือ ใบหน้าที่ควรเ็าในความตายกลับยิ้มอย่างอบอุ่นเหมือนวันแรกที่ยื่นยาให้เขาในสถาบัน หลิงเฟิงรู้ทั้งรู้ว่าเป็ไปไม่ได้ แต่ขายังก้าวเข้าหา น้ำตาเอ่อขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว “พี่...”
“เ้าปล่อยให้ข้าตาย” เซินหรูยังยิ้ม แต่ถ้อยคำกลับเย็นเฉียบ “ทวนนั้นเล็งมาที่อาเดรียล เ้ามีเวลาเสี้ยววินาทีจะเลือก แล้วเ้าเลือกใคร เ้าหันไปมองเขาก่อนข้าด้วยซ้ำ” รอยยิ้มของเซินหรูค่อยๆ บิดเบี้ยว “ข้าตายเพราะเ้ารักเขามากกว่าข้า ยอมรับมาสิ หลิงเฟิง ทุกคนที่ยืนใกล้เ้าล้วนต้องตาย เพราะเ้าคือคนถือพลังที่นำหายนะมาให้”
คำพูดเสียดแทงตรงแผลที่ลึกที่สุดในใจ หลิงเฟิงทรุดลงคุกเข่า ลมหายใจสะอื้น มือสั่นจนเหรียญทองแดงในอกกระทบกับจี้หยกดังกริ๊ก—และเสียงนั้นเองที่ปลุกเขา จี้หยกของเซินหรู เขาก้มมองมันในมือ ลมหายใจเย็นเยียบยังแ่อยู่ราวมีใครเฝ้ามองจากอีกฟากม่าน เซินหรูตัวจริงมอบมันให้เขาด้วยคำว่า ‘อย่าโทษตัวเอง’ ไม่ใช่ ‘ทุกคนต้องตายเพราะเ้า’
หลิงเฟิงเงยหน้าขึ้น เช็ดน้ำตา แล้วมองตรงเข้าไปในดวงตาของภาพลวง “พี่เซินหรูจะไม่มีวันพูดแบบนั้น” เสียงเขาสั่นแต่หนักแน่นขึ้นทุกคำ “พี่ตายเพราะพี่เลือกเอง เหมือนที่ข้าเลือกจะแบกมันต่อไป เ้าไม่ใช่เขา เ้าเป็เพียงเสียงในหัวข้าที่กลัวว่าจะจริง” ภาพเซินหรูนิ่งงัน แล้วสลายเป็หมอกเทาที่กระจายหายไป ทิ้งเขาไว้กับความเงียบและบทเรียนข้อแรก—ม่านมายาไม่ได้อ่านความกลัวของเขา มันอ่านความรู้สึกผิด
แต่ม่านยังไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ หมอกแหวกอีกครั้ง คราวนี้เป็กลิ่นก่อน—กลิ่นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวที่หลิงเฟิงจำได้ขึ้นใจ แผงของป้าซูตั้งอยู่ตรงนั้น ป้าซูกำลังลวกเส้น เสี่ยวถาวนั่งแกว่งขาอยู่ข้างๆ หัวเราะคิกคัก เมืองชายม่านในภาพไม่มีรอยไฟไหม้ ฟ้าเหนือหัวเป็สีครามใสไร้รอยแยก ทุกอย่างสมบูรณ์ดีงามราวกับหายนะไม่เคยเกิดขึ้น
“กลับมากินข้าวสิหลานเอ๋ย” ป้าซูเงยหน้ายิ้ม “อยู่ที่นี่กับป้า ไม่ต้องไปสู้กับอะไรอีกแล้ว ที่นี่ปลอดภัย ไม่มีรอยแยก ไม่มีใครต้องตาย” เสี่ยวถาววิ่งมากอดขาเขา “พี่หลิงเฟิงอยู่ด้วยกันนะ อย่าไปไหนอีกเลย” หัวใจหลิงเฟิงแทบแตกสลาย นี่คือทุกอย่างที่เขาอยากได้ โลกที่เขาไม่เคยตื่นพลังต้องห้าม โลกที่ทุกคนยังมีชีวิตและยิ้มได้
เขายืนนิ่งอยู่นานแสนนาน หมอกรอบกายอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ยั่วยวนให้เขาก้าวเข้าไปนั่งลงที่แผง ยอมจมหายในความสุขลวงนี้ตลอดกาล แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผิด—เสี่ยวถาวเรียกเขาว่า ‘พี่หลิงเฟิง’ ทว่าในความเป็จริง นางมักเรียกเขาว่า ‘พี่เฟิง’ เสมอ และป้าซู...ป้าซูไม่เคยบอกให้เขา ‘อย่าไปสู้’ ป้าเคยส่งเขาออกจากบ้านด้วยคำว่า ‘ไปเถิด ไปปกป้องสิ่งที่เ้ารัก แล้วกลับมาหาป้าให้ได้’
“ป้าซูของข้าไม่เคยขอให้ข้าหนี” หลิงเฟิงเอ่ยเบาๆ น้ำตาไหลริน “นางสอนข้าว่าความรักไม่ใช่การกักขังไว้ให้ปลอดภัย แต่คือการปล่อยให้คนที่เรารักไปทำสิ่งที่ถูกต้อง เ้าวาดป้าซูได้เหมือน แต่เ้าวาดหัวใจของนางผิด” เขาหลับตา “ขอบใจที่ให้ข้าได้เห็นนางอีกครั้ง แต่ข้ายังมีหน้าที่ต้องทำ” ภาพเมืองชายม่านพร่าเลือน กลิ่นก๋วยเตี๋ยวจางหาย เหลือเพียงหมอกเทาและเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นอยู่ในความว่างเปล่า
เมื่อเขาเดินต่อไป หมอกค่อยจางลงเผยลานกว้างที่พื้นเป็กระจกเงาสะท้อนฟ้าสองสี และที่กลางลานนั้น มีคนยืนรอเขาอยู่—คนที่มีใบหน้าเหมือนเขาทุกกระเบียด แต่สวมอาภรณ์ราชันปักด้วยด้ายทองและคราม มงกุฎเรืองแสงดาวอยู่บนเศียร ดวงตาของเขาสงบนิ่งและเปี่ยมอำนาจอย่างที่หลิงเฟิงไม่เคยมี “ในที่สุดเ้าก็มาถึง” เงาในกระจกเอ่ยด้วยน้ำเสียงของเขาเอง “ข้าคือเ้าในวันที่เลือกถูกต้อง”
“ดูรอบตัวสิ” ราชันเงากางแขน ลานกระจกเปลี่ยนเป็ภาพโลกที่รวมเป็หนึ่ง ม่าน์หายไป สองพิภพหลอมรวมใต้ฟ้าผืนเดียว ผู้คนบูรพาและประจิมอยู่ร่วมกันโดยไม่มีรอยแยก ไม่มีอสูร ไม่มีา “นี่คือสิ่งที่จะเกิดเมื่อเ้ายอมรับพลังของตน ไม่ใช่ฉีกม่านอย่างที่พวกมันหลอกเ้า แต่ ‘หลอม’ สองพิภพให้เป็หนึ่งด้วยมือของผู้ถือแก่นที่แท้จริง เ้ากลัวจะกลายเป็เซวียนตู—แต่เซวียนตูล้มเหลว ส่วนเ้าจะสำเร็จ เพราะเ้ามีสิ่งที่เขาไม่มี”
หลิงเฟิงรู้สึกหัวใจสั่นไหว เพราะภาพนี้งดงามเกินกว่าจะเป็เพียงคำลวง และเพราะส่วนลึกในใจเขาเองก็เคยฝันถึงโลกที่ไม่มีรอยแยกอีกต่อไป “เ้าพูดถูกครึ่งเดียว” เขาเอ่ยช้าๆ พยายามจับความรู้สึกที่บอกว่ามีบางอย่างผิด “ข้าอยากให้โลกไม่มีรอยแยกจริง แต่...โลกในภาพของเ้า ผู้คนยิ้มได้ แต่ดวงตาพวกเขาว่างเปล่า ไม่มีใครเป็ตัวของตัวเอง เ้าไม่ได้รวมสองพิภพ เ้ากลืนมันจนไม่เหลือความต่าง”
ราชันเงานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มเย็น “ความต่างคือต้นเหตุของา ตัดมันทิ้ง แล้วสันติภาพจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์” “ไม่” หลิงเฟิงส่ายหน้า เสียงหนักแน่นขึ้น “ป๋ายเหอสอนข้าั้แ่วันแรก—สองสายต้องเต้นรำเคียงกัน ไม่ใช่บังคับให้รวม สันติภาพที่ต้องลบทุกความต่างไม่ใช่สันติภาพ มันคือสุสาน เ้าไม่ใช่ข้าในวันที่เลือกถูก เ้าคือข้าในวันที่ยอมแพ้ต่อความกลัว”
พูดจบ เขาก็เข้าใจกลลวงที่ลึกที่สุดของม่านมายาในทันที—มันไม่ได้ล่อเขาด้วยความกลัวหรือความรู้สึกผิดอีกต่อไป แต่ล่อด้วย ‘ความปรารถนาดี’ ของเขาเอง ด้วยความฝันที่อยากให้ทุกคนปลอดภัย เพราะกับดักที่อันตรายที่สุดไม่ใช่สิ่งที่เราเกลียด แต่คือสิ่งที่เราอยากได้จนยอมหลับตาต่อราคาของมัน และนี่—เขารู้แก่ใจ—คือข้อเสนอที่เซวียนตูเตรียมไว้ให้เขาที่ใจกลางม่าน
ทว่ามีบางสิ่งที่ภาพลวงนั้นทิ้งร่องรอยไว้ในใจเขา ในนิมิตห้วงหลอมแก่นเมื่อครั้งก่อน เขาเคยเห็นแสงดาว ‘สานปิด’ รอยร้าวบนม่านราวด้ายทองเย็บผ้าขาด ไม่ใช่ฉีก และราชันเงาก็เพิ่งพูดคำว่า ‘หลอม’ ไม่ใช่ ‘ฉีก’ เช่นกัน หากแสงดาวเป็ได้ทั้งกุญแจทำลายและกุญแจซ่อมแซม คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าเขาจะใช้มันหรือไม่ แต่คือเขาจะใช้มัน ‘เพื่ออะไร’—ตรงกับคำสุดท้ายของเซินหรูเป๊ะ เขาเก็บความคิดนั้นไว้ในอก แล้วก้าวผ่านลานกระจกที่ราชันเงาสลายหายไป
พ้นลานกระจก หมอกเริ่มเบาบางลง และหลิงเฟิงก็ได้ยินเสียง—ไม่ใช่เสียงในหู แต่เป็จังหวะลมหายใจที่สั่นะเืถึงแก่นกลางใจ จังหวะที่เขาจำได้ดีกว่าจังหวะหัวใจตัวเอง อาเดรียล พันธะที่หลอมเป็หนึ่งเมื่อครั้งก่อนยังเชื่อมอยู่ แม้ม่านมายาจะแยกร่างพวกเขา แต่มันลอกเลียนได้เพียงรูปกาย ไม่อาจปลอมลมหายใจที่ตั้งเสียงตรงกันดั่งเครื่องดนตรีสองชิ้นได้
เขาหลับตา ปล่อยให้ชี่กับมานาในกายโคจรเคียงกันอย่างสงบตามวิชาหลอมแก่น แล้วเดินตามจังหวะลมหายใจนั้นไป ผ่านภาพลวงนับไม่ถ้วนที่พยายามฉุดรั้ง—ภาพอาเดรียลที่หันหลังให้เขา ภาพอาเดรียลที่กล่าวหาว่าเขาเป็ปีศาจ ภาพอาเดรียลที่ตายอยู่แทบเท้า เขาไม่เปิดตามองสักภาพ เพราะรู้ว่าลมหายใจจริงนั้นอบอุ่นและมั่นคง ไม่ใช่ภาพที่ตาเห็น
แล้วมือสองข้างก็ประสานกันในความมืด อาเดรียลตัวจริงยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเปื้อนฝุ่นเทา ดวงตาครามเข้มเปล่งประกายโล่งอกเมื่อััได้ว่าเป็หลิงเฟิงจริง “ข้าตามลมหายใจเ้ามา” อาเดรียลเอ่ยเสียงแหบ “ม่านนี่วาดเ้าให้ข้าเห็นนับสิบครั้ง แต่ไม่มีภาพไหนหายใจตรงจังหวะกับข้าได้เลย” หลิงเฟิงกำมือเขาแน่น ไม่มีคำหวานหู มีเพียงสองคนที่หากันเจอในเขาวงกตที่ออกแบบมาเพื่อพรากพวกเขาจากกัน—และนั่นเองคือคำตอบที่ม่านมายาไม่อาจลบล้าง
สองคนเดินเคียงกันต่อไป ความเชื่อมโยงระหว่างพวกเขากลายเป็เข็มทิศที่ม่านลวงหลอกไม่ได้ ไม่นานก็พบป๋ายเหอที่นั่งสมาธิอยู่กลางหมอก ดวงตาเฒ่าเบิกขึ้นช้าๆ ราวเพิ่งหลุดพ้นจากภาพลวงของตัวเอง—ภาพอะไรนั้นเฒ่าไม่ยอมเอ่ย เพียงมองจี้หยกในอกหลิงเฟิงที่กำลังแผ่ลมเย็นแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วสีหน้าเปลี่ยนวูบอีกครั้ง “ยิ่งใกล้ใจกลาง มันยิ่งตอบสนอง” เฒ่าพึมพำราวพูดกับตัวเอง “ผู้ที่อยู่อีกฟากม่าน...เ้ากำลังเฝ้าดูอยู่จริงๆ สินะ”
“ท่านรู้ว่าผู้ใดเป็เ้าของจี้นี้ใช่ไหม” หลิงเฟิงถาม แต่ป๋ายเหอเพียงส่ายหน้าช้าๆ “บางความลับ ข้าสาบานไว้ว่าจะไม่เอ่ยจนถึงเวลาอันควร และเวลานั้นยังมาไม่ถึง” เฒ่าลุกขึ้น สายตาทอดไปยังใจกลางม่านที่เริ่มปรากฏเป็เงาทะมึน “แต่ข้าบอกเ้าได้อย่างหนึ่ง—สิ่งที่เซวียนตูจะบอกเ้าในนั้น ส่วนใหญ่เป็ความจริง นั่นแหละคือสิ่งที่อันตรายที่สุด ความลวงที่ร้ายกาจที่สุดคือความจริงที่ถูกเล่าด้วยเจตนาที่บิดเบี้ยว”
เซอร์เคเลบกับโม่วเฉียนปรากฏตัวตามมา ทั้งสองดูบอบช้ำจากการต่อสู้กับภาพลวงของตน—เซอร์เคเลบเงียบขรึมผิดปกติ ส่วนโม่วเฉียนกำดาบแน่นจนข้อนิ้วขาว ไม่มีใครเอ่ยถึงสิ่งที่ตนเห็น แต่ทุกคนเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูด ม่านมายาได้ฉีกเปลือกของแต่ละคนออกจนเห็นแผลที่ซ่อนไว้ลึกที่สุด และการที่พวกเขายังเดินต่อได้ ก็เพราะต่างผ่านการเผชิญหน้ากับเงาในใจตนมาแล้ว
ทางเบื้องหน้าทอดสู่บันไดหินที่ลอยอยู่กลางความว่าง ไต่ขึ้นไปสู่ลานวงกลมที่ฟ้าสองสีหมุนวนเป็เกลียวเหนือศีรษะ นี่คือใจกลางของม่านมายา จุดที่บางที่สุดในโลกทั้งใบ ที่ซึ่งชี่และมานาไม่ได้แค่อยู่เคียงกัน แต่จนแทบเป็เนื้อเดียว หลิงเฟิงรู้สึกแก่นกลางใจสั่นะเื ราวกำลังขานรับสิ่งที่รออยู่เบื้องบน
ขณะไต่บันได หลิงเฟิงหยุดมองอาเดรียลครู่หนึ่ง “ไม่ว่ามันจะบอกอะไรข้าในนั้น” เขาเอ่ยเบา “ไม่ว่าความจริงจะเลวร้ายแค่ไหน สัญญากับข้าว่าเ้าจะคอยเตือนให้ข้าจำได้ว่าข้าเป็ใคร” อาเดรียลมองเขานิ่ง แล้วยกมือแตะหน้าผากตัวเองจรดกับหน้าผากหลิงเฟิงเบาๆ ลมหายใจสองสายหลอมเป็หนึ่งชั่วขณะ “ข้าจะอยู่ตรงนี้” เขาตอบ “ตราบที่เ้ายังหายใจ ข้าก็จะหายใจตามจังหวะเดียวกับเ้า นั่นคือสัญญาที่ไม่มีม่านใดลบได้”
คำเตือนของกังหลงก่อนสิ้นใจดังก้องในความทรงจำหลิงเฟิง—ว่าความโศกคือประตูบานเดียวกับที่เซวียนตูเดินผ่านสู่ความมืด เขาสูดลมหายใจลึก ยอมรับความโศกที่ยังอยู่ในอก ความรู้สึกผิดที่ยังไม่จาง แต่ไม่ปล่อยให้มันกลายเป็ประตู เขาเลือกแบกมันไว้ ไม่ใช่หนีจากมัน ไม่ใช่ให้มันกลืนกิน นี่คือความแตกต่างระหว่างเขากับเซวียนตู และเขาตั้งใจจะรักษาความแตกต่างนั้นไว้จนลมหายใจสุดท้าย
บันไดสุดทางเปิดออกสู่ลานวงกลม เกลียวฟ้าสองสีหมุนวนช้าลงราวกลั้นหายใจ และที่กลางลานนั้น ร่างสูงเกินมนุษย์ยืนหันหลังให้พวกเขา อาภรณ์ดั่งเงาถักทอด้วยแสงดาว เมื่อร่างนั้นหันมา ใบหน้างดงามไร้กาลเวลาของเ้าผู้ตัดม่าน เซวียนตู ก็ปรากฏ ดวงตาเก่าแก่ของมันจับจ้องหลิงเฟิงด้วยแววที่ไม่ใช่ความเกลียด ไม่ใช่ความหิวกระหาย แต่เป็บางสิ่งที่คล้าย...การรอคอยที่ยาวนานเกินกว่าจะวัดด้วยกาลเวลา
“เ้าผ่านม่านของข้ามาได้โดยไม่เสียตัวตน” เซวียนตูเอ่ย เสียงแ่แต่ก้องไปทั่วลานราวพูดในใจทุกคน “แม้แต่ผู้ถือแก่นคนก่อนหน้าเ้าก็ทำไม่ได้ น่าสนใจยิ่งนัก” มันยกมือขึ้น เกลียวฟ้าหยุดหมุน ป๋ายเหอ เซอร์เคเลบ และโม่วเฉียนถูกพลังมองไม่เห็นผลักให้ถอยห่าง เหลือเพียงหลิงเฟิงกับอาเดรียลยืนอยู่เบื้องหน้ามัน “ข้ารอวันนี้มาพันปี วันที่จะได้บอกความจริงทั้งหมดแก่ผู้ที่ถือแสงเดียวกับข้า ความจริงที่ป๋ายเหอไม่กล้าบอกเ้า ความจริงที่จะเปลี่ยนทุกสิ่งที่เ้าเชื่อ”
หลิงเฟิงยืนตรง มือข้างหนึ่งกุมจี้หยกที่แผ่ลมเย็นแรงขึ้นกว่าเดิม อีกข้างััได้ถึงอาเดรียลที่ยืนเคียงกายโดยไม่ถอย เขาเงยหน้าสบตาบอสประจำเล่มที่ตามหลอกหลอนเขามาั้แ่ต้น สูดลมหายใจที่หลอมเป็หนึ่งกับคนข้างกายเข้าลึก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่สั่นแม้แต่น้อย “งั้นก็พูดมา ข้าจะฟังทุกคำ—แต่ข้าจะเป็คนตัดสินเองว่าอะไรคือความจริง และข้าจะเลือกทางของข้าเอง ไม่ใช่ทางที่เ้าหว่านไว้ให้”
เซวียนตูยิ้มบางๆ เป็รอยยิ้มที่งดงามและน่าสะพรึงในคราวเดียว “ดีมาก เด็กแสงดาว” มันเอ่ย แสงดาวในดวงตาของมันวับไหว “งั้นก็มาเริ่มต้นที่จุดเริ่มต้น—ที่ชื่อของเ้า ที่แท่นหินใต้เมืองชายม่าน และที่เหตุผลว่าทำไมเ้ากับข้าจึงถือแสงเดียวกัน...น้องชายของข้า” คำสุดท้ายนั้นทำให้หัวใจหลิงเฟิงหยุดเต้น และเกลียวฟ้าสองสีก็เริ่มหมุนอีกครั้ง ราวม่านมายากำลังเปิดฉากความจริงที่จะพลิกทุกสิ่ง