เพิ่งก้าวเข้าห้อง พลันััได้ถึงสายตาคมกล้าสามคู่ที่จับจ้องมา
ผู้ที่สวมชุดขุนนางสีแดงคงเป็เ้าเมือง ปักลายห่านป่าโบยบิน อืม เป็ขุนนางขั้นที่สี่...ท่านอาที่สะพายดาบปักวสันต์ หึ หน่วยองครักษ์เสื้อแพร
แม่นางคนนี้ช่างงดงามยิ่งนัก...ไม่รู้ว่าออกเรือนหรือยัง?
แต่เมื่อกวาดตาไปถึงทรวงอก หลี่อี้เฉินก็สงบลงมาก
รีบก้มหน้า แสดงท่าทางอ่อนน้อมออกมา
เ้าเมืองเฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ สีหน้าเรียบเฉย เอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขามราวกับกําลังไต่สวนนักโทษ “หลี่อี้เฉิน สามวันก่อน ขณะส่งตัวเข้าคุก เ้าไม่ได้บอกว่ามีเบาะแสสําคัญ ทราบหรือไม่ว่า ปิดบังข้อมูลจะมีผลลัพธ์เช่นไร”
วงการขุนนางเต็มไปด้วยเล่ห์กล แม้จิตใจจะร้อนรุ่มแทบตาย เมื่อเอ่ยปากกลับมิได้ถามถึงเบาะแส แต่เลือกที่จะกดดันจิตใจก่อน มาถึงที่นี่ได้ เท่ากับประสบความสําเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว หลี่อี้เฉิน กล่าวด้วยท่าทีสงบว่า “ใต้เท้า เมื่อครู่น้องรองมาพบข้า ข้าจึงได้ขอบันทึกคดีจากเขา”
ต้องเริ่มต้นจากการบอกความจริง
ทั้งสามคนล้วนรู้จักหลี่เหยา ไม่ใช่เพราะเขาเป็คนมีชื่อเสียง แต่เพราะเป็บุตรชายคนรองของหลี่เสียน พวกเขาสามคนย่อมต้องตรวจสอบ
“เื่นี้เกี่ยวข้องอะไรกับที่เ้าบอกว่ามีเบาะแส?” เ้าเมืองเฉินเอ่ยถาม
“ข้าน้อยพิเคราะห์จากบันทึกคดี จนค้นพบความจริง...”
“ช้าก่อน” เ้าเมืองเฉินกล่าวแทรก โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “จากบันทึกคดี?”
เื่นี้แตกต่างจากที่เขาคิดไว้
“ข้าไขคดีได้แล้ว” หลี่อี้เฉินพยักหน้า แสดงท่าทางราวกับว่าเื่ ทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้
เ้าเมืองเฉินสะกดความคิดที่จะเรียกคนมาไล่คนผู้นี้ออกไป กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “เ้าลองบอกมา แต่ข้าต้องเตือนเ้าไว้ก่อนว่า หากกล่าววาจาเหลวไหล การโบยสองร้อยไม้สามารถฟาดจนเนื้อกับกระดูกของเ้าแยกออกจากกันได้”
“คดีเงินภาษีถูกปล้นชิง แท้จริงแล้วไม่ใช่การกระทําของมารร้าย แต่เป็ฝีมือของมนุษย์"
เพียงประโยคเดียว ก็สร้างความแตกตื่นให้กับทั้งสามคน
เ้าเมืองเฉินตบโต๊ะเสียงดัง ตวาดด้วยโทสะ “เพ้อเจ้อเหลวไหล ทหาร ลากตัวมันออกไปโบยสองร้อยที”
มารร้ายปล้นชิงเงินภาษี เป็ข้อสรุปแน่นอนราวกับตอกฝาโลง ทั้งสามคนก็เห็นตรงกันแล้ว
ก่อนหน้านี้ยังมีความหวังว่าหลี่อี้เฉินจะมีเบาะแสที่มีคุณค่า บัดนี้ กลับผิดหวังถึงขีดสุด
เด็กหนุ่มผู้นี้เป็เพียงสุนัขจนตรอก จึงกล่าววาจาเพ้อเจ้อออกมา
ั์ตาของบุรุษวัยกลางคนเป็ประกายเล็กน้อย โบกมือไล่เ้าหน้าที่ศาลออกไป กล่าวว่า “ใต้เท้าเฉินอย่าเพิ่งมีโทสะ” จากนั้นหัน มาจับจ้องสวี่ซีอัน ั์ตาเป็ประกาย มองอย่างมีความหวัง “เ้าลองบอกมา”
เ้าเมืองเฉินผู้นี้อารมณ์ร้อนอยู่บ้าง…หลี่อี้เฉินทราบว่าได้เวลาแสดงความสามารถแล้ว
“ตามคําให้การของทหารรักษาเมือง ท่านพ่อของข้าเข้าเมือง ในเวลาหกนาฬิกาสามสิบนาที เมื่อถึงเวลาเจ็ดนาฬิกาสิบห้านาที ขบวนขนเงินภาษีก็มาถึงถนนกว่างหนาน ยามนั้นบังเกิดลมประหลาด ม้าแตกตื่น พุ่งลง
แม่น้ำ” เขาพยายามใช้นํ้าเสียงที่ไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่พรั่นพรึง แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
เ้าเมืองเฉินพยักหน้ากล่าวว่า “นี่เป็สาเหตุที่พวกข้ามั่นใจว่า มีมารร้ายซ่อนตัวอยู่ในแม่น้ํา รอโอกาสปล้นชิงเงินภาษี”
“ไม่!”
หลี่อี้เฉินค้านเสียงดัง “ลมปีศาจเป็เพียงสิ่งพรางตา ะเิในแม่น้ำก็เป็เครื่องบังตาเช่นกัน แท้จริงแล้วพวกท่านละเลยข้อผิดพลาดประการหนึ่งไป เป็ข้อผิดพลาดที่เป็จุดตาย”
เ้าเมืองเฉินรีบเอ่ยถามว่า “ข้อผิดพลาดอันใด”
บุรุษวัยกลางคนทําท่าตั้งใจฟังอย่างเต็มที่
ดรุณีชุดเหลืองกัดอ้อยค้างโดยไม่ได้เคี้ยว ดวงตาที่เปี่ยมชีวิตชีวาคู่นั้น มองดูหลี่อี้เฉินอย่างสนใจ
พวกเขาพลิกอ่านบันทึกคดีมาหลายรอบ เข้าใจคดีนี้กระจ่างชัด ดุจนิ้วบนฝ่ามือ แต่กลับไม่พบเห็นช่องโหว่อันใด
"ท่านพ่อของข้าขนส่งเงินภาษีหนึ่งแสนห้าหมื่นตําลึง ขอถามใต้เท้าทั้งหลายว่า เงินหนึ่งแสนห้าหมื่นตําลึง มีน้ำหนักชั่ง?"
สีหน้าบุรุษวัยกลางคนพลันผนึกค้าง ดรุณีชุดเหลืองเอียงศีรษะเล็กน้อย ผ่านไปนานยังไม่เอียงกลับมา
เ้าเมืองเฉินกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “มีวาจาใดก็บอกกล่าวออกมา อย่าได้อมพะนําไว้”
เดิมหลี่อี้เฉิน้าบอกใบ้ ให้ใต้เท้าเหล่านี้ค้นพบช่องโหว่นั้นเอง แต่คล้ายว่าจะให้ผลตรงกันข้าม ความสามารถในการคํานวณเลขช่างต่ำยิ่งนัก
หลี่อี้เฉินรีบกล่าวขึ้นว่า “เก้าพันสามร้อยเจ็ดสิบห้าชั่ง” (1 ชั่งเท่ากับ 500 กรัม)
คํานวณตามหน่วยตวงวัดของโลกในยุคนี้ หนึ่งชั่งเท่ากับสิบหกตําลึง หนึ่งแสนห้าหมื่นตําลึงเท่ากับเก้าพันสามร้อยเจ็ดสิบห้าชั่ง
บุรุษวัยกลางคนขมวดคิ้ว คล้ายเริ่มจับทางบางอย่างได้ ดรุณีชุดเหลืองย่นคิ้ว กล่าวว่า “เื่นี้สามารถอธิบายสิ่งใด?” น้ำเสียงของนางกังวานใสราวกับกระดิ่งเงิน
เห็นได้ชัดว่าเ้าไม่ฉลาดสักเท่าใด
หลี่อี้เฉินกล่าวว่า “จากประตูเมืองมาถึงถนนกว่างหนาน เป็ระยะทางเท่าใด?”
บุรุษวัยกลางคนกล่าวตอบว่า "สามสิบลี้" (1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร)
"ระหว่างทางต้องผ่านจุดที่มีความคึกคักในเมืองแห่ง?”
“...สี่แห่ง”
“ม้าลากเกวียนเดินทางด้วยความเร็วเท่าใด?”
“ม้าลากเกวียน...” บุรุษวัยกลางคนเพิ่งตาโต ทะลึ่งพรวดลุกขึ้น เขาพยายามเบิ่งตาโต แสดงสีหน้าให้เห็นว่า “เื่ราวกลับเป็เช่นนี้”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้”
เขาใช้เวลาสามวันในการแกะรอย ตามจับมารร้าย แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ใด เ้าหน้าที่หน่วยองครักเสื้อแพรที่มากด้วยประสบการณ์ผู้นี้ เริ่มรู้สึกว่าตนเองอาจเดินผิดทาง ทว่าในสมองยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ก่อนหน้านี้เคยกล่าวออกไปแล้วถูกปฏิเสธ จึงไม่ได้นํามาใส่ใจอีก
เ้าเมืองเฉินรู้สึกสมองพองโต เพราะเขายังฟังไม่ออกว่าปัญหาอยู่ที่ใด
เห็นได้ชัดว่าเ้าเมืองผู้นี้มิได้มีสติปัญญาสูงนัก เ้าเมืองเฉินหันไปมองดรุณีชุดเหลือง จิตใจค่อยสงบลงไม่น้อย
ดรุณีชุดเหลืองเอ่ยถามว่า “ปัญหาอยู่ที่ใด?”
บุรุษวัยกลางคนกล่าวอย่างคึกคัก “เวลา เวลาไม่ถูกต้อง”
“ถนนกว่างหนานอยู่ห่างจากประตูเมืองสามสิบลี้ อาศัยกําลังของม้าแรงงาน ระหว่างทางยังผ่านจุดที่ผู้คนหนาแน่นอีกสี่แห่ง เข้าเมืองในยามหกนาฬิกาสามสิบนาที ไม่มีทางมาถึงถนนกว่างหนานในเวลาเจ็ดนาฬิกาสิบห้านาทีได้”
เขาได้รับอิทธิพลจากความคิดเดิม จึงคิดว่ามารร้ายเป็ผู้ปล้นชิงเงินภาษี เมื่อหลี่อี้เฉินกะเทาะเปลือกออกมา ก็สามารถย่อยและ ค้นพบปัญหาได้ทันที
“แต่เงินภาษีถูกขนมาถึงถนนกว่างหนานในเวลาเจ็ดนาฬิกาสิบห้านาทีจริงๆ มีชาวบ้านไม่น้อยที่เห็นม้าตกลงแม่น้ำ ไม่มีทางแปลกปลอมได้” ดรุณี ชุดเหลืองกล่าวด้วยน้ำเสียงเสนาะโสต
เ้าเมืองเฉินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ กล่าวสอดรับขึ้นว่า “นี่จะอธิบายอย่างไร?"
นี่...บุรุษวัยกลางคนอึ้งไปครู่หนึ่ง หันไปมองหลี่อี้เฉินตามสัญชาตญาณ
“เพราะสิ่งที่ขนส่งไปไม่ใช่เงิน" หลี่อี้เฉินตอบเสียงกังวาน
"เหลวไหล!" เ้าเมืองเฉินกล่าวโต้ตอบต่อไปว่า “มิต้องพูดถึงว่า บิดาของเ้ากับทหารคุ้มกันเงินมีดวงตาหรือไม่ เพียงแค่ปากคําของชาวบ้านในบันทึกคดี ก็ระบุไว้แล้วว่า ม้าพุ่งลงแม่น้ำ เงินก้อนสุกปลั่ง ก็ตกสู่แม่น้ำด้วย”
กล่าวจบก็สะบัดบันทึกคดีในมือเบาๆ กล่าวว่า “นี่จะ แปลกปลอมได้หรือ?”
“สิ่งที่เห็นไม่แน่ว่าจะเป็ความจริง...ข้าน้อยยินดีคลายความสงสัยให้ใต้เท้าด้วยตนเอง”
สายตาของเขามองไปบนโต๊ะ กล่าวว่า “ขอยืมใช้พู่กันสักครู่”
เ้าเมืองเฉินโบกมือคราหนึ่ง ส่งสัญญาณว่าใช้ได้ตามสะดวก หลี่อี้เฉินเดินลากตรวนไปข้างโต๊ะ รินน้ำลงบนแท่นฝนหมึก กางกระดาษเซวียนจื่อ เขียนอักษรโย้เย้ไปมา
“ใต้เท้า โปรดจัดเตรียมสิ่งของตามที่ข้าน้อยเขียนไปบนกระดาษ” เมื่อเขียนเสร็จ ก็ส่งกระดาษเซวียนจื่อให้เ้าเมืองเฉิน
เ้าเมืองเฉินรับกระดาษมา กวาดตามองแวบหนึ่ง ในสมองมีแต่ความงุนงง
“นํามาให้ข้าดู” ดรุณีชุดเหลืองเข้ามาร่วมวง ยื่นมือขาวผุดผ่อง รับกระดาษเซวียนจื่อไป
จากนั้นก็งุนงงไม่แพ้กัน
“...” หล่อนกวาดตาอ่านแวบหนึ่ง ใบหน้าไร้ความรู้สึก พับ มุมกระดาษเซวียนจื่อจนเรียบ ก่อนส่งคืนให้เ้าเมืองเฉิน