“ฉันก็พอทำใจได้แล้ว เอ่อ..จริงสิ แล้วเป็ไงบ้าง อยู่กันสบายไหม คับแคบไปหรือเปล่า”
“สบายดีค่ะ ไม่ได้คับแคบอะไร”
“อื้ม... มีอะไรขาดเหลือให้บอกนะ จะได้ให้คนจัดหาให้ อยู่ที่นี่ก็คิดเสียว่าเป็บ้านของตัวเองแล้วกัน กับหิรัญเองหากเขาพูดอะไรไม่ดีไปบ้าง ก็อย่าไปถือสา มีอะไรไม่สบายใจก็ให้มาบอกฉัน ฉันจะจัดการให้” หญิงสาวยกมือไหว้ขอบคุณด้วยความประทับใจ
“ขอบพระคุณคุณท่านมากนะคะ ที่เมตตาฝนกับคุณยาย งั้นฝนขอตัวก่อนนะคะ” ว่าแล้วหญิงสาวก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินจากไป ก่อนชายหนุ่มจะเดินลงมาจากชั้นบน เพื่อรับอาหารเย็น หากต้องขมวดคิ้วแปลกใจ เมื่อเห็นแม่เนียมตั้งโต๊ะก่อนเวลา หากแต่ไม่ได้ถามอะไร หิรัญย่อตัวลงนั่งแล้วทอดสายตามองอาหารครู่หนึ่ง
“วันนี้มีแค่แกงเขียวหวานเหรอครับ” คำถามของลูกชายทำให้อธิพันธ์ยิ้มบางเบาออกมา พลันเลื่อนถ้วยแกงให้เขา
“ลองกินสิ”
“หน้าตาไม่เหมือนที่แม่เนียมทำเลย” เขาสงสัยพลางหยิบช้อนขึ้นตักชิม ก่อนจะเบิกตากว้างแล้วเหลือบมองแกงเขียวหวานในถ้วยอีกครั้ง พร้อมเสียงหัวเราะของอธิพันธ์จะหลุดออกมาเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย
“ทำไมต้องทำตาแบบนั้น อร่อยหรือไม่อร่อย”
“ไม่ใช่ฝีมือแม่เนียมแน่ ๆ ว่าแต่แม่เนียมไปซื้อมาจากร้านไหนเหรอครับ ต่อไปไม่ต้องให้แม่เนียมทำแล้วนะ ให้แม่เนียมไปซื้อมาจะดีกว่า” หิรัญพูดพร้อมกับตักเข้าปากไม่หยุด ก่อนที่หญิงกลางคนจะเอ่ยขึ้นลอย ๆ
“ดิฉันไม่ได้ซื้อมาหรอกค่ะ แกงเขียวหวานนั้นเป็ฝีมือคุณฝนทิพย์ ฉันแอบเห็นเธอขลุกอยู่ในครัวตั้งนานสองนาน น้ำพริกแกงเธอตำเองกับมือ กลิ่นนี่หอมลอยมาแต่ไกลเลยค่ะ ฉันให้หลังไม่นานเธอก็ตักมาให้คุณท่านทานด้วย คนอะไรก็ไม่รู้น่ารักจริง ๆ เลยนะคะ” หิรัญวางช้อนลง แล้วเช็ดปากด้วยท่าทางเงียบ ๆ ก่อนอธิพันธ์จะกล่าวเสริม
“ฉันกำลังคิดว่า รสมือของหนูฝนคล้ายแม่ของแกอยู่เหมือนกัน หอมกลิ่นเครื่องแกง ทั้งยังกลมกล่อมไม่หวานเกินไปนัก แกว่าไง” ชายกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมจับจ้องมองตรงไปยังกิริยาของลูกชาย
“ก็คงงั้นมั้งครับ ผมจำรสมือแม่ไม่ได้ มันนานแล้ว” เขาตอบไม่เต็มปากนัก แต่ก็ตักกินไม่หยุด ทำให้ชายกลางคนหลุดยิ้มอยู่หลายครั้ง เพราะความปากแข็งของอีกฝ่าย
“เอ่อ..พ่อว่าจะให้หิรัญพาหนูฝนไปซื้อของใช้ส่วนตัวเข้าบ้านหน่อย” ได้ยินดังนั้น หิรัญชะงักแล้วค่อย ๆ วางช้อนลง
“ก็ให้ชัยศักดิ์พาไปสิครับ ผมงานยุ่งจะตาย ไม่มีเวลาพาไปหรอก”
“ฉันตรวจตารางงานของแกแล้ว พรุ่งนี้แกไม่มีประชุม ฉันขอเวลาสักชั่วโมงสองชั่วโมงพาหนูฝนไปซื้อของใช้ส่วนตัวหน่อยไม่ได้หรือไง”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่หน้าที่ผม ทำไมคุณพ่อไม่ให้ชัยศักดิ์พาไปล่ะครับ”
“เด็กในท้องหนูฝน ยังไม่แน่ว่าเป็ของแกหรือเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นแกก็ควรดูแลเธอบ้าง ฉันไม่ได้ขอให้แกดูแลฝนทิพย์ตลอดเวลาเสียหน่อย เจียดเวลาที่ให้กับรตี พาฝนทิพย์ไปซื้อของใช้เข้าบ้าน ทั้งเสื้อผ้า แชมพู ของใช้ส่วนตัวจิปาถะ แค่สองชั่วโมง ไม่ทำให้เวลาของแกหายไปมากนักหรอก”
“เราซื้อมาตุนไว้เต็มไปหมด ให้แม่เนียมจัดการสิครับ”
“ของที่ซื้อตุนไว้มีแต่ของผู้ชาย ฝนทิพย์กับยายเป็ผู้หญิงนะหิรัญ ทำอะไรคิดหน่อยสิ แม่เนียมรายงานฉันหมดแล้วว่า กระเป๋าที่พวกเธอหิ้วมา ก็มีแค่เพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ ไม่มีของใช้อะไรติดมา ดังนั้นครั้งนี้ถือว่าพ่อขอร้องละกัน ทำเพื่อเด็กในท้องได้ไหมล่ะ” ชายหนุ่มเหลือบตามองบิดา แล้วถอนหายใจออกมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“งั้นพรุ่งนี้่เช้าผมขอเข้าไปบริษัทก่อนละกัน ่บ่ายผมจะมารับฝนทิพย์ บอกให้เธอเตรียมตัวด้วยละกัน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจนัก ด้วยเพราะไม่อยากขัดใจบิดาจึงยอมตกลงเพื่อจบปัญหา ก่อนจะตักแกงเขียวหวานทานต่ออย่างเงียบ ๆ โดยไม่สนใจสิ่งใดมากนัก
ก่อนหน้าภูดิศพยายามโทรหาฝนทิพย์อยู่หลายครั้ง แต่หญิงสาวกลั้นใจตัดสายทิ้ง เพราะไม่อยากเ็ปกับรักที่เป็ไปไม่ได้ เวลานี้น้ำตาของเธอรินไหลลงอาบแก้ม พลางมองเบอร์ที่โทรเข้าไม่หยุด ก่อนปลายนิ้วตัดสายเขาทิ้งเหมือนเคย
“ตัดสายเขาทิ้งอีกแล้วเหรอลูก ทำไมไม่รับ ไม่คุยกันให้รู้เื่ไป” หญิงชราเดินเข้ามาแล้วยกมือลูบศีรษะ ก่อนหญิงสาวจะหันไปกอดยาย
“เดี๋ยวเขาก็เลิกโทรไปเองค่ะ ถ้ายิ่งรับสาย ยิ่งได้คุยกัน ฝนอาจจะทำใจไม่ได้ไปตลอดชีวิต ให้เป็แบบนี้ดีแล้วค่ะ สักวันทั้งเขาและฝนจะลืมทุกอย่างไปเอง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ภูดิศนั่งมองมือถือที่ถูกฝนทิพย์ตัดสายไปด้วยสายตาเศร้าสร้อย นับจากวันที่เธอจากไป เขาไม่สามารถติดต่อฝนทิพย์ได้อีก จนดูซูบผอมลงจากเมื่อก่อน เพราะไม่มีกำลังใจทำอะไร จิตใจฟุ้งซ่านหมกมุ่นอยู่แต่เื่ของฝนทิพย์ หากเขาไม่คิดรวบรัดเธอแบบผิด ๆ คงไม่มาพบจุดจบแบบนี้