วินาทีถัดมา เงาดำทะมึนแวบผ่านด้วยความเร็วจนแทบมองไม่ทันด้วยตาเปล่า ชายปริศนาถูกสัตว์ร้ายสีดำขนาดใหญ่พุ่งกระแทกใส่ตัวกระเด็นปลิวไปไกลจนถึงทางเดินในส่วนลึกของห้าง
ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ความเงียบงันใน่เวลาสั้น ๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามดังกึกก้องอสูรสีดำยืนตระหง่านอยู่กลางทางเดินโครงร่างของมันมีลักษณะเป็สัตว์กินเนื้อที่ทั้งดุร้าย ปราดเปรียว และทรงพลังร่างกายของมันถูกปกคลุมด้วยขนสีดำสนิท เงาวับสะท้อนแสงไฟที่ส่องจากเพดานห้าง ดวงตาประกายที่ฉายแววคมกริบจับจ้องไปยังชายปริศนาโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างควันสีดำจาง ๆ ลอยคลุมรอบตัวมัน สร้างบรรยากาศอันน่ากลัวและลึกลับราวกับมันเป็สัตว์อสูรที่หลุดออกมาจากนิทานปรัมปรา

เรย์กับเคนจิยืนอยู่ไม่ไกลพวกเขามองดูอสูรสีดำด้วยความตกตะลึง เรย์สังเกตลักษณะของมันอย่างละเอียดรูปร่างของมันเป็หมาป่าสีดำขนาดใหญ่ ขนหนายุ่งเหยิงพองเหมือนพร้อมจะพุ่งเข้าโจมตีทุกเมื่อดวงตามันจ้องมองไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่
ััได้เลยว่าอสูรที่ยืนอยู่ตรงหน้าเองนั้นเป็ตัวตนอันแข็งแกร่งเช่นกัน
“คุ...รา... เบะ”
เสียงซึ่งเปล่งออกมาจากอสูรตรงหน้าสร้างความใให้กับทั้งเขาและเคนจิเป็อย่างมาก
‘หมาป่าพูดภาษามนุษย์!?’
เรย์มองเห็นไฟแห่งความขุ่นแค้นจุดขึ้นในดวงตามันแล้วไฟนั้นก็กลายเป็เปลวเพลิงหมุนวนเกรี้ยวกราด
ดูท่าจะไม่ใช่ความอาฆาตธรรมดา ๆเสียแล้ว
“ให้ตายสิไคโดแกนี่กัดไม่ปล่อยจริง ๆ เลยนะ... คิดว่าฉันไม่เบื่อบ้างหรือไง ที่แกคอยสร้างความวุ่นวายให้กับงานของฉันอยู่แบบนี้น่ะ”
ชายชุดดำแสยะยิ้มขยับลุกขึ้นตั้งหลักได้อีกครั้งเขาบ่นราวกับท้าทายอสูรตรงหน้าด้วยท่าทีสบาย ๆ เรย์สังเกตเห็นได้ว่าชายชุดดำอยู่ในท่วงท่าเตรียมพร้อมเอาจริงกระแสลมไหลพัดมารวมกันคล้ายพายุขนาดย่อม ๆ
บรรยากาศแตกต่างจากตอนที่สู้กับพวกเขาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
‘ตอนที่สู้กันหมอนี่ออมกำลังไว้หลายส่วนชัด ๆ’
เรย์เปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนความรู้สึกที่แผ่ออกมาต่างกับบรรยากาศก่อนหน้านี้ลิบลับเขามองเห็นกระแสลมเคลื่อนไหวอย่างประหลาดมันหมุนวนล้อมรอบแขนทั้งสองข้างของชายปริศนา ทั้งสองต่างไม่เคลื่อนไหวความเงียบเหมือนเป็สิ่งจับต้องได้ในบรรยากาศเย็นะเื
พลันเสี้ยววินาทีนั้นเอง ชายปริศนาและอสูรร้ายสีดำทมิฬพุ่งตัวเข้าปะทะกันอย่างหนักหน่วงทั้งที่มีร่างกายใหญ่ั์แต่กลับรวดเร็วผิดคาดบริเวณห้างชั้นล่างกลับกลายเป็เวทีต่อสู้อันดุเดือด การปะทะกันแต่ละครั้งสร้างแรงสั่นะเืที่ทำให้กระจกแตกละเอียดโต๊ะและชั้นวางสินค้าล้มระเนระนาด สภาพภายในห้างเละเทะไม่เหลือชิ้นดีพื้นห้างเต็มไปด้วยเศษกระเบื้องและซากสิ่งของที่กระจัดกระจาย ไม่มีที่ว่างให้แทรกสำหรับพวกเขาทั้งสองคนอีกต่อไป
ไม่นานจากนั้นฝูงผีดิบซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน เริ่มออมารวมกันบริเวณหน้าประตูทางเข้าของ เสียงกรอดกราดของพวกมันดังขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่น่าขนลุก
เสียงซากปรักหักพังจากการต่อสู้ของพวกเหนืุ์ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
“นี่ไม่ใช่เื่ที่เราเข้าไปยุ่งได้แล้วล่ะเคนจิ ฉันว่ารีบหาทางชิ่งออกจากที่นี่กันดีกว่า”
บริเวณจุดนัดพบด้านหลังห้างสรรพสินค้า
“เ้าพวกบ้า ทางนี้ทางนี้!”
ในขณะหยาดฝนเริ่มลงเม็ดโปรยปราย
ชิโฮะะโส่งเสียง โบกมือไหว ๆเรียกด้วยสีหน้าโล่งใจ เมื่อเห็นเรย์กับเคนจิมายังจุดนัดพบด้านนอกได้เสียทีท่ามกลางผู้คนที่กำลังวิ่งหนีอะไรบางสิ่งอย่างอลม่าน
“คนพวกนั้นกำลังวิ่งหนีอะไรมาน่ะ?”
ฮารุโตะเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยพยายามเพ่งสายตาสอดส่อง
แต่ดูเหมือนว่าจะโล่งใจได้ไม่นานเมื่อทันทีที่ได้เห็นสีหน้าของเพื่อนกำลังวิ่งตะบึงตรงมาหน้าตาตื่น บริเวณหลังห้างนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศชวนวุ่นวายมีเสียงกรีดร้องและเสียงฝีเท้าวิ่งดังไปทั่วทุกสารทิศผู้คนมากมายต่างหอบหิ้วข้าวของและมองหาทางหนีทีไล่ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“อย่าเพิ่งถามอะไรวิ่ง! เดียวนี้!”
เคนจิส่งสัญญาณโบกไล่พลางร้องะโสั่ง
ผีดิบหลายสิบตัวกำลังรุมล้อมบริเวณทางออกห้างพวกมันทั้งหมดเต็มไปด้วยสภาพแผลเหวอะหวะ บางตัวคางแหว่งไปครึ่งซีกเผยให้เห็นเพียงกรามบน ดูจากเครื่องแต่งกายดูเหมือนว่าฝูงชนผีดิบส่วนใหญ่มาจากพลเมืองที่เสียชีวิตไปแล้วอย่างแน่นอน พวกมันกำลังเบียดเสียดทั้งผลักและขยายช่องเปิดประตู กระแทกเข้ากับโต๊ะและเครื่องกีดขวางในที่สุดน้ำหนักของผีดิบจำนวนมากก็ประสบความสำเร็จและได้ยินเสียงสิ่งกีดขวางพังทลายลงมา
พวกมันทั้งหมดออทะลักออกมาจากประตูราวกับผึ้งแตกรังดักหน้าหลังหลายทิศทาง
เคนจิวิ่งฝ่าเตะต่อยพวกผีดิบที่พุ่งเข้ามาเปะปะให้กระเด็นกลับไปโดยแถวหลังมีชิโฮะชี้นิ้วไปยังเป้าหมาย เรียกใช้ศรแสงยิงสนับสนุนซึ่งเธอเพิ่งเรียนรู้ได้ไม่นาน
“พวกมันโผล่ออกมาจากไหนนักหนาวะเนี่ย!”
เคนจิบ่นในขณะที่เหวี่ยงหมัดใส่ผีดิบซึ่งอยู่ใกล้สุดอย่างเต็มแรง ร่างเน่าเปื่อยกรูออกมาที่ถนนอย่างไม่มีทีท่าจะหมด
นาคาจิม่ากับฮารุโตะพยายามระดมยิงชะลอการเคลื่อนไหวของพวกมันเอาไว้
ฝูงผีดิบหลายสิบตัวทั้งรุมทึ้งและพุ่งชนทุกชีวิตบนถนนอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรอดกราดของฟันและเสียงย่ำเท้าดังก้องไปทั่ว กลุ่มของพวกเขาวิ่งเรียดไปบนถนนใหญ่ ปะปนกับคนอื่น ๆ อย่างโกลาหล
อีกฝั่งไม่ไกลกันเรย์เห็นคนพยายามดิ้นรน อยู่บนดาดฟ้าอาคารชายคนหนึ่งกำลังชั่งใจที่จะโดดลงไปยังพื้นเบื้องล่างที่อยู่สูงจากพื้นดินเท่ากับอาคารสามชั้นเมื่อกลุ่มผีดิบกำลังพังประตูซึ่งเป็ปราการสุดท้ายเข้ามา
ภาพที่เห็นสุดท้ายคือชายคนนั้นไม่กล้าตัดสินใจะโลงมาจนถูกพวกมันรุมทึ้งอย่างหิวกระหาย
พวกเขายังคงวิ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็วคงที่แต่วิ่งไปได้ไม่กี่นาทีก็ต้องชะลอฝีเท้าและหยุดลงชิโฮะที่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งจึงชนเข้ากับแผ่นหลังเคนจิอย่างจัง
“โอ้ยนาย... แฮ่ก จะหยุดทำไมเนี่ย!”
เธอพูดไม่ปะติดปะต่อหอบหายใจเสียงดังแต่เมื่อเห็นจำนวนผีดิบที่ยืนดักอยู่ด้านหน้าก็จำต้องเงียบไปในบัดดล
พวกเขาถูกผีดิบจำนวนมากโผล่มารุมล้อมไว้ทุกทิศทุกทาง
“ทำไมพวกมันถึงมีเยอะขนาดนี้!? นี่ฉันต้องมาตายแบบนี้จริง ๆ หรือไงกัน… .ให้กลายเป็แบบเ้าพวกนี้ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ!”
ฮารุโตะเอ่ยขึ้นท้องไส้บิดเขม็งเป็เกลียวด้วยความหวาดหวั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
กลุ่มของเรย์และเพื่อน ๆแทบสู้หันหลังชนกัน
“ไม่พูดก็ไม่มีใครว่าเป็ใบ้หรอกนะเ้าบ้า!”
ชิโฮะยังมีเวลาส่งเสียงตวาดแว้ด
ทั้งเรย์และเคนจิเงยหน้าขึ้นด้วยสัญชาตญาณเมื่อััได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
เสียงะโที่สูงแหลมคล้ายกับเสียงไก่ที่ถูกบีบคอดังขึ้น
‘นั่นเสียงนกร้องหรือเปล่านะ?’
ทันใดนั้นเอง ความสนใจของพวกเขาทั้งหมดถูกดึงไปยังเสียงเดิมที่ดังขึ้นอีกระลองหนึ่งและตามมาด้วยเสียงกระพือปีก พวกเขาได้เห็นเงาดำบนท้องฟ้ากำลังพุ่งโฉบลงมาใกล้อย่างรวดเร็วราวกับอุกกาบาต
เมื่อเค้าโครงของมันปราฏชัดทุกคนต่างเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา
“บอกฉันที... นี่รายการล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย!”
ฮารุโตะพึมพำออกมาเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตตรงหน้ามันคือสัตว์ประหลาดคล้ายนกขนาดมหึมา ร่างกายครึ่งบนคล้ายมนุษย์มีหัวเป็วัวในขณะที่แผ่นหลังมีปีกที่กว้างใหญ่แทบจะคลุมรถได้ทั้งคันขาทั้งสองของมันเหมือนกับมืออันสง่างามของหญิงสาว แต่ละนิ้วมีขนาดเท่าหนึ่งตัวคนยิ่งดูยิ่งหน้าสะพรึง ราวกับภูตผีที่หลุดออกมาจากเื่เล่าตำนานพื้นบ้าน

ปากกว้างสีแดงฉานทำให้ผู้ที่จ้องมองรู้สึกหลอนเหมือนพร้อมที่จะถูกดูดเข้าไปภายใน
“กรี๊ด—!”
มันส่งเสียงกรีดร้องหวีดแหลมของหญิงสาวผ่านส่วนหัวคล้ายวัวนั่นจนแก้วหูะเืกระจกอาคารบริเวณโดยรอบเกิดรอยร้าว
“ทุกคนระวัง!”
เคนจิร้องะโเตือนขณะที่มันร่อนลงขย้ำฝูงผีดิบและมนุษย์ที่วิ่งหนีอยู่กลางสี่แยก
มันหัวเราะด้วยเสียงโทนสูงเป็ภาพชวนขนหัวลุกเหล่าผีดิบพยายามปีนขึ้นไปบนตัวของนกปีศาจ ทว่าไม่ทันไรก็ถูกร่างกายขนาดใหญ่นั่นหมุนตัวสะบัดปีกเป็ครึ่งวงกลม
สร้างแรงลมกรรโชกจนเหล่าผีดิบซึ่งกำลังรายล้อมกระเด็นไปคนละทิศละทาง
ในเวลาเดียวกันนั้นเองกองทัพซามูไรปีศาจจำนวนหนึ่งได้มาถึงพวกมันเข้าโรมรันใส่เหล่าผีดิบจนเกิดเป็ศึกสามด้าน เป็ภาพที่สร้างความสับสนให้พวกเขาเป็อย่างมาก
‘พวกมันกำลังสู้กันเอง!?’
เรย์มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
นกปีศาจใช้ปีกขนาดใหญ่ตะปบใส่ผีดิบรอบๆจนบี้แบน มันอ้าปากกว้างสีแดงฉานไล่เขมือบหัวเหล่าผีดิบราวเคี้ยวอาหาร
การปรากฏตัวอันเหนือความคาดหมายของผู้มาใหม่ทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในความชุลมุนวุ่นวายมากยิ่งขึ้นแต่อีกนัยหนึ่งสำหรับพวกเขาแล้วนี่ถือเป็โอกาสอันดีแม้ยังติดค้างในใจที่พวกมันต่างกำลังต่อสู้กันเองก็ตาม
“ทุกคนตามหลังฉันมาคุ้มกันด้านข้างให้ด้วย”
เคนจิตั้งสติได้คนแรก เรย์เห็นหมอนั่นอุ้มป้ายเหล็กโฆษณาของร้านราเมงใกล้ตัวขึ้นก่อนเสริมพลังใช้มันเป็โล่พุ่งเข้าใส่เหล่าผีดิบเพื่อเปิดทางให้เพื่อนๆ วิ่งฝ่าโดยมีซีซ่าช่วยกรุยทางด้วยอีกแรง
“หลีกทางไปเซ่ตัวไหนขวางทางฉันจะขยี้พวกแกให้หมด!”
เคนจิพุ่งฝ่าไปข้างหน้าอย่างฮึกเหิมเป็เส้นตรงชนทุกอย่างที่ขวางหน้า
ฮารุโตะหันไปยิงสะเปะสะปะใส่พวกที่กำลังกรูกันเข้ามารุมล้อมเรย์กวัดแกว่งดาบคอยระวังพวกที่เล็ดลอดอ้อมมาจากด้านข้าง ด้วยเสียงปืนหรืออะไรก็ตามแต่ทางฝั่งนี้มันได้เรียกความสนใจจากเ้านกปีศาจซึ่งอยู่ห่างออกไป
ใบหน้านั่นหันขวับมองมาทางพวกเขาด้วยดวงตาดำสนิทวาววามริมฝีปากแสยะยิ้มเปิดกว้างราวกับเห็นเหยื่ออันโอชะเ้านกปีศาจเอียงหัวไปด้านข้างแล้วส่งเสียงหวีดแหลมอีกครั้งปล่อยให้ชิ้นเนื้อเน่าเปื่อยในปากตกลงกระทบพื้นมันก้าวพรวดพราดด้วยขาที่เหมือนมืออันเรียวยาวของหญิงสาว เคลื่อนไหวตรงมาทางพวกเขา
ระหว่างที่ต่างวิ่งไปต่อสู้ไปอย่างทุลักทุเลแทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะทิ้งระยะห่างจนหนีพ้น
“มันมาทางนี้แล้ว!”
“เฮงซวยเอ๊ย! ทำไมต้องเป็ตอนนี้ด้วย”
ฮารุโตะกับโยซึรุหันปากกระบอกยิงใส่หวังทำให้มันหยุดชะงัก ทว่าเพียงเท่านั้นดูเหมือนไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของมันได้
ชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังหันหลังวิ่งแฟนหนุ่มของเธอเกิดสะดุดล้มลง
“อากิโกะ หนีไป— อ๊ากกก!”
ชายคนดั่งกล่าวถูกฝูงผีดิบที่ไล่ตามมารุมทึ้งทันทีสภาพเนื้อถูกฉีกเละเทะไม่อาจทนดูได้
“ไม่นะ!”
เขาตายแล้ว ตายลงอย่างง่ายดายต่อหน้าต่อตา
โยซึรุรีบรั้งแฟนสาวของชายผู้โชคร้ายเอาไว้เมื่อเธอทำท่าจะวิ่งกลับไปช่วยอีกฝ่าย
“ตัดใจซะเถอะเขาไม่รอดแล้ว!”
เด็กสาวทำได้เพียงแค่ส่ายหัวอย่างสิ้นหวังก่อนจะเลือกสะบัดแขนทิ้งแล้ววิ่งกลับไปท่ามกลางฝูงผีดิบ
“เดียวสิ... ทำไมถึงกลับไปอีกล่ะ!”
โยซึรุมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง
“ผม... เข้าใจนะถ้าเกิดว่าทั้งโลกกลายเป็แบบนี้หมด ตายไปพร้อมกับคนรักคงมีความสุขกว่า”
ฮารุโตะเอ่ยขึ้นด้วยความหดหู่
ทั้งคู่พยายามสาดะุช่วยอีกฝ่ายแต่ไม่เป็ผล ด้วยจำนวนมหาศาลของผีดิบที่ถาโถมเข้าใส่เด็กสาวผู้สิ้นหวังได้จมหายไปจากสายตา
“ยัยเด็กโง่เอ๊ย!”
โยซึรุเอ่ยรำพึงอย่างเวทนา
นกปีศาจยังคงเคลื่อนไหวไล่ตามหลังมามันง้างปีกเล็งมายังมนุษย์ตัวจ้อยซึ่งกำลังสร้างความรำคาญให้กับมัน
“มันใกล้เข้ามาแล้วรุ่นพี่ระวังครับ!”
ฮารุโตะรีบร้อนเอ่ยเตือน
เรย์เห็นท่าไม่ดีรีบะโคว้าตัวรุ่นพี่สาวไว้ในอ้อมแขนใช้ร่างกายของตนบดบังการโจมตีที่กำลังมุ่งตรงมา
แม้ชิโฮะจะสามารถเรียกโล่แสงขึ้นมาช่วยป้องกันไว้ได้ทันแต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหยุดปีกขนาดใหญ่อันทรงพลัง ที่เหวี่ยงฟาดเข้าใส่ได้
‘เพล้ง’
โล่แสงแตกออกเป็ประกายระยิบระยับในพริบตา
เรย์กับโยซึรุถูกแรงกระแทกส่งปลิวหายเข้าไปยังร้านเครื่องดนตรีอีกฟากของถนน เสียงข้าวของพังกระจัดกระจายเสียหาย
เคนจิซึ่งกำลังสู้ติดพันอยู่ด้านหน้าหันกลับมามองด้วยสีหน้าเป็กังวลปนร้อนรน
“โยซึรุ! เรย์!”
ฮารุโตะสบโอกาสได้ทดลองสิ่งที่อยากใช้มานานควักอัญมณีจากกระเป๋าเป๋แล้วรวบรวมสมาธิทั้งหมดเพ่งจิตใส่
‘ต้องได้ผลสิน่า!’
ฮารุโตะบอกตัวเองในใจและแม้จะฟังดูไม่มั่นใจเท่าที่ควร แต่แสงสีแดงหม่นนั่นก็พลันเรืองออกมาทันตาในจังหวะที่มันทวีความสว่างขึ้น ฮารุโตะง้างมือเขวี้ยงออกไปสุดแรงแสงสีแดงแผร่กระจายออกมาเป็ระลอกคลื่นก่อเกิดเป็ะเิเพลิงรูปทรงกางเขนขนาดั์ใส่อสุรกายประหลาดเบื้องหน้า
แรงอัดอากาศจากผลของการะเิทำเอากระจกอาคารรอบบริเวณแตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ
“สำเร็จ!”
การจู่โจมตีครั้งนี้ทำให้มันเซถลาราวนกปีกหักใบหน้าน่ากลัวนั่นติดไฟลุกไหม้ เหล่าฝูงผีดิบสบโอกาสไต่ขึ้นไปบนตัวของมันราวกับมดงานกำลังรุมทึ้งซากศพ ท้ายที่สุดนกปีศาจจำต้องกระพือปีกบินขึ้นฟ้าสลัดพวกที่มาสร้างความรำคาญนี้ทิ้งก่อนจะบินหนีไป
ฮารุโตะยิ้มอย่างดีใจที่ขับไล่มันไปได้รู้สึกโชคดีที่เมื่อคืนไม่ลืมหยิบอัญมณีเหล่านี้ติดตัวออกมาจากที่พัก
ท่ามกลางซากปรักหักพังภายในร้านเครื่องดนตรีข้าวของแตกหักกระจายเกลื่อน
“อึก—รุ่นพี่เป็อะไรหรือเปล่าครับ”
เรย์ซึ่งนอนโอบรุ่นพี่สาวไว้ในอ้อมแขนเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็กังวล
“รู้สึกชาที่หลังนิดหน่อย...อาซากุระคุงล่ะ”
“ยังพอไหวครับไม่ต้องห่วง”
หากไม่ได้โล่ของชิโฮะช่วยลดแรงปะทะเรย์นึกภาพไม่ออกว่าพวกเขาทั้งคู่จะมีสภาพเป็เช่นไร
เขาพยุงตัวฉุดรุ่นพี่สาวขึ้น
“ระวัง!”
เสียงใของรุ่นพี่สาวทำให้เรย์หมุนตัวตวัดดาบใส่พื้นที่ด้านหลังของตนโดยอัตโนมัติ ผีดิบที่กระโจนเข้ามาจากมุมอับสายตาหลังซากปรักหักพังถูกคมดาบฟันจนขาดสะพายแล่ง
พวกมันตัวอื่น ๆ พยายามเบียดเสียดกรูกันเข้ามาจากทางหน้าร้านอย่างทุลักทุเล
“เฮ้! ช่วยบอกทีเถอะว่าพวกนายไม่เป็อะไรน่ะ!?”
ถึงแม้จะมองไม่เห็นหน้ากันแต่เขาก็ััได้ถึงความเป็ห่วงในน้ำเสียงที่ะโส่งผ่านมานั่น
“เคนจิพวกเราไม่เป็อะไรฉันกับรุ่นพี่จะหนีไปอีกเส้นทาง แล้วพวกเราค่อยไปเจอกันที่ค่ายอพยพไม่มีเวลาโอ้เอ้แล้ว เพราะงั้นต้องรีบแยกกันไปก่อนที่จะถูกพวกมันล้อม”
เขารีบขานตอบ แล้วหันมองไปรอบ ๆมองเห็นพวกมันกำลังวิ่งเข้าหาผ่านกระจกทุกด้านที่ติดรอบอาคาร
พวกมันยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสายเต็มท้องถนนทำให้เรย์และโยซึรุไม่สามารถกลับไปรวมตัวกับกลุ่มได้อีกต่อไป
“บ้าเอ๊ย! เข้าใจแล้ว ระตัวด้วยนะโว้ย—”
“เคนจิ! ทางฉันจะต้านไว้ไม่ไหวแล้วนะ”
ฮารุโตะรัวะุจนใกล้หมดแม็ก
เคนจิกัดฟันจำใจต้องแยกจากกันเขาเปลี่ยนความโมโหเป็พลัง ซัดผีดิบทุกตัวที่ขวางหน้าฝ่าออกไปอีกเส้นทางสถานการณ์นี้หากยังดึงดันกลับไปช่วย จะกลายเป็ว่าทั้งหมดยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายยิ่งกว่าเดิม
เรย์เห็นป้ายทางออกเรืองแสงสีเขียวเขาคว้ามือบางพาเธอหลบหนีออกทางด้านประตูหลังของร้านเครื่องดนตรีมุ่งไปสู่ตรอกซอยข้างถนนโดยไม่คิดเหลียวหลังท่ามกลางเสียงโหยหวนของเหล่าผีดิบ