ฟู่อิงสงเห็นท่าไม่ดีสั่งเหล่าทหารล่าถอยซ่อนตัวในเขาป่าไผ่หยางซุนหยางที่อยู่ไกลสุดเกิดลูกศรหมดจึงโยนคันธนูทิ้งแล้วยกดาบขึ้นปัดป้องช่วยสกัดให้ฝ่ายตนล่าถอยหนีได้ทันเวลาพลันก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงคุณชายน้อยะโลั่น
“อาหยาง!ระวัง! หลบ!”
ลูกศรพุ่งหวือเบนทิศทางห่างจากใบหน้าเขาไปแบบฉิวเฉียดหยางซุนหยางเหลียวมองเห็นคุณชายน้อยเล็งคันธนูค้างอยู่นางยิงตัดลูกศรดอกสุดท้ายที่กำลังพุ่งตรงมายังร่างของเขาด้วยความไวแสง
“ข้าไม่ได้บอกเ้าว่าข้ายิงธนูแม่น” นางเอ่ยเพียงเท่านั้นคันธนูก็หลุดจากมือเพราะลูกหลงดอกสุดท้ายพุ่งปักเข้าที่หัวไหล่เหนือเนินอกข้างขวาของนางจนหงายหลังลงนอนกับพื้นทันที
“อาเสียะ!”
หยางซุนหยางพุ่งเข้าประคองร่างอรชรพลางตบแก้มนางเรียกสติฟู่อิงสงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับโมโหสั่งให้ทหารเข้าประจันเหล่าโจรป่าที่วิ่งข้ามฝั่งแม่น้ำมา
ทั้งสองฝ่ายโรมรันกันครู่ใหญ่ฝ่ายโจรป่าพวกน้อยกว่าพากันล้มตาย บางส่วนล่าถอยหนีกลับไปโดยไม่ได้สิ่งใดติดมือไปแม้แต่อย่างเดียว
ไปได้ “อาเสียะ! เ้าห้ามหลับ ตื่นมาคุยกับข้า!”
“ข้า... ข้าไม่เป็ไร” นางกัดฟันข่มความเจ็บพลางเอ่ยต่อ“แล้วเ้าเล่าเป็อย่างไรบ้าง”
“ยังจะมาถามข้าอีก”
น้ำเสียงอ่อนโยนที่ได้ยินทำให้ฟู่อิงสงที่คอยระวังภัยให้ถึงกับชะงักครั้นพอเห็นคู่ต่อสู้ล่าถอยไปจึงพรูลมหายใจโล่งอกหันมาถาม
“อาเสียะเป็อย่างไรบ้าง”
หยางซุนหยางส่ายหน้าสีหน้าวิตกเห็นได้ชัดมือแข็งแรงกำลูกศรแน่นแล้วหักทิ้งทันทีเหลือเพียงส่วนที่ปักคาอยู่ไม่ถึงคืบป้องกันเืทะลักออกมา
หลิวเสียะสำลักเป็เืครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำเสียงเบาจนต้องเงี่ยหูฟัง“อย่าให้พ่อข้ารู้... อาหยาง” นางเอ่ยเพียงนั้นก็นิ่งไป
“อาเสียะ! ข้าจะพาเ้าไปหาหมอ”
“ขอข้าดูแผลหน่อย” แม่ทัพหนุ่มรุดนั่งชันเข่าอีกฝั่งใช้นิ้วจับชีพจรที่ลำคอนางแล้วสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปใกล้แผลแต่โดนดึงมือไว้
“ตรงนี้ไม่ได้!”หยางซุนหยางตะคอกอย่างลืมตัวพลันปัดมืออีกฝ่ายออกทันทีที่ฟู่อิงสงแหวกคอเสื้อออกหมายจะดูแผล
เขาจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่านางคือสตรีหากฟู่อิงสงดื้อดึงดูแผลนางก็คงไม่แคล้วความลับแตก
ฟู่อิงสงขมวดคิ้วเอ่ยเสียงเครียดทันที “นี่มิใช่เวลาเล่น นางาเ็เอาการ”
“ข้ามิได้เล่นขอรับ”ซุนหยางตอบหนักแน่น “ข้าจะพาคุณชายไปรักษาในตัวเมืองฉางอัน ขอยืมม้าท่านสักหนึ่งตัวก่อนได้หรือไม่รับรองว่าข้าจะรีบนำไปคืน”
“ได้สิ แล้วเ้า้าม้าตัวใดกัน”
“ม้าของท่าน”
“ม้าข้าหรือ?”
“ขอรับ เพราะมันมีฝีเท้าที่ดีที่สุด”
ฟู่อิงสงเหลือบมองร่างอรชรในอ้อมกอดอีกฝ่ายแล้วนิ่งไปครู่ก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบเขาเห็นดวงตามุ่งมั่นจริงจังของอดีตขุนนางหนุ่มมันมิได้มีแววถือดีหรือคอยหาเื่เช่นเคยแต่เป็สัญชาติญาณการปกป้องนั่นต่างหากที่ทำให้เขายอม
“ตกลง เ้ารีบพาคุณชายไป อย่าช้าอยู่เลย” รองแม่ทัพหนุ่มเดินไปลูบหลังม้าประจำกายก่อนจะจูงมาให้ “พาคุณชายไปที่บ้านข้า พ่อข้าฟู่อิงเทียนจะช่วยได้”
“ฟู่อิงเทียนหรือ?” หยางซุนหยางทวนคำ“นายท่านหมายถึงท่านหมอหลวงน่ะหรือขอรับ”
ฟู่อิงสงพยักหน้ารับแล้วตอบ “ใช่...ฟู่อิงเทียนคือท่านพ่อของข้าเอง แล้วเ้ารู้จักหรือ”
“เอ่อ... ข้าเคยได้ยินชื่อท่านหมอขอรับ” หยางซุนหยางว่าพลางหลบตาวูบแต่อีกฝ่ายหาได้สนใจเพราะมัวแต่ห่วงอาการคุณชายน้อย
“รีบพาไป เขาควรได้รับการรักษาโดยด่วนที่สุด นับว่าเ้าฉลาดมากม้าของข้าทำความเร็วได้ดีกว่าม้าตัวอื่น และท่านพ่อจะได้ช่วยพวกเ้าเมื่อเห็นมัน”
หยางซุนหยางก้มศีรษะให้อีกฝ่ายที่ร้องขอมันมากเกินสำหรับชายชาติทหารเพราะม้าประจำตัวนั้นใช่จะให้ผู้ใดได้ง่าย ๆ แต่ฟู่อิงสงไม่รีรอที่จะช่วยนับว่านางมีวาสนา
ฟู่อิงสงมองร่างอรชรหายใจรวยรินในอ้อมกอดอีกฝ่ายด้วยแววตาห่วงใยก่อนเอ่ยสำทับหนักแน่น“รีบไปเถิด อย่าเสียเวลา”
“ขอรับ”
อดีตขุนนางหนุ่มอุ้มร่างคุณชายน้อยขึ้นนั่งหลังม้าแล้วกระโจนขึ้นตามให้นางเอนหลังพิงอกของเขาไว้เพราะลูกศรปักด้านหน้าคาอยู่อดีตขุนนางหนุ่มก้มศีรษะแทนคำขอบคุณอีกครั้ง
รองแม่ทัพเอกมองตามม้าประจำตัวแล่นทะยานพาสองร่างหายลับขึ้นเขาป่าไผ่ด้วยแววตากังวลก่อนจะหันกลับมามองสภาพขบวนทหารที่แตกกระเจิงด้วยความหนักใจ
อา... โชคดีเหลือเกินที่คนผู้นั้นจมูกไว...
หากหยางซุนหยางไม่บอกข่าวก่อนพักแรมั้แ่เมื่อคืนว่าแอบเห็นกลุ่มคนมาวนเวียนเลียบค่ายและที่สำคัญพวกมันมีอาวุธครบมือทั้งยังมีการซ่องสุมทำดินปืนซึ่งเป็สินค้าต้องห้ามด้วยท่านแม่ทัพอาจจะยังรั้งอยู่ร่วมขบวนและทัพใหญ่อาจเสียหายมากกว่านี้
โชคยังดีที่ไหวตัวทันมิเช่นนั้นงานนี้แม่ทัพใหญ่ฮั่วกวงอาจเป็เป้าหมายที่พวกมัน้า...
“เหตุใดเ้าไม่ปล่อยข้าให้โดนธนูดอกนั้นเพราะช่วยข้าเ้าจึงเจ็บถึงเพียงนี้ ข้าจะพาเ้าไปหาหมอแข็งใจไว้นะอาเสียะ”
หยางซุนหยางเอ่ยกับร่างอรชรอ่อนปวกเปียกด้านหน้ามือข้างหนึ่งเกี่ยวเอวคอดกิ่วของคุณชายตัวบางเอาไว้อีกมือบังคับม้าให้วิ่งเต็มความเร็ว ใจร้อนจนแทบละลายหากนางเป็อะไรไปเขาคงต้องโทษตัวเองเพียงสตรีนางเดียวยังปกป้องไม่ได้
นึกถึงดวงหน้าแย้มยิ้มยามบูดบึ้งและยามที่แดงก่ำเพราะเมาสุรายิ่งทำให้ร้อนรน เขามิอาจเห็นนางมีอันเป็ไปโดยเด็ดขาด
“เ้ายังเด็กนัก ยังมีเวลาชีวิตอีกนาน เพราะฉะนั้นเ้าห้ามตายเข้าใจหรือไม่”
มีเพียงเสียงอืออาฟังไม่ได้ความจากนางกลับก็ยังนับว่าดีเพราะอย่างน้อยนางยังพอมีสติอยู่บ้าง...
ด้วยความเร็วของม้าหนุ่ม ไม่ถึงชั่วยามก็เข้าสู่เขตฉางอันเมืองหลวงที่เคยพลุกพล่านในยามกลางวันกลับเงียบสงบยามค่ำคืนอีกทั้งฝนที่ตกยังกระหน่ำลงมาไม่หยุด
สองร่างบนหลังม้าเปียกปอนแต่อดีตขุนนางหนุ่มไม่ย่อท้อบังคับม้ามาหยุดลงตรงหน้าประตูคฤหาสน์หลังใหญ่ป้ายสีแดงตัวหนังสือทองขนาดใหญ่เขียนว่า “สำนักการแพทย์ฟู่อิงเทียน”
“ถึงแล้ว เ้ารอก่อนนะข้าจะไปเรียก”
หยางซุนหยางะโลงจากหลังม้า จูงมาผูกที่หน้าประตูก่อนจะอุ้มร่างอ่อนปวกเปียกให้นั่งพิงเสาตรงบันไดแล้วตบประตูรัวๆ หลายครั้ง ตายังชำเลืองมองร่างอรชรที่หลับใหลไม่ได้สติด้วยความอาทร
ครู่หนึ่งประตูจึงเปิดออกพร้อมร่างเล็กของตาเฒ่าผมขาวกว่าครึ่งศีรษะเยี่ยมหน้าออกมามอง
“สำนักปิดแล้ว หากเพียงแค่้ายาแจกเ้าควรมาใหม่พรุ่งนี้”
“มิได้ขอรับนายท่าน” อดีตขุนนางหนุ่มเอ่ยนอบน้อม
ตาเฒ่าฟังแล้วยิ้มเห็นฟันกระดำกระด่างรีบโบกไม้โบกมือ “ข้าเป็พ่อบ้านมิใช่นายท่าน ว่าแต่เ้ามีอะไรว่ามา”
“ท่านดูไม่เหมือนพ่อบ้านเลย ข้ามีคนเจ็บ้าให้ท่านหมอช่วยรักษาขอรับ”
“แต่ว่า...” พ่อบ้านออกอาการลังเลชั่วครู่
“คุณชายข้าได้รับาเ็จากลูกศรพิษ้าให้ท่านหมอฟู่อิงเทียนรักษาของรับ
“แล้วเหตุใดเพิ่งบอก”
พ่อบ้านกุลีกจอออกไปดูร่างคุณชายน้อยที่นั่งหมดสติพิงเสาดวงหน้าซีดเซียวผมเปียกลู่ปิดหน้าเนื้อตัวเปียกปอนน่าสังเวชจึงรีบเข้าพยุงหลิวเสียะคนละข้างพอเหลือบเห็นลูกศรปักคาอกนางก็ตาเหลือก
“ไอ๊หยา! รีบพาเข้ามาเร็ว ๆ” พอลับร่างเข้ามาด้านในจะปิดประตูพลันเหลือบเห็นม้าก็ใอุทานอีกรอบ“นั่นมัน! ม้าของคุณชายเ้าไปเอามาจากไหนหรือว่าคุณชายข้าเป็อะไร!”
“ใจเย็นๆ ขอรับท่านลุง พี่อิงสงสบายดี” หยางซุนหยางละล่ำละลักบอก “ข้าว่าพาคุณชายไปให้ท่านหมอดูอาการก่อนเถอะนะขอรับ”
“แต่ว่าแล้วคุณชายข้า...” พ่อบ้านลังเลขึ้นมาทันที
“พาเข้ามา”
เสียงทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลังปรากฏร่างหนึ่งท่าทางภูมิฐานแต่งกายชุดสีขาวสะอาดสะอ้านดวงหน้าเหี่ยวย่นสมวัยแต่แย้มรอยยิ้มอย่างผู้มีเมตตา ดวงตาลึก คิ้วและเคราสีเทายาวโดดเด่น
หยางซุนหยางหันขวับไปมองแล้วค้อมศีรษะคำนับทันที
“อาจารย์...”
“เ้าหายไปนานเลยนะ... อาหยาง” ฟู่อิงเทียนตอบรับ
เสียงนั้นลดทอนความเด็ดขาดลงจนพ่อบ้านถึงกับงุนงงกว่าจะรู้ตัวก็โดนฟู่อิงเทียนเอ็ดเอา
“เหตุใดช้าอยู่ รีบพาไปที่ห้องเร็วเข้า”
“ขอรับ ๆ”
พ่อบ้านกุลีกุจอพยุงหลิวเสียะคนละข้างกับอดีตขุนนางหนุ่มเข้าไปด้านใน
ฟู่อิงเทียนมองตามพลางนึกถึงคืนที่ได้เจอคนผู้นี้เป็ครั้งแรกเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนเด็กหนุ่มในชุดเสื้อผ้าขะมุกขะมอมมาะโหน้าบ้านร้องขอยาไปรักษามารดาที่ป่วยหนักเขาให้ไปด้วยความสงสารมิคาดคิดว่าเด็กหนุ่มมีจิตกตัญญูคอยมาดูแลรับใช้จนอาการของมารดาดีขึ้นตามลำดับแต่ก็ยังไม่ไปไหน
ครั้งหนึ่งด้วยความช่วยเหลือของเด็กหนุ่มผู้นี้ทำให้เขารอดพ้นอันตรายเกือบถึงแก่ชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านฮูหยินและลูกอีกสองคนของเขารวมถึงพ่อบ้านคนเก่าเสียชีวิตในกองเพลิงมีเพียงบุตรชายคนเล็กที่ไปร่ำเรียนต่างเมืองจึงรอด
ผ่านไปเกือบชั่วยาม...
หยางซุนหยางรอด้วยความกระวนกระวายหลังม่านขาวที่มองเห็นเพียงเงานั้นคือร่างที่นอนนิ่งกับอีกหนึ่งผู้ทำการรักษาด้วยความสุขุม
เขาได้แต่เป็ลูกมือหยิบจับอยู่หลังม่านกระวนกระวายจนนั่งไม่ติดยามได้ยินเสียงร้องครวญครางด้วยความเ็ปของนาง
ป่านนี้ฟู่อิงเทียนคงรู้แล้วว่าหลิวเสียะมิใช่บุรุษอย่างสภาพภายนอกที่เห็นแต่เขาไม่มีทางเลือก พานางมาที่นี่จะรักษาความลับของนางได้ดีที่สุด
“เ้าหายไปไหนหลายปี... อาหยาง” ฟู่อิงเทียนถามผ่านหลังม่าน“เหตุใดยามเกิดเื่จึงโผล่หน้ามาหาข้า”
“ข้าไม่เห็นผู้ใดที่จะมีความสามารถเช่นอาจารย์” หยางซุนหยางตอบเสียงนอบน้อม
“เช่นนั้นข้าควรดีใจที่เ้านึกถึง” ฟู่อิงเทียนเอ่ยจบหัวเราะเบา ๆ
อดีตขุนนางหนุ่มขยับตัวด้วยความอึดอัดทั้งที่ไม่เห็นหน้าแต่คำพูดนั้นคล้ายตัดพ้อและตำหนิกลาย ๆแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาต้องระวังตัวเพราะมารดาขอร้องว่าไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับพวกขุนนางเพราะรังแต่จะนำความยุ่งยากมาให้แต่เขาไม่เคยฟัง
“เหตุใดเงียบไป” ฟู่อิงเทียนถามซ้ำ
“รักษาเสร็จแล้วหรือขอรับ แล้วข้าต้องทำอย่างไรบ้าง”
“จะว่าปลอดภัยก็ยังไม่แน่ใจ” ฟู่อิงเทียนเอ่ยเสียงเรียบแต่สีหน้าเป็กังวลก่อนเอ่ยต่อ“ตอนนี้ข้าเพียงกรีดเอาเืที่คั่งออกแล้วจัดการสมานแผลให้แล้วแต่หากมาช้ากว่านี้นางอาจจะเืตกใน”
“ยังอันตรายมากหรือขอรับ”
“ต้องรอดูอาการไปก่อนหากไม่เป็อย่างที่ข้าคิดพรุ่งนี้นางก็จะฟื้นคืนสติ”
“แล้วหากนางไม่ฟื้นเล่าขอรับ”
“ก็ต้องรักษาต่อไป” ผู้เป็อาจารย์ตอบพลันย้ำถามอีกครั้ง“แต่เ้ายังไม่ตอบเื่ที่หายไปรู้หรือไม่ว่าอาจารย์เป็ห่วงเ้า”
เพียงเท่านั้นหยางซุนหยางก็คลานมาคุกเข่าแล้วตอบเสียงเบาผ่านหลังม่าน
“ข้ามิได้ไปไหนขอรับอาจารย์เพียงแต่ข้าต้องดูแลท่านแม่ที่แก่ชราแล้วยังพิการก็เลย...”
“ถ้าเหตุเช่นนั้นข้าก็เข้าใจทีแรกนึกว่าเ้าไม่พอใจที่ข้าขอร้องเ้าคราวนั้นเสียอีกจึงหายไป”
หยางซุนหยางแทบสำลักเมื่อได้ฟังนั่นก็มีส่วนที่ทำให้เขาตัดสินใจไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกแต่สิ่งสำคัญคือครานั้นเขาอยากเป็ขุนนางมากกว่าสืบทอดการเป็หมอยาจากสำนักฟู่อิงเทียนแห่งนี้
ในครานั้นเขาไม่เห็นฟู่อิงสงอยู่ที่สำนักจึงจึงไม่รู้ว่าฟู่อิงเทียนยังมีลูกชายสืบสกุลอยู่อีกหนึ่งคน
“หามิได้ขอรับ แล้วอาการคุณชายเป็อย่างไรบ้าง”
“คุณชายหรือ?” ฟู่อิงเทียนทวนคำ “เ้าเรียกนางว่าคุณชาย หรือเ้าไม่รู้ว่า...”
“เอ่อ... ข้ารู้ขอรับ” หยางซุนหยางอ้ำอึ้งแต่พอเห็นสีหน้าฉงนของอีกฝ่ายจึงต้องยอมบอก “แต่นางมีเหตุให้ต้องปกปิดตัวตนไม่มีผู้ใดรู้นอกจากข้าขออาจารย์อย่าแพร่งพรายกับใครแม้แต่พี่อิงสงได้หรือไม่ขอรับ”
“เหตุใดจึงห้ามลูกข้ารู้”
“คือ... คือว่าข้าเกรงความลับคุณชายน้อยจะรั่วไหลเท่านั้นเอง”
“งั้นหรือ” ฟู่อิงเทียนเปิดม่านเดินออกมานั่งขัดสมาธิตรงข้ามพลางจ้องดวงหน้าคมคายของลูกศิษย์มือเอื้อมหยิบพู่กันจุ่มหมึกเขียนบางสิ่งบนผ้าขาวแล้วยื่นมาตรงหน้า “เอาให้พ่อบ้านข้าจะจัดยาให้”
“ขอบพระคุณขอรับ แล้วค่ารักษา...” เอ่ยไม่ทันจบอีกฝ่ายก็โบกมือห้ามปราม
“กับเ้า ข้าจะคิดได้หรือ”
“แต่ว่า...”
”นางควรได้รับการพักฟื้นสักสองสามวัน อาจมีอาการระบมเพราะพิษไข้จากนั้นเ้าจะทำเช่นไรกับนาง รู้หรือไม่ว่านางเป็ลูกเต้าเหล่าใคร”
หยางซุนหยางพยักหน้าก่อนตอบ “ข้าทราบขอรับนางเป็บุตรคนเดียวของสำนักการค้าหลิวซือซือขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นก็คนกันเองทั้งนั้น” ฟู่อิงเทียนพยักหน้ารับรู้“แล้วเ้าจะพานางกลับสำนักเลยหรือไม่”
อดีตขุนนางหนุ่มสีหน้าเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัดก่อนนางจะหมดสติสั่งเอาไว้ว่าไม่อยากให้บิดารู้หากเขาพานางกลับไปส่งทั้งสภาพเช่นนี้ต่อไปนางอาจลำบาก
แล้วจะทำเช่นไร...
“นางต้องพักฟื้นอีกหลายชั่วยามถึงแผลจะไม่กว้างแต่เ้าเห็นหรือไม่ว่ามันลึกเอาการ”
“เช่นนั้นข้าอาจต้องพานางไปพักฟื้นที่บ้านข้าก่อนขอรับ”
“บ้านเ้าที่หมู่บ้านปลายน้ำงั้นหรือ”
“ขอรับ”
ฟู่อิงเทียนเหลือบตามองศิษย์เก่าด้วยแววตาแสดงความเอ็นดูหยางซุนหยางที่เขารู้จักและสั่งสอนอบรมให้เรียนรู้ตำรับตำราั้แ่วัยหนุ่มเป็คนนอบน้อมกตัญญูฉลาดปราดเปรื่อง แม้ไม่ได้ร่ำเรียนในโรงเรียนเช่นเด็กวัยเดียวกันแต่กลับเรียนรู้ได้ว่องไวทั้งยังห้าวหาญกร้าวแกร่งและบางครั้งแววตาเด็ดเดี่ยวก็มีบางสิ่งที่ทำให้เขาอดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
เหมือนใครสักคนที่เขามักคุ้นแต่นึกเท่าไรก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยเหตุนี้เขาจึงเอ็นดูชายหนุ่มผู้นี้นัก
“กว่าจะถึงบ้านเ้าก็น่าจะหลายสิบลี้ถ้าเช่นนั้นเอาแบบนี้ดีหรือไม่”
“อย่างไรหรือขอรับ?” หยางซุนหยางถามกลับ
เมื่อเห็นดวงหน้าคมของอดีตขุนนางหนุ่มหมอใหญ่ประจำวังหลวงจึงหัวเราะหลังจากครุ่นคิดครู่ใหญ่จึงเอ่ย
“สำนักหลิวซือซือกับบ้านข้าห่างกันแค่ไม่กี่ลี้แต่บ้านเ้าไปอีกตั้งไกล เช่นนั้นควรให้นางพักฟื้นที่บ้านข้าจะดีกว่าสักวันสองวันนางดีขึ้นค่อยพาตัวนางไปส่งดีหรือไม่”
“แต่ข้าเกรงใจอาจารย์” เขาแย้ง “อีกอย่างลูกชายท่านใกล้จะกลับมาแล้ว ข้าไม่อยากให้ความลับของคุณชายข้าแพร่งพรายหากมีผู้อื่นรู้”
ประมุขสำนักฟู่อิงเทียนยิ้มขบขันพลันโบกไม้โบกมือ“อย่าห่วงไปเลยข้าจะให้นางพักเรือนหลังเล็กด้านหลัง ไม่มีทางที่อิงสงจะเดินไปเฉียดทางนั้นแล้วอีกอย่างลูกข้าหาได้ใส่ใจ หากเป็โฉมสะคราญนางหนึ่งก็ว่าไปอย่างแต่เ้าก็อย่าลืมสถานะของนางเช่นกัน”
“ข้าไม่ลืมหรอกขอรับ” หยางซุนหยางตอบรับเสียงเบา“ว่านางอยู่ในคราบบุรุษ”
“งั้นไม่มีสิ่งใดน่าห่วง ให้นางพักผ่อนที่นี่สักสองสามวันแล้วค่อยให้กลับบ้านจะได้อยู่ในความดูแลใกล้ชิดของข้าด้วย”
“ขอรับ”
อดีตขุนนางหนุ่มพูดไม่ออกคันปากเหลือประมาณที่ต้องกักเก็บความรู้สึกไว้ภายในว่าเหตุเพราะฟู่อิงสงนั่นต่างหากที่ทำให้เขาอยากพาหลิวเสียะไปจากที่นี่
หากความลับเื่นางเป็โฉมสะคราญเปิดเผยมีหวังเขาคงมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง มิไยต้องตัดตอนเสียแต่แรก...
แต่เหตุการณ์ไม่เข้าข้างซุนหยางอีกเช่นเคยเมื่อคล้อยหลังพ่อบ้านที่ได้รับคำสั่งจากฟู่อิงเทียนให้ไปจัดเตรียมห้องหับที่เรือนหลังให้หลิวเสียะคนที่เขากลัวก็เปิดประตูเข้ามาพอดี
“ข้ากลับมาแล้วขอรับท่านพ่อ”
สีหน้าอิดโรยของฟู่อิงสงทำให้บิดาถึงกับชะงักไปทหารเอกแห่งกองทัพถึงกับตาโตเมื่อเห็นสภาพมอมแมมของหยางซุนหยางที่แบกหลิวเสียะไว้บนหลังอย่างทุลักทุเลดวงตาคมกริบมองปราดข้ามไปยังร่างเล็กซีดเซียวด้านหลังทันที
“อาเสียะเป็อย่างไรบ้างขอรับ”
น้ำเสียงกระตือรือร้นของบุตรชายทำให้ฟู่อิงสงงันไปแทนที่กลับมาจะถามไถ่ทุกข์สุขครอบครัว แต่บุตรชายกลับถามถึงสตรีงามในคราบบุรุษเสียได้
“ท่านพ่อขอรับ” ฟู่อิงสงทักท้วงอีกรอบ
“ดีขึ้นแล้วเ้าไม่ต้องห่วง” ผู้เป็บิดาตอบเสียงเรียบนิ่ง“ว่าแต่เ้า กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้วไปพักผ่อนเสียก่อน พ่อจะให้พ่อบ้านจัดอาหารน้ำท่าไปให้ที่เรือน”
“แล้วอาเสียะเล่าขอรับ” ฟู่อิงสงถามกลับสีหน้าห่วงใย“ท่านพ่อจะส่งตัวกลับเลยหรือขอรับ”
“ข้าจะพาคุณชายกลับเลย ท่านมิต้องเป็ห่วงขอรับ”หยางซุนหยางแทรกตอบแทนหน้าตายเมื่อเห็นสีหน้าเ้าสำนักอึกอัก
เื่โกหกเขาถนัดกว่าเ้าสำนักแน่นอน...
“แต่ข้าว่าน่าจะให้พักดูอาการที่นี่สักสองสามวันก่อน”ฟู่อิงสงแย้งหันไปขอความเห็นบิดา
ฟู่อิงเทียนสบตากับอดีตขุนนางหนุ่มด้วยความหนักใจไม่อยากพูดปดแต่ก็ลำบากใจที่จะพูดอีกทั้งรู้สึกแปลกใจกับท่าทีเอาใจใส่อย่างที่ลูกชายไม่เคยเป็
แต่สุดท้ายกลายเป็พ่อบ้านที่เข้ามาบอกว่าที่พักสำหรับคุณชายและบ่าวเตรียมไว้เรียบร้อยที่เรือนหลังเล็กถัดไปด้านหลังจากเรือนคุณชายคนเดียวของบ้านทำให้อดีตขุนนางหนุ่มได้แต่ส่งสายตาขุ่นเคืองให้พ่อบ้านที่ไม่รับรู้เื่ใดด้วย
ให้มันได้อย่างนี้สิ...
“เป็เช่นนี้ดีแล้ว” ฟู่อิงสงเอ่ยเอื้อเฟื้อ “เ้าก็อย่าเกรงใจเลย”
“ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อนขอรับ คุณชายตัวหนักยิ่งกว่าข้าวสารแบกนานหลังข้าแทบหักแล้ว”แสร้งว่าแต่สีหน้าพึงใจของอีกฝ่ายทำให้อดีตขุนนางหนุ่มได้แต่ขุ่นเคือง
“ไปได้แล้ว ขืนช้ากว่านี้เ้าได้หลังหักอย่างปากว่าจริงๆ” พ่อบ้านเร่งเร้า
“เ้าจะไปไหน”
ฟู่อิงเทียนรั้งบุตรชายไว้ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายจะเดินตามฟู่อิงสงหันมาบอกบิดาด้วยน้ำเสียงตื่นๆ
“ข้าจะตามไปช่วยดูขอรับ”
“เหตุใดเ้าต้องไป คุณชายเป็คนไข้ของข้าไม่เกี่ยวกับเ้า”
“แต่คุณชายเป็สหายข้า” ฟู่อิงสงเอ่ยเสียงเรียบแต่คิ้วขมวดมุ่นแววตากังวลมองบิดาสลับกับทั้งสามที่หายลับตาไป “หรือท่านพ่อมีเื่อันใดจะใช้ข้าขอรับ”
“ก็มีเื่งานที่พ่ออยากคุยกับเ้า”
“เื่งานในราชสำนักหรือขอรับ”
ผู้บิดาพยักหน้าก้าวเดินผ่านหน้าบุตรชายไปปิดประตูเรือนแล้วเดินมานั่งประจำที่ฟู่อิงสงมองตามบิดาด้วยความละล้าละลังก่อนจะนั่งลงตรงข้าม
“เอาไว้ก่อนได้หรือไม่ขอรับ ข้าเป็ห่วงสหายทั้งสองอยากไปดู”
“พ่อรู้ แต่เ้าเพิ่งกลับมาเหนื่อยหนักจึงควรพักผ่อน กว่าคุณชายจะฟื้นก็คงพรุ่งนี้เ้าค่อยไป”
“แต่ว่า...พรุ่งนี้ข้าต้องกลับเข้ารายงานตัวต่อราชสำนัก” ขุนนางหนุ่มแย้งแต่พอเห็นสีหน้าไม่พอใจของบิดาจึงได้แต่ตอบรับ “เช่นนั้นก็ได้ขอรับ”
ฟู่อิงสงยอมจำนนแล้วออกมาจากห้อง เ้าสำนักได้แต่มองตามหลังบุตรชายด้วยความกังวลไม่รู้คิดผิดหรือถูกที่ให้คุณชายน้อยอยู่ใต้ชายคาบ้าน
หยางซุนหยางจัดวางร่างอรชรลงบนฟูกที่นอนอย่างเบามือแล้วห่มผ้าถึงคอขับความหนาวสั่นเพราะพิษไข้นางยังไม่ได้สติ คงไม่เหมาะที่เขาจะอยู่ดูแลใกล้ชิด อย่างน้อยเวลาทำแผลนางควรมีคนที่ไว้ใจได้คอยช่วยหากเขาไม่อยู่
นึกแล้วก็คิดไปถึงบ่าวตัวจริงของนางเขาควรไปแจ้งข่าวให้อีกฝ่ายรับรู้จะได้มาคอยดูแล อย่างน้อยก็จะได้เป็ไม้กันไม่ให้นกกามาวอแว
“ข้าขอฝากคุณชายสักครึ่งชั่วยามได้หรือไม่ขอรับ...นายท่าน”
พ่อบ้านชะงักหน้าประตูแล้วเดินกลับเข้ามาภายในอีกครั้ง“บอกแล้วว่าอย่าเรียกว่านายท่าน ข้าเป็แค่พ่อบ้านชื่อหม่าซิง เรียกข้าว่าพ่อบ้านหม่าก็ได้เ้าจะกลับบ้านเ้ารึจึงฝากคุณชายไว้”
“หามิได้ขอรับ... พ่อบ้านหม่า” หยางซุนหยางส่ายหน้าระรัว“ข้าขอเวลาไม่เกินชั่วยามเพื่อไปแจ้งเหตุที่สำนักคุณชายเท่านั้น”
“เช่นนั้นก็ได้ แต่อย่าฝากนานข้าไม่มีเวลาดูแลหากเป็โฉมสะคราญก็ว่าไปอย่างข้าเต็มใจ”พ่อบ้านหม่าพูดไปหัวเราะไป
คนฟังถึงกับหน้าตึงคิ้วขมวดนึกหาคำตอบให้ตัวเองในใจด้วยความหงุดหงิด หวังว่าคุณชายน้อยอ้อนแอ้นของเขาคงไม่หลีกเสืออิงสงมาเจอจระเข้เฒ่าหม่ากระมัง...
อดีตขุนนางหนุ่มส่ายหน้าไล่ความคิดอคติหลิวเสียะจะเป็ที่หมายปองของผู้ใดอื่นอีกมิได้ นอกจากเขาคนเดียวที่ล่วงรู้ความลับของนางเข้าแล้ว
พ่อบ้านหม่าเห็นกิริยาจึงตบบ่าอดีตขุนนางหนุ่มเผยรอยยิ้มเห็นฟันกระดำกระด่างก่อนตอบ “เ้าไปเถิด อีกนานกว่าคุณชายเ้าจะฟื้นถึงกระนั้นเ้าคงกลับมาพอดี”
เพียงได้รับคำตอบ หยางซุนหยางก็เอ่ยลาเดินตัวปลิวออกมาจากสำนักการแพทย์ฟู่อิงเทียนหลังจากให้ยาคาดว่านางคงหลับไปอีกหลายชั่วยามกว่าจะฟื้น น่าจะมีเวลาพอที่เขาจะไปหาสวี่ลี่เพื่อบอกข่าว
ตลาดกลางเมืองยามเฉิน[1]พลุกพล่านด้วยผู้คนจับจ่ายอดีตขุนนางหนุ่มเดินผ่านร้านเต้าหู้ของโปรดได้แต่มองด้วยความหิวแต่เพราะรีบเร่งจึงรีบก้าวผ่านฉับพลันต้องหยุดแล้วหันหลังกลับเมื่อถูกเรียกไว้
“อาหยาง!”
“ท่านลุง?”ซุนหยางตอบรับน้ำเสียงตื่นเต้น
“เหตุใดจึงเห็นเ้าที่นี่” พ่อค้าเอ่ยทักทายสนิทสนม“นี่แม่เ้ารู้หรือไม่ว่าเ้ากลับมาถึงฉางอันแล้ว”
“ข้ายังไม่ได้กลับบ้านเลยขอรับหาของป่ามาขายในเมืองเสร็จคาดว่าอีกวันสองวันจะกลับขอรับท่านลุง”
“ดีแล้ว ทิ้งแม่เ้าอยู่คนเดียวนาน ๆ ไม่ดีหมู่นี้มีเหตุปล้นสะดมมากมาย อาจมีพวกนอกด่านแฝงตัวตามลำน้ำหวางเหอเข้ามาหาเสบียงเพราะความแห้งแล้งทำให้พวกมันยิ่งอดอยาก”
“เช่นนั้นหรือขอรับ” อดีตขุนนางหนุ่มสีหน้าหนักใจเมื่อได้ฟังพอเห็นตาเฒ่าร่างเล็กนามเหออี้เล่าเขาก็ยิ่งคิดหนัก
เหออี้เป็พ่อค้าเร่ที่เคยอาศัยอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงแต่ย้ายมาฉางอันเพราะทำมาหากินคล่องกว่าส่วนเขากลับปล่อยมารดาไว้ตามลำพังเพราะนางเกลียดผู้คนและเกลียดความวุ่นวายเป็ไปได้เขาก็อยากให้มารดาย้ายมาอยู่เสียที่ฉางอันแต่เป็เื่ยากยิ่ง
คิดแล้วก็ให้กระวนกระวายอยากกลับไปหาแต่ติดที่ว่าหลิวเสียะยังเจ็บป่วยเขาไม่สามารถทิ้งนางไปได้โดยที่ยังไม่วางใจ
“เอ้า... ข้าให้ จำได้ว่าเ้าชอบ” เหออี้ยื่นเต้าหู้หมักให้อย่างใจดี
“นี่ท่านลุงทำขายด้วย มีคนซื้อกินหรือขอรับ” เขารับมากัดกินด้วยความเอร็ดอร่อยก่อนเผยอยิ้มชอบใจ “ข้าบอกแล้วว่าต้องมีคนชอบเหมือนข้า”
“ก็มีแต่เ้าที่บอกว่ามันต้องขายได้ ส่วนคนอื่นบอกว่ามันเหม็นอย่างกับของเน่าควรจะชื่อเต้าหู้เน่ามากกว่า”
“ข้าว่าเรียกให้เหมาะควรชื่อเต้าหู้เหม็นมากกว่าขอรับ”
“ความคิดดี ความคิดดี” ผู้เฒ่าเหออี้กล่าวชอบใจ
หยางซุนหยางหัวเราะก่อนจะกัดกินอีกชิ้นแล้วบอกลาไม่ทันพ้นร้านเต้าหู้ก็ต้องหลบวูบหันหลังกลับไปทางเดิมเพราะเหล่าอันธพาลที่พบบนเชิงเขาหุบผาะเดินกร่างเต็มท้องถนนโดยเฉพาะมือขวาของเหยาเหอไป่ที่หนีกระเจิดกระเจิงคราวนั้น
เสียงร้องโอดครวญของแม่ค้าพ่อค้าที่โดนริบของขายตลอดแนวทำให้อดีตขุนนางหนุ่มขัดเคืองจากที่คิดว่าจะเลี่ยงเพราะเห็นว่าไม่ใช่เื่ก็ชะลอเพราะสตรีท้องแก่นางหนึ่งโดนยื้อแย่งของแต่นางไม่ยอมปล่อยจนโดนผลักล้มลงก้นจ้ำเบ้า
หน็อย! รังแกคนไม่มีทางสู้...
ครานี้เขาหันหลังกลับไปเผชิญหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่อาจเลี่ยงเห็นอีกฝ่ายเงื้อมือจะตบเขาก็พุ่งเข้าไปขวาง
“พวกเ้าคนมากกว่ากลับรังแกคนไม่มีทางสู้ได้หรือ”
“ใคร!” ร่างเล็กสุดโพล่งทันทีที่ถูกรั้งข้อมือไว้ด้วยกล้ามแขนแข็งแรงของอีกฝ่าย“เ้า! ไอ้ลูกหมา”
“ลูกหมาบ้านเ้าหรือถึงกล้าทำรุนแรงกับสตรีเช่นนี้”
“ทำพวกข้าแสบมากนะ ข้าว่าคราวนี้เ้าอย่ารนหาที่ดีกว่าหลีกไป!” อีกฝ่ายสบถลั่นยกเท้าถีบเข้ากลางลำตัวอดีตขุนนางหนุ่มจนผงะถอยหลังสองสามก้าวแต่ไม่ทันเข้ามาซ้ำ
หยางซุนหยางอาศัยรูปร่างสูงใหญ่แต่ปราดเปรียวกว่าพุ่งเข้าเตะเสยปลายคางอีกฝ่ายแล้วประเคนหมัดเข้าใส่แต่ละคนที่ดาหน้าเข้ามาจนล้มกลิ้งไม่เป็ท่าจนถึงคนสุดท้ายร่างอ้วนฉุที่ดูเหมือนเป็หัวหน้ากำลังยื้อแย่งห่อเงินในมือหญิงท้องแก่ทั้งที่นางยังนอนกลิ้งเกลือกพื้น
เพียงเท่านี้ขีดความอดทนก็ขาดสะบั้น ไม่เพียงแต่เตะจนอีกฝ่ายที่คนมากกว่าล้มกลิ้งศอกหนักก็สวนกลับไปยังคนด้านหลังที่เข้ามารวบทีเผลอจนอีกฝ่ายจุกเซถอยหลังไป
“ไอ้บ้าเอ๊ย! เ้ากล้าทำร้ายข้า”ร่างอ้วนฉุคำรามลั่น
“เ้าต่างหากที่บ้า... ไอ้ลูกหมา”หยางซุนหยางเข่นเขี้ยวพลางแสยะยิ้มท้าทาย
พออีกฝ่ายพุ่งเข้ามาเต้าหู้หมักชิ้นสุดท้ายในมือที่สู้อุตส่าห์ทะนุถนอมก็ถูกปาเข้าปากจนร่างอ้วนฉุแทบสำลัก
“ข้าให้ เอาไปช่วยข้ากินหน่อย”
“อ๊าก! เหม็น ๆ ๆ อะไรวะ!”ร่างอ้วนฉุก้มลงโก่งคออาเจียนหน้าดำหน้าแดงจะคายแต่เต้าหู้คำโตเต็มปากคายไม่ออก“ไอ้! เอาของเน่าใส่ปากข้าไอ้สารเลวเอ๊ย!”
ร่างอ้วนฉุสบถไม่พอกระโจนเข้าหา หยางซุนหยางหลบทันย่อตัววาดเท้ากวาดปลายขาอวบล่ำจนร่างอ้วนสะดุดล้มหงายหลังอีกรอบอดีตขุนนางหนุ่มได้ทีเอามือปิดปากอีกฝ่ายที่ได้แต่โวยวายทั้งสีหน้าพะอืดพะอมสุดฤทธิ์
“อ่อย... อ้า...” ร่างอ้วนละล่ำละลักร้องขอชีวิตเพราะโดนปิดปากเอาไว้จนหน้าดำหน้าแดง
เหล่าสมุนได้แต่ถอยหนีเพราะกลิ่นตลบอบอวลชวนคลื่นเหียนหยางซุนหยางหัวเราะลั่นด้วยความสะใจแล้วยังได้ระบายความเครียดก่อนกล่าวเย้ยหยันอีกฝ่าย“ริจะเป็อันธพาลต้องเจอข้า... แกยังอ่อนไปไอ้ลูกหมา”
อดีตขุนนางหนุ่มรุดนั่งชันเข่าเช็ดมือเปื้อนน้ำลายกับเสื้อผ้าของอีกฝ่ายทำเอาร่างอ้วนจอมหาเื่ถึงกับตาเบิกค้างหน้าดำหน้าแดงกว่าเดิมคุกเข่าโก่งคออาเจียนหมดไส้หมดพุง
หยางซุนหยางสั่งสอนจนพึงพอใจในผลงานจึงลุกขึ้นหันไปอีกทางเหล่าอันธพาลถึงกับหลบวูบหันหน้าเข้ากำแพงด้วยความตื่นกลัว
“ฝากไว้ก่อนเถอะ! ไอ้เต้าหู้เน่า!”
เสียงลอยลมตามมาจากหัวหน้าอันธพาล หยางซุนหยางหลุดหัวเราะแต่ทำได้เพียงยกมือให้แต่ไม่หันกลับไปพลันยื่นห่อเงินส่งให้สตรีท้องแก่ที่ได้แต่ขอบคุณหลายครั้งก่อนอดีตขุนนางหนุ่มจะเดินลับหายไปกับฝูงชน
ร่างอ้วนฉุโกรธเกรี้ยวเพราะโดนหักหน้ากลางตลาดถึงกับตบหน้าลูกน้องเรียงตัวแล้วเอ่ยคาดโทษอีกฝ่ายด้วยแววตาอาฆาต
“อย่าให้เจอมันอีก! ข้าจะคิดบัญชีให้สาสม”
“พี่ใหญ่ ให้ข้าตามไปคิดบัญชีมันดีหรือไม่”
ผู้ที่ถูกเรียกพี่ใหญ่ตบศีรษะคนตัวเล็กกว่าอย่างแรงด้วยความโมโหแล้วโวยวายลั่นตลาด “เอาไว้วันหลัง! ไปได้แล้วแค่นี้ข้าก็อับอายแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้ว”
“คนผู้นั้นเป็ใคร”
“ใครวะ!” เ้าอ้วนฉุหันกลับมามองคนถาม
เพียงแรกเห็นร่างสูงสมส่วนในชุดสีดำสวมหมวกพรางใบหน้าร่างอ้วนฉุมองปราดศีรษะจรดปลายเท้าก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสะดุดอยู่ที่กลางลำตัวพู่สีแดงสดถักด้วยไหมสี่สียาวกว่าสองจ้างที่ห้อยอยู่บนแถวสายรัดเอวนั้นทำให้คนมองตาเหลือกลนลานคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวทันที
ใครกันที่ทำให้พวกอันธพาลเ่าั้ถึงกับกลัวหงอเพียงนั้น...
หยางซุนหยางที่แอบมองอยู่ไกล ๆได้แต่นึกสงสัย เห็นเพียงหลังชายชุดดำสวมหมวกท่าทางเกรงขาม แต่ไม่เห็นหน้าถึงแม้จะอยากรู้แต่ก็สลัดไล่ความคิดหันหลังเดินลัดเลาะตามตรอกเดินย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อมุ่งหน้าสู่สำนักการค้าหลิวซือซือทันที...
[1]ยามเฉิน :07.00 – 08.59 น.