ตอนที่ 36 ฝึกพลังเวท
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
โจทย์รูนศาสตร์ข้อแล้วข้อเล่าถูกส่งมาให้เด็กน้อย
ภาพในตอนนี้มองเห็นความฮึกเฮิมที่อยู่ในแววตาของชายชรา
กระดาษเปล่าถูกเติมเต็มด้วยหมึกปากกาของเด็กน้อย ท่าทางของเขาบรรจงเขียนมันได้อย่างคล่องแคล่ว มิหนำซ้ำลายมือยังงดงามและเป็นระเบียบ
แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังรับรู้ถึงความผิดปกติของตัวเอง
‘เมื่อก่อนลายมือของฉันย่อมไม่ใช่แบบนี้อย่างแน่นอน’ เมอร์ลินคิดในใจเมื่อเห็นลายมือที่สะอาดสะอ้านมองแล้วงามตา
สัญลักษณ์เครื่องหมายและอักขระรูนทุกตัวแม้ไม่ได้เหมือนลอกมาจากหนังสือ แต่มันก็ยังดูสมบูรณ์และเป็นเอกลักษณ์ทำให้มองแล้วสะบายตา
แม้แต่ศาสตราจารย์ออสตินเองก็ยังอดชื่นชมในใจไม่ได้
‘ลายมือของเด็กนี่สามารถนำไปเป็นลายมือพิมพ์ในหนังสือได้เลยทีเดียว ทั้งๆ ที่เขาเขียนมันอย่างรวดเร็วขนาดนี้’
ใช่แล้ว เมอร์ลินเขียนพวกมันได้รวดเร็วมาก ความเร็วระดับนี้สามารถเทียบได้กับลายมือไก่เขี่ยของคนทั่วไปได้เลยด้วยซ้ำ
อย่างที่รู้กันว่าคนเราจะเขียนหนังสือในสองรูปแบบหนึ่งคือเขียนอย่างบรรจงเพื่อเขียนออกมาให้อ่านง่ายมากที่สุด สองคือการจดหรือเขียนอย่างรวดเร็ว นาทีนั้นพวกเขาจะไม่ใส่ใจในความสวยงาม ขอเพียงตัวหนังสือนั้นสามารถอ่านออกได้เป็นพอ
แต่การเขียนของเมอร์ลินกลับไม่ใช่อย่างนั้น เขาทั้งเขียนมันอย่างรวดเร็วแถมยังเขียนมันได้อย่างสวยงามสะอาดตา
แม้นักวิชาการเวทอย่างออสตินไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ แต่ก็อดที่จะสนใจไม่ได้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ การเขียนโจทย์รูนศาสตร์นั้นกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของชายชราไปอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่ง ...
กระดาษที่เก็บสะสมไว้ได้ถูกใช้ไปจนหมด
ชายชรามองดูกระดาษที่เขียนโจทย์รูนศาสตร์ที่เกลือนกลาด แต่ละแผ่นล้วนบรรจงเขียนอย่างถี่ยิบไม่มีช่องว่างเหลือจนน่าอนาถใจ
แม้แต่เมอร์ลินเองยังมองเห็นถึงปัญหาในข้อนี้
“ผมสามารถใช้กระดานได้ไหมครับ?” เขาเอ่ยถามความเห็น เพราะการเขียนกระดานนั้นสามารถลบได้ จึงทำให้เขียนเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ใจต้องการ
“ได้ ... แต่ ...”
ศาสตราจารย์ออสตินเงียบปากไปเมื่อมองไปที่ปากกาที่ใช้เขียนกระดาน
เนื่องจากปากกาด้ามนั้นไม่ใช่ปากกาธรรมดา แต่มันคืออุปกรณ์เวทมนตร์อย่างหนึ่งซึ่งต้องใช้พลังเวทในการเขียนหรือลบมัน ดังนั้นผู้ใช้จึงทำเป็นต้องเป็นนักเวท
ชายชราเอ่ยต่อ “แต่เธอต้องเป็นนักเวทเสียก่อน”
เมอร์ลินมองชายชราอย่างใสซื่อและเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นคุณก็สอนผมสิครับ ก็แค่เป็นนักเวทเอง”
ท่าทางที่สบายๆ ของเด็กน้อยนั้นทำให้ชายชราคิ้วกระตุก
นี่เขาคิดว่าการเป็นนักเวทนั้นง่ายดายหรืออย่างไร ต่อให้เป็นนักเวทหนึ่งวงเวทก็ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะทำได้อย่างสบาย แต่เด็กคนนี้กลับทำท่าอย่างไม่คิดอะไรเสียอย่างนั้น
ศาสตราจารย์ออสตินอึ้งไปเล็กน้อยก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอย่างยอมรับ
อัจฉริยะล้วนไม่ใช่คนปกติสักคน แม้แต่เขาเองในสมัยก่อนก็ไม่ได้เหมือนคนปกติเช่นกัน
“ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันจะสอนการบ่มเพาะพลังเวทให้เธอ”
“ความจริงฉันควรสอนเธอตั้งแต่วันแรกๆ แล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าเธอสนใจการอ่านหนังสือขนาดนั้น กระทั่งรูนศาสตร์ก็ยังทำให้เธอลืมความตั้งใจในการเรียนเวทที่มีมาตั้งแต่แรกได้” ศาสตราจารย์ออสตินเอ่ยแซวเด็กน้อย
เด็กน้อยที่ได้ยินก็ใช้มือเกาท้ายทอยของตัวเองอย่างเขินๆ
เขานั้นลืมจุดประสงค์ของการเดินทางมาที่นี่ไปเลย ทั้งๆ ที่สิ่งแรกที่เขาอยากจะทำก็คือการเรียนเวทมนตร์แท้ๆ แต่เมื่อได้รับรู้เรื่องของดวงตาสีเงินและหนังสือมากมายที่มอบความรู้ให้กับเขา นั่นจึงทำให้เขาจมจ่อมลุ่มหลงไปกับมันจนลืมจุดประสงค์ของตนเองไปเลย
“ตอนนี้ผมพร้อมจะเรียนมันแล้ว” เมอร์ลินกล่าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแฉ่ง
ภาพนี้ทำให้ชายชราอดที่จะใช้มือเหี่ยวๆ ขยี้ลงบนผมสีเงินที่นุ่มสลวยตรงหน้าไม่ได้
ไม่รู้ว่าทำไมผมสีเงินของเด็กน้อยถึงได้นุ่มสวยเงางามแบบนี้ ทั้งๆ ที่เวลาผ่านไปนานหลายเดือน แต่มันกลับไม่มีทีท่าว่าจะยาวขึ้นเลยแม้แต่น้อย ผมสีเงินยังคงมีความยาวที่กลางหลังอยู่ดี อีกทั้งมันยังเป็นเส้นสลวยไม่พันกันแม้ว่าจะไม่ได้รับการดูแลทำความสะอาดมาหลายวันก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุผลให้เด็กน้อยไม่ได้รู้สึกรำคาญเมื่อเส้นผมสีเงินหล่นย้อยลงมา ตรงกันข้ามกลิ่นหอมจางๆ ของเส้นผมกลับทำให้เขารู้สึกสบายใจกว่าอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงไม่ได้มัดมันเหมือนกับชายชราที่อยู่ตรงหน้า
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปเรียนกันข้างนอกเถอะ ที่นี่เป็นภูเขาเวทที่มีค่ายกลลอยฟ้าโอบอุ้มเอาไว้ ด้านนอกจึงอบอวลไปด้วยกระแสเวทมนตร์ที่เหมาะสำหรับใช้ในการบ่มเพาะเป็นอย่างดี หากเธอต้องการสร้างวงเวทแรกขึ้นมา การบ่มเพาะข้างนอกจึงเป็นผลดีมากกว่า” ชายชรากล่าวอธิบาย
“ครับ”
เมอร์ลินพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแล้วเดินตามชายชราออกไปอย่างร่าเริง
ศาสตราจารย์ออสตินพาเด็กน้อยไปที่สนามหญ้าหน้าบ้านแล้วนั่งลงไปที่นั่น แน่นอนว่าเด็กน้อยทำตามชายชรา
ทั้งสองนั่งรับสายลมที่พัดเอ่ยๆ
ภูเขาลอยฟ้าลูกนี้ถูกค่ายกลขนาดใหญ่ครอบเอาไว้ ซึ่งสร้างสนามเวทมนตร์ต้านแรงโน้มถ่วงให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า อย่างไรก็ตามค่ายกลนี้ยังสามารถปรับระดับความสูงและกรองเอาสายลมจากด้านนอกเข้ามาได้ ไม่เช่นนั้นแล้วบ้านเล็กๆ หลังนี้ไม่มีทางที่จะตั้งอยู่บนภูเขาลูกนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะยิ่งอยู่ในระดับที่สูงมากเท่าไหร่ แรงลมก็ยิ่งพัดกระหนำมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องของอุณหภูมิ
พูดมาถึงตรงนี้คงเข้าใจได้แล้วว่าภูเขาลอยฟ้าลูกนี้มีมูลค่ามากเพียงใด และศาสตราจารย์ออสตินผู้นี้เป็นเจ้าของ ฐานะของเขาย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“เธอไม่สามารถสร้างวงเวทได้หากยังไม่รู้การเก็บเกี่ยวพลังเวท ซึ่งการบ่มเพาะพลังเวทภายในร่างนั้นขึ้นอยู่กับเคล็ดวิชาพลังสมาธิ” ชายชรากล่าว
“ครับ ผมพอจะทราบเรื่องนี้ ความจริงถ้าผมเข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์คงได้เรียนเคล็ดวิชาพลังสมาธิขั้นพื้นฐานที่นั่น” เมอร์ลินกล่าวตามที่ได้ศึกษาในหนังสือ
เคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับหนึ่งถึงสองนั้นสามารถเรียนรู้ได้ฟรีจากโรงเรียนเวทมนตร์ และระดับสามหรือสี่ก็ต้องเรียนที่มหาวิทยาลัยเวทมนตร์
หากต้องการเคล็ดวิชาที่มีระดับสูงกว่านี้ก็จำเป็นจะต้องฝากตัวเป็นศิษย์กับนักเวทที่มีความสามารถ
“ดี เมื่อเธอรู้แล้ว อย่างนั้นฉันจะสอนเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสตินให้เธอเอง”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ดวงตาของเมอร์ลินก็เบิกกว้างขึ้น