ที่พำนักของสายหลักตระกูลหลินตั้งอยู่ในเขตแกนกลาง ซึ่งถือเป็สถานที่ที่ลึกลับและเคร่งขรึมที่สุดของตระกูลหลิน
เพราะนอกจากสายหลักและคนเพียงไม่กี่คนในสายรองแล้ว ผู้อื่นอาจไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้เลยว่าสภาพภายในเขตแกนกลางเป็เช่นไรตลอดชั่วชีวิต หากจะกล่าวให้ถูกการที่เขยแต่งเข้าตระกูลอย่างโจวลั่วสามารถย่างกรายเข้าสู่เขตแกนกลางได้นั้นนับเป็เื่ที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง
โจวลั่วเดินตามผู้ติดตามผ่านระเบียงทางเดินที่ทอดยาวมุ่งหน้าลึกเข้าไป ระหว่างทางเขาสังเกตเห็นเหล่านักพรตในชุดผู้คุ้มกันจำนวนมาก ทุกคนล้วนแผ่กลิ่นอายพลังปราณที่แข็งแกร่งออกมา แม้แต่ตัวเขาที่อยู่ในระดับฝึกปราณชั้นหนึ่งระดับสมบูรณ์ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าผู้คุ้มกันเหล่านี้อย่างน้อยต้องอยู่ในระดับฝึกปราณชั้นสองขึ้นไป การใช้ผู้บำเพ็ญระดับฝึกปราณชั้นสองมาเป็เพียงผู้คุ้มกัน สมกับที่เป็ตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืโดยแท้
ที่ปลายสุดของทางเดินปรากฏแสงปราณเรืองรอง ซึ่งเป็ผลมาจากค่ายกลที่วางเอาไว้
เมื่อโจวลั่วเดินผ่านค่ายกลนั้น เขาััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กวาดผ่านไปทั่วร่างอย่างแ่เบา และในวินาทีนั้นเอง ภาพเบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้างขึ้น ในที่สุดเขาก็มาถึงเขตแกนกลางในตำนาน ที่นี่อบอวลไปด้วยปราณิญญาอันหนาแน่น มีแสงปราณเรืองรองระยิบระยับอยู่ทุกแห่งหน อาคารแต่ละหลังตั้งเรียงรายอย่างมีระเบียบงดงาม อีกทั้งในอากาศยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมขจรขจายชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก
หากเทียบกับอาคารรอบนอกแล้ว เขตแกนกลางแห่งนี้ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักในด้านสถาปัตยกรรม ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือปราณิญญาที่หนาแน่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่นานนัก เขาก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าตำหนักใหญ่
ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายอันเก่าแก่ กลิ่นอายอันน่าเกรงขามที่กดทับลงมาทำให้โจวลั่วเริ่มรู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมา
เมื่อก้าวเข้าไปในตำหนัก สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์เบื้องบน แม้จะมีเส้นผมขาวโพลนทว่าดูมีสง่าราศี ดวงตาที่คมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นจับจ้องมาที่โจวลั่วเพียงผู้เดียว
ในพริบตาเดียว โจวลั่วก็ััได้ถึงแรงกดดันที่หนักอึ้งราวกับมีูเาขนาดั์กดทับร่าง เขาจึงรีบก้มตัวประสานมือทำความเคารพทันที
"ผู้น้อยคารวะท่านผู้นำตระกูล"
"ลุกขึ้นเถิด" น้ำเสียงเรียบเฉยดังขึ้นก้องไปทั่วตำหนัก
โจวลั่วลุกขึ้นยืนอย่างสำรวม ไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจแรง เพราะอีกฝ่ายคือผู้นำตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเื แม้เขาจะไม่รู้ว่าตบะของอีกฝ่ายสูงส่งเพียงใด แต่เขามั่นใจว่าคนผู้นี้สามารถปลิดชีวิตเขาได้ด้วยฝ่ามือเดียว สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงการนอบน้อมและปฏิบัติตามทุกคำสั่งเท่านั้น
"โจวลั่ว เ้ามาอยู่ที่ตระกูลหลินได้ปีกว่าแล้วสินะ?" หลินเทียนสยงเอ่ยถามอย่างเนิบช้า
"เรียนท่านผู้นำตระกูล ใช่แล้วขอรับ" โจวลั่วตอบด้วยท่าทางถ่อมตน
"เช่นนั้นเ้า... เคียดแค้นตระกูลหลินหรือไม่?" หลินเทียนสยงถามขึ้นกะทันหัน
น้ำเสียงที่ฟังดูราบเรียบกลับดังประดุจสายฟ้าฟาดลงข้างหู จนร่างกายของโจวลั่วสั่นสะท้านขึ้นมาทันที ในใจคิดว่าคำถามชี้ชะตามาถึงแล้ว เขาจึงรีบตรึกตรองอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแสดงท่าทีนอบน้อมยิ่งกว่าเดิม สีหน้าจริงจังกระตือรือร้น
"ใน่แรกผู้น้อยมีความไม่พอใจอยู่บ้างจริง ๆ ขอรับ แต่ภายหลังได้เห็นว่าตระกูลให้ความสำคัญและมีเมตตาถึงเพียงนี้ ในใจก็เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งแล้ว จะกล้าเคียดแค้นตระกูลได้อย่างไรกัน"
"อืม" หลินเทียนสยงส่งเสียงตอบรับในลำคอ ดูเหมือนจะพอใจกับคำตอบนี้ไม่น้อย ก่อนจะกล่าวต่อว่า "การแสดงออกของเ้าในตระกูลหลิน ข้าล้วนเฝ้ามองอยู่ ความจริงแล้ว ข้าชื่นชมในตัวเ้ามาโดยตลอด"
โจวลั่วแอบคิดในใจว่า 'ท่านยังมีเวลาว่างมาเฝ้ามองข้าด้วยหรือ? ไม่ต้องพูดจาให้เสียเวลาเลยดีกว่า รีบมอบรางวัลจริง ๆ มาให้ข้าเถิด'
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่ภายนอกเขายังคงประสานมือกล่าวอย่างสุภาพ "ขอบคุณท่านผู้นำตระกูลที่ให้ความเมตตาขอรับ"
"เห็นแก่การแสดงออกของเ้า ข้าตั้งใจจะให้เ้าเป็เขยของตระกูลหลินอย่างเป็ทางการ เ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?" หลินเทียนสยงเปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมาในที่สุด
ฐานะเขยนั้นแตกต่างจากเขยแต่งเข้าตระกูลอย่างสิ้นเชิง อย่างแรกเปรียบเสมือนเป็คนของตระกูลหลินโดยสมบูรณ์ มีสิทธิและสถานะใกล้เคียงกับบุตรหลานในตระกูล ส่วนอย่างหลังเป็เพียงผู้สืบทายาทที่ไร้ซึ่งสิทธิและเสียงใด ๆ
"ขอบพระคุณท่านผู้นำตระกูลขอรับ" โจวลั่วเผยรอยยิ้มออกมาจากใจจริง เพราะเขารอคอยวันนี้มาเนิ่นนานแล้ว
"อืม นี่คือสัญญาฉบับใหม่" หลินเทียนสยงสะบัดมือเบา ๆ
พริบตาต่อมา กระดาษหนังแกะสีเหลืองนวลก็ปลิวออกจากมือของเขา ลอยลงมาวางบนมือของโจวลั่วอย่างพอดิบพอดีราวกับใบไม้ร่วง ในสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ต่อจากนี้โจวลั่วจะได้ฐานะเป็เขยของตระกูลหลิน และเขาไม่จำเป็ต้องให้กำเนิดทายาทที่มีรากปราณถึงสี่สิบคนภายในสิบปีอีกต่อไป
เขาสามารถเลือกแต่งภรรยาและมีบุตรได้ตามความ้า ทั้งบุตรที่เกิดมายังสามารถใช้แซ่เดียวกับเขาได้อีกด้วย
นอกจากนี้เขายังได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกับบุตรหลานตระกูลหลิน โดยได้รับหินปราณรายเดือนเพิ่มจากห้าก้อนเป็สิบห้าก้อน และได้รับโอสถอดอาหารอีกหนึ่งขวด ยิ่งไปกว่านั้น ในทุกเดือนเขาสามารถเข้าไปฝึกฝนในแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณได้ห้าวัน ซึ่งสามารถสะสมวันได้ตามสะดวก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็สิทธิที่เขาพึงได้รับ
ทว่าในฐานะเขยตระกูลหลิน เขาก็มีหน้าที่ต้องปรุงโอสถให้ตระกูลหลินตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละเดือน และต้องรักษาผลประโยชน์ของตระกูลหลินอย่างเคร่งครัด เมื่อตระกูลมีความ้า เขาไม่สามารถปฏิเสธคำขอใด ๆ ได้ ข้อกำหนดนี้ดูจะเอาแต่ใจไปเสียหน่อย แต่เมื่อพิจารณาว่าตัวเขายังเป็เพียงนักปรุงโอสถระดับเริ่มต้น ตระกูลหลินย่อมไม่ยอมถอยให้มากเกินไปนัก การได้สิทธิประโยชน์เ่าั้ก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว
ส่วนหน้าที่เหล่านี้ ตราบใดที่เขาไม่คิดแข็งข้อหรือแยกตัวออกจากตระกูล ก็ย่อมไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรเสียก่อนที่จะบรรลุระดับกลั่นปราณ เขาก็ไม่คิดจะจากที่นี่ไปอยู่แล้ว และเมื่อใดที่ถึงระดับกลั่นปราณ สัญญาเล็ก ๆ นี้ก็คงไม่อาจพันธนาการเขาได้อีกต่อไป
หลังจากไตร่ตรองครู่หนึ่ง เขาจึงลงนามยอมรับสัญญา เมื่อเห็นเช่นนั้น ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมของหลินเทียนสยงก็เผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด
"ต่อจากนี้ ตระกูลหลินก็คือบ้านของเ้า"
...
ข่าวเื่ที่โจวลั่วเปลี่ยนฐานะจากเขยแต่งเข้าตระกูล มาเป็เขยอย่างเต็มตัวแพร่กระจายไปในหมู่เขยแต่งเข้าอย่างรวดเร็ว บรรดาคนที่เคยอิจฉาริษยาต่างพากันสงบเสงี่ยมลง เพราะพวกเขารู้ดีว่า นับจากนี้ไป ฐานะของทั้งสองฝ่ายจะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ด้วยเหตุนี้เหล่าเขยแต่งเข้าที่รู้ความจึงพากันมาเยี่ยมเยียนและมอบของขวัญ เพื่อหวังว่า 'สหาย' ในวันวานผู้นี้จะช่วยดูแลพวกเขาบ้างในอนาคต
สำหรับเื่นี้โจวลั่วไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ เพราะยามนี้เขากำลังเก็บตัวฝึกฝนอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณ บรรดาแเื่ที่มาเยี่ยมเยียนเมื่อพบเพียงสตรีสามนางที่ครรภ์แก่ และหลินชิงหานที่กำลังอุ้มทารกอยู่ ก็ทำได้เพียงวางของขวัญไว้แล้วจากไปอย่างเงียบ ๆ
ในการฝึกฝนที่แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณครั้งนี้ โจวลั่วไม่ได้อยู่นานนัก เพราะหลังจากนั้นครึ่งเดือน หลินอีอีและพี่น้องทั้งสองนางก็ถึงกำหนดคลอด ซึ่งก่อนหน้านี้ หลินหลานได้ตั้งครรภ์สำเร็จเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้โจวลั่วได้รับโอกาสจับรางวัลเพิ่มอีกครั้ง
เขายังไม่มีกะจิตกะใจจะจับรางวัลในตอนนี้ เพราะสมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับสามพี่น้อง จะว่าไปก็ช่างบังเอิญนัก ไม่รู้ว่าเป็เพราะสายเืเดียวกันหรือไม่ ทั้งสามนางจึงเจ็บท้องคลอดในวันเดียวกันพอดิบพอดี ทำเอาโจวลั่วต้องวิ่งวุ่นจนแทบไม่ได้พัก
ช่วยไม่ได้จริง ๆ เพราะหลินชิงหานมีนิสัยเ็าและรักสันโดษ ในเรือนจึงมีหลินหลานเป็สาวใช้เพียงคนเดียว และหลังจากหลินหลานกลายเป็อนุไปแล้ว ทุกคนก็ไม่ได้จัดหาสาวใช้มาเพิ่มอีก เมื่อโจวลั่วต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เขาจึงรู้สึกเสียใจภายหลังยิ่งนัก
ทันใดนั้น ภายในห้องก็มีเสียงทารกร้องไห้จ้า สตรีทั้งสามนางคลอดแล้ว
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ บุตรคนที่สองถือกำเนิด ได้รับอายุขัยเพิ่มขึ้นสิบปี!] ... [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ บุตรคนที่สามถือกำเนิด ได้รับอายุขัยเพิ่มขึ้นยี่สิบปี! เนื่องจากบุตรผู้นี้มีรากปราณระดับเก้า โฮสต์ได้รับแต้มรากปราณหนึ่งแต้ม! พร์ปัจจุบัน : รากปราณระดับเก้า (2/100)] ... [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ บุตรคนที่สี่ถือกำเนิด ได้รับอายุขัยเพิ่มขึ้นยี่สิบปี! เนื่องจากบุตรผู้นี้มีรากปราณระดับเก้า โฮสต์ได้รับแต้มรากปราณหนึ่งแต้ม! พร์ปัจจุบัน : รากปราณระดับเก้า (3/100)] ... [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ บุตรคนที่ห้าถือกำเนิด ได้รับอายุขัยเพิ่มขึ้นสิบปี!] ...
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นรัว ๆ โจวลั่วยืนตะลึงอยู่กับที่ ตนเองได้ทายาทที่มีรากปราณเพิ่มมาอีกสองคนหรือนี่?
แต่นี่ก็สมเหตุสมผลอยู่ เพราะทั้งหลินชิงหานและพี่น้องอีกสามคนต่างก็เป็ผู้บำเพ็ญที่มีรากปราณ เมื่อผู้บำเพ็ญที่มีรากปราณสองคนครองคู่กัน โอกาสที่จะให้กำเนิดทายาทที่มีรากปราณย่อมมีสูงมาก
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้โจวลั่วประหลาดใจและยินดีที่สุดก็คือ เมื่อบุตรทั้งสี่คนถือกำเนิดขึ้น เขาได้รับอายุขัยเพิ่มขึ้นถึงหกสิบปี!
ต้องรู้ก่อนว่า ผู้บำเพ็ญระดับฝึกปราณชั้นห้าขึ้นไป ถึงจะมีอายุขัยมากกว่าคนปกติเพียงห้าสิบปีเท่านั้น แต่เขากลับได้มามากกว่านั้นเพียงแค่มีบุตรสี่คน หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป คาดว่าผู้บำเพ็ญระดับฝึกปราณจำนวนนับไม่ถ้วนคงต้องอิจฉาจนแทบกระอักเืเป็แน่
นอกจากนี้โจวลั่วยังพบอีกว่า... บุตรธรรมดาหนึ่งคนเพิ่มอายุขัยได้สิบปี ส่วนทายาทที่มีรากปราณระดับเก้าคนหนึ่งสามารถเพิ่มอายุขัยให้เขาได้ถึงยี่สิบปี เช่นนั้นหากทายาทมีรากปราณระดับแปด จะไม่เพิ่มอายุขัยถึงสามสิบปี สี่สิบปี หรือมากกว่านั้นหรอกหรือ?
แล้วถ้ามีทายาทที่มีรากปราณระดับหนึ่ง จะได้รับเพิ่มมากมายมหาศาลเพียงใดกัน?!
เมื่อคิดได้ดังนี้ ใจของโจวลั่วก็พลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น นี่สิถึงจะเป็วิถีแห่งความะที่แท้จริง!