บทที่10 ความลับและการเผชิญหน้า
ฟิ้ววว!
เสียงลมแหวกอากาศดังขึ้น ก่อนที่เงาสองสายจะพุ่งลงมาจากยอดไม้้าหญิงสาวสองคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสายลมที่หอบเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของบุปผา
"เ้าจัดการไปหมดแล้วงั้นหรือ?" หลานซูเหยียนกล่าวขณะปรายตามองรอบ ๆ สนามรบ ศพนอนบนพื้น
เซี่ยเหมยหลินเบ้ปากเล็กน้อย "พวกเราตามมาตั้งไกลนึกว่าจะได้ช่วยเ้าสักหน่อย ที่แท้ก็จบไปแล้วรึ"
จ้าวหลินหันไปมองทั้งสองคน ก่อนจะยักไหล่ "ก็แค่คนอ่อนแอไม่จำเป็ต้องให้พวกเ้าลงมือ"
หลานซูเหยียนจ้องมองเขาด้วยแววตาสำรวจเล็กน้อย "หรือว่า...เ้าคิดจะเก็บอะไรไว้เป็ไพ่ลับอีก?"
จ้าวหลินเพียงหัวเราะเบา ๆ โดยไม่ตอบอะไร
จากนั้นเขาก็หันกลับไปที่จ้าวหลิงหลาน แล้วกล่าวว่า “เอาล่ะเรามาจบเื่นี้กันเถอะคุณหนูจ้าว”
“ไม่… ไม่! อย่าฆ่าข้า! ข้ามีความลับจะบอก!”
เสียงของ จ้าวหลิงหลาน สั่นเครือ นางถอยหลังไปติดกำแพงดวงตาหวาดกลัวราวกับกระต่ายที่กำลังถูกนักล่าต้อนจนมุม
จ้าวหลิน หรี่ตามอง ั์ตาสีดำสนิทของเขาเต็มไปด้วยความเยือกเย็นรังสีสังหารที่แผ่ออกมาทำให้อากาศโดยรอบหนาวเหน็บ กระบี่ในมือของเขาหยุดอยู่กลางอากาศปลายกระบี่จ่ออยู่ห่างจากลำคอขาวของนางเพียงเสี้ยวคืบ
“ความลับอะไร?” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์
จ้าวหลิงหลานกลืนน้ำลาย พยายามควบคุมลมหายใจที่ติดขัด “เื่ของมารดาข้า! นาง… นางกับซ่งเหยียนเป็ชู้กัน!พวกเขาแอบพบกันมานานหลายปีแล้ว!”
จ้าวหลินชะงักไปครู่หนึ่ง แม้จะไม่แสดงท่าทีอะไรออกมาแต่ลึก ๆ แล้วก็รู้สึกแปลกใจ “พูดต่อ”
จ้าวหลิงหลานรีบกล่าวต่ออย่างร้อนรน “ข้าไม่ใช่น้องสาวของเ้า! ข้ามีสายเืของตระกูลซ่งไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลจ้าวแม้แต่น้อย!”
บรรยากาศเงียบงันลงทันที
จ้าวหลินมองจ้าวหลิงหลานนิ่ง ๆ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา แต่ในใจของเขากำลังคำนวณเื่ราวทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
หากสิ่งที่นางพูดเป็ความจริง นั่นหมายความว่า จ้าวซิ่วอิงและซ่งเหยียนทรยศต่อจ้าวเทียนหรงและจ้าวหลิงหลานก็ไม่ใช่สายเืของตระกูลจ้าวจริง ๆ
ดวงตาของจ้าวหลินฉายแววเ็า “เ้ากล้าสาบานหรือไม่ว่าสิ่งที่เ้าพูดเป็ความจริง?”
จ้าวหลิงหลานตัวสั่นเครือ รีบยกมือขึ้นกล่าว “ข้า… ข้าสาบาน! หากข้าโกหก ฟ้าผ่าข้าตาย!”
ฟ้าร้องคำรามขึ้นทันที ราวกับเป็สัญญาณแห่งโชคชะตา
ริมฝีปากของจ้าวหลินยกขึ้นเล็กน้อยเป็รอยยิ้มเ็า “น่าสนใจ…”
“ถ้าข้าไม่ใช่พี่น้องกับเ้าแสดงว่าข้าก็ยิ่งสมควรกำจัดเ้าทิ้งไม่ใช่รึ้”จ้าวหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
จ้าวหลิงหลานที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ รีบกล่าวขึ้น “ไม่ข้ายังมีอีกหนึ่งเื่แต่เ้าต้องสาบานว่าเ้าจะไม่ฆ่าข้า” จ้าวหลินได้ยินเช่นนั้น เขาหรี่ตาลงแล้วกล่าวขึ้น “ได้ข้าสาบานว่าจะไม่ฆ่าจ้า บอกขข้ามาได้แล้วก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ”
จ้าวหลิงหลานเมื่อเห็นจ้าวหลินสาบานนางก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่วออกไป “อันที่จริงมารดาข้าไม่ได้ไปทำการค้ากับต่างเมืองแต่นางไปจ้างยอดฝีมือจากสำนักมือโลหิตเป็สำนักที่ทั้งอยู่เมืองชั้นสองเพื่อมาลอบสังหารผู้นำตระกูลจ้าว”
สำนักมือโลหิต! หลานซูเหยียนเมื่อได้ยินนางก็อุทานขึ้น
“เ้ารู้จักงั้นหรือ” จ้าวหลินถามขึ้นเมื่อได้ยินหลานซูเหยียนอุทานขึ้นก็อุทานขึ้น
หลานซูเหยียนพยักหน้าแล้วกล่าวต่อ “สำนักมือโลหิตเป็สำนักที่มีชื่อเสียงในทางไม่ดีเนื่องจากพวกเขามักเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารและภารกิจที่้าความลึกลับและความโเี้สำนักนี้มีวิธีการทำงานที่ไม่เปิดเผยและไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายหรือศีลธรรมใดๆ”
จ้าวหลินได้ยินเช่นเขาก็หรี่ตาลงแล้วหันไปทางจ้าวหลิงหลานแล้วเอ่ยขึ้น“ดูท่ามารดาเ้าจะนางสารเลวตัวจริง เอาละตามสัญญาข้าจะไม่ฆ่าเ้า แต่เมื่อผู้นำตระกูลจ้าวรู้เื่นี้ข้าก็ไม่สามารถรับรองได้ว่าเขาจะไว้ชีวิตเ้าหรือไม่ฮะฮ่า” พูดเสร็จเขาก็หันไปหาจ้าวตี้แล้วพูดว่า“รบกวนพ่อบ้านจ้าวช่วยมัดนางแล้วนำกลับตระกูลด้วยขอรับ” จ้าวตี้ที่ยืนตะลึงชุดชุ่มไปด้วยเหงื่อเมื่อได้รู้ความจริงและแผนการของจ้าวซิวอิงเขาตั้งสติแล้วเดินเข้าไปหาจ้าวหลิงหลาน แล้วเริ่มการมัด
ด้านจ้าวหลิงหลานเนื่องจากอาการาเ็เลยไม่สามารถขัดขืนได้ได้แต่รองขอ “ไม่อย่าส่งข้ากลับตระกูล จ้าวตี้เ้า้าอะไรเงินทองหรือสมุนไพรข้าจะหาให้เ้าหมดเลย”นางรองขอด้วยความสิ้นหวัง
จ้าวตี้เขาไม่สนใจแม่แต่น้อย เดินเข้าไปมัดตัวของจ้าวหลิงหลานและเอาเชือกมัดปากเพื่อไม่ใหนางพูดมากแล้วยัดใส่กระสอบข้าวแล้วแบกขึ้นหลัง จากนั้นหันมาหาจ้าวหลินแล้วกล่าว “เรียบร้อยขอรับคุณชาย”เ้าหลินพยักหน้าแล้วกล่าว “ขอบคุณมาก ท่านช่วยเตรียมม้าทีพวกเราจะกลับตระกูลกัน”
หลังจากกล่าวกับจ้าวตี้เสร็จ เขาก็หันมาด้านหลานซูเหยียนกับเซี่ยเหมยแล้วเอ่ยขึ้น “พวกเ้าสองคนเอาไงจะกลับสำนักเลยหรืออยากลองไปเยี่ยมชมตระกูลข้า “ถ้าเ้าไปตระกูลข้าข้าอาจจะมีเื่ให้เ้าช่วยเล็กน้อย”
ทั้งสองสาวได้ยินเช่นนั้นก็หันมองหน้ากันครู่นึงแล้วพยักหน้าหลานซูเหยี่ยนเอ่ยขึ้น “ได้ข้าจะตามเ้ากลับตระกูลเ้า เ้าช่วยชีวิตพวกเราไว้อย่าว่าแต่เื่เล็กน้อยเลยต่อให้เสี่ยงชีวิตพวกเราก็เต็มใจจะช่วย”
จ้าวหลินได้ยินแล้วเขาพยักหน้า แล้วเอ่ยขึ้น “ดี งั้นเรากลับตระกูลจ้าวกัน”
ณูเาหลังตระกูลจ้าวเสียงน้ำตกที่ไหลผ่านโขดหินและเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้เป็ความสงบที่แท้จริงสำหรับ จ้าวเทียนหรงผู้นำตระกูลจ้าว เขากำลังนั่งสมาธิอยู่บนแท่นหิน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบสงบและพลังธรรมชาติที่บริสุทธิ์
ณ ูเาหลังตระกูลจ้าว
สายหมอกบาง ๆ ปกคลุมทั่วทั้งยอดเขา ลมูเาเย็นะเืพัดผ่านพงไพรเสียงนกราต่างเงียบงันราวกับรับรู้ถึงความตึงเครียดที่แผ่กระจายไปทั่ว
กลางลานหินกว้าง ร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่เสื้อคลุมของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้ร่างกายจะดูนิ่งสงบแต่แรงกดดันที่แผ่ออกมากลับหนักหน่วงดั่งพายุพัดกระหน่ำ
จ้าวเทียนหรง กำลังพยายามฝ่าทะลวงจาก ปราณหลอมรวมสู่ ปราณสรรค์สร้างปราณหนาแน่นหมุนเวียนรอบตัวเขา คลื่นพลังมหาศาลปั่นป่วนไปทั่วอากาศ
ฟึ่บ!
เขาพลันเร่งการไหลเวียนของพลังปราณ เส้นลมปราณทั่วร่างเต้นระริกราวกับจะขยายออกไปอีกระดับ แต่ทันใดนั้นเอง—
"อึก!"
จ้าวเทียนหรงสะท้านเฮือก สีหน้าบิดเบี้ยว เืไหลซึมออกจากมุมปากเขารู้สึกได้ถึงเส้นลมปราณที่ปั่นป่วนราวกับจะฉีกขาด!
"ข้า... ข้ายังไม่พร้อมงั้นหรือ?!"
เขากัดฟันแน่น พยายามควบคุมพลังที่แตกซ่านอยู่ภายใน แต่ยิ่งฝืนแรงกดดันกลับยิ่งทวีคูณ ราวกับูเากำลังกดทับลงบนร่างของเขา
"บ้าจริง! ข้ายังไปไม่ถึง!"
ปัง!
ลมปราณแตกซ่าน! แรงะเิมหาศาลแผ่กระจายออกไปทั่วบริเวณเศษหินลอยคว้างกลางอากาศก่อนจะตกกระทบพื้น
จ้าวเทียนหรงกระอักเืออกมา พลังปราณรอบตัวค่อย ๆ สลายไปสุดท้ายเขาก็ล้มลงไปนั่งพิงหินด้วยสีหน้าซีดเผือด
หลังจากนั้นเขาปรับลมปราณแล้วลุกขึ้น “ข้าควรออกไปซูดอากาศสักหน่อย”เขาพึมพำแล้วก็เดินค่อยเดินออกจากลานฝึกฝน
ท้องฟ้าสีครามของเมืองหลัวเฟิงปกคลุมไปด้วยเมฆบาง ๆแสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดผ่านหมู่เมฆ สาดลงมาบนถนนหินภายในจวนตระกูลจ้าว
เมื่อจ้าวหลินกลับมาถึงตระกูลจ้าวเขามิได้หยุดพักหรือสนใจสิ่งใดในจวนหลัก เป้าหมายของเขาคือ ูเาหลังตระกูลสถานที่ที่จ้าวเทียนหรงกำลังเก็บตัวบ่มเพาะเพื่อทะลวงจากระดับปราณหลอมรวมไปยังปราณสรรค์สร้าง
เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังก้องไปทั่วเส้นทางบนไหล่เขาต้นไม้สองข้างทางโอนเอนตามแรงลมเมื่อกลุ่มของจ้าวหลินเร่งฝีเท้ามุ่งขึ้นไปเบื้องบน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเข้าใกล้เขตพื้นที่ต้องห้ามเสียงทรงอำนาจก็ดังขึ้นมาขัดขวางเส้นทางของพวกเขา
"หยุดก่อน!"
ร่างของชายวัยกลางคนสามคนปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พวกเขาสวมชุดของผู้าุโตระกูลจ้าวพลังปราณอันหนักแน่นแผ่ออกมาจนทำให้อากาศโดยรอบบีบรัดร่างของผู้ที่อยู่ต่ำกว่าพวกเขา
"ผู้ใดกันที่กล้าบุกรุกพื้นที่ต้องห้ามของตระกูล?"
ผู้าุโที่อยู่ตรงกลางมีร่างสูงใหญ่ดวงตาของเขาคมกริบประหนึ่งเหยี่ยว เขาจับจ้องจ้าวหลินพลางเอ่ยเสียงเข้ม "คุณชายหลิน เหตุใดเ้าจึงมาที่นี่? เ้าตระกูลกำลังเก็บตัวห้ามมิให้ผู้ใดรบกวน!"
จ้าวหลินก้าวลงจากหลังม้า ดวงตาของเขานิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น
"ข้ามีเื่เร่งด่วนที่ต้องแจ้งกับเ้าตระกูลโดยตรง"
ผู้าุโอีกคนหนึ่งที่มีเคราสีดอกเลาหัวเราะเย็น "หากเป็เื่สำคัญก็แจ้งแก่พวกเราได้เราจะเป็ผู้ตัดสินว่าเื่นั้นคู่ควรพอให้รบกวนเ้าตระกูลหรือไม่"
"พวกท่านไม่มีสิทธิ์ตัดสิน" จ้าวหลินกล่าวเสียงเรียบดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย"มีเพียงเ้าตระกูลเท่านั้นที่สามารถรับรู้เื่นี้"
"เด็กน้อย เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร?" ผู้าุโที่สามแค่นเสียงเยาะ ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ "เ้าตระกูลมอบหมายให้พวกเราดูแลเขาใน่เก็บตัว หากเ้าคิดจะผ่านไปเ้าจะต้องก้าวข้ามพวกเราไปให้ได้เสียก่อน!"
สิ้นเสียงของเขาพลังปราณอันหนักอึ้งก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างของทั้งสามคน
จ้าวหลินยืนนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอแต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความเ็า
"ถ้าพวกท่านขวางทางข้าก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!"
แรงกดดันอันมหาศาลแผ่พุ่งออกมาจากร่างของเขาในชั่วพริบตาอากาศโดยรอบบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ บรรยากาศเงียบงันลงราวกับโลกหยุดหมุนก่อนที่พลังปราณของทั้งสองฝ่ายจะปะทะกันอย่างรุนแรง!