โครงหน้าได้รูปและงดงามของเผิงเหวินอี้กลับถูกความซีดเซียวบดบังความน่ามองเอาไว้ ดวงตากลมโตไร้ประกายที่ใช้จ้องมองนางนั้นหากไม่ใช่ดวงตาของคนอมโรคก็คงจะสามารถเอ่ยชมเชยได้ว่าเป็ดวงตาดอกท้อที่งดงามและน่ามองมากทีเดียว คิ้วหน้าคมเข้มรับกับดวงตากลมโตและเรียวยาวได้พอดี โครงจมูกที่โด่งเป็สันช่วยดึงดูดความสนใจไปจากโหนกแก้มที่ยามนี้ไร้เนื้อหนังมาแต่งเติมทำให้ดูซูบตอบจนแทบจะไม่น่ามอง ริมฝีปากเรียวบางและซีดเซียวยามนี้กำลังเม้มแน่นเป็เส้นตรงบ่งบอกถึงความไม่ค่อยพอใจในตัวนางเท่าใดนัก
“ข้าก็แค่อยากจะเข้ามาดูอาการของท่านเพียงเท่านั้น” นางเอ่ยพลางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงแล้วจ้องมองคนเกือบจะรูปงามที่กำลังนอนซมอยู่บนเตียงแววตาสนใจใคร่รู้
“ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าแค่ต้องอยู่ในห้องเดียวกันกับข้า เ้าก็รังเกียจว่าอาจจะติดอาการป่วยไข้จากข้าหรอกหรือ แล้วยามนี้เหตุใดจึงเกิดอยากจะมาดูอาการของข้ากันเล่า” คำพูดนี้ของเผิงเหวินอี้ทำให้ใบหน้าของกู้เยว่ซินมีรอยยิ้มฝืดเฝื่อนอยู่บ้าง ก่อนหน้าที่นางจะทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้เห็นทีว่ากู้เยว่ซินคนเก่าคงจะมีการกระทำบางอย่างที่ทำให้คนสกุลเผิงไม่ชอบใจอยู่ไม่น้อย
“ก่อนหน้านี้เป็เพราะว่าข้ายังรู้สึกทำใจไม่ได้อยู่บ้าง ท่านก็อย่าได้ถือสาข้าเลย” กู้เยว่ซินเอ่ยพลางจ้องมองใบหน้าอันซีดเซียวของเผิงเหวินอี้ นางยื่นมือไปที่หน้าผากของเขา ตั้งใจว่าจะใช้หลังมือทดสอบอุณหภูมิของร่างกายของเขาแต่เขากลับผละออก ทำให้หลังมือของนางตกลงไปบนหมอนของเขาแทน
“เ้าจะทำอะไร” เผิงเหวินอี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการตักเตือน กู้เยว่ซินจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ทอดถอนใจออกมา
“ข้าก็แค่อยากจะวัดไข้ของท่านดูเพียงเท่านั้น ท่านหนาวมากหรือจึงได้ปิดประตูหน้าต่างจนไร้การระบายอากาศเช่นนี้ ท่านหมอที่ดูแลท่านเขาว่าอย่างไรบ้างเขาบอกว่าท่านป่วยเป็โรคอะไร ตรวจหาสาเหตุของโรคได้หรือไม่” คำถามของกู้เยว่ซินทำให้เผิงเหวินอี้ขมวดคิ้ว ของจ้องมองนางครู่หนึ่งแล้วก็พลันทอดถอนใจออกมา
ในใจของนางก็ได้แต่คิดว่ากู้เยว่อันสมแล้วที่ได้เป็แค่เพียงพระรอง ให้นางที่เป็น้องสาวแต่งกับคนใกล้ตายเช่นนี้เพื่อเงินลงทุนทำการค้านับได้ว่าเป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลายเป็แค่พระรองแล้ว เดิมทีสตรีที่แต่งกับคนใกล้ตายก็น่าสงสารและตกอับมากพออยู่แล้ว แล้วจะเอาโชคดีที่ไหนมาต่อชะตาให้คนใกล้ตายได้กันเล่า
‘หากเขาตายขึ้นมาข้าจะต้องถูกฝังลงหลุมไปพร้อมกับเขาหรือไม่’ นี่คือสิ่งที่นางกำลังกังวลอยู่ใจ แต่ดูเหมือนว่าคนที่นอนป่วยอยู่ตรงหน้าจะไม่ได้สิ้นไร้กำลังทางความคิด เขาเอ่ยขัดความคิดของนางขึ้นมาอย่างกับเดาใจของนางออกทำให้กู้เยว่ซินถึงกับนิ่งงันไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว
“เ้าไม่ต้องกังวล ต่อให้ข้าตายท่านย่าของข้าก็ไม่มีทางทำให้เ้าลำบากใจ หากเกรงว่าต้องครองตัวเป็ม่ายแล้วต้องรักษาความบริสุทธิ์เพื่อข้าไปตลอดชีวิตละก็ข้าจะเขียนจดหมายสั่งเสียทิ้งไว้ให้ท่านย่าเองว่าให้ปล่อยเ้ากลับสกุลเดิม” เผิงเหวินอี้เอ่ยพลางปิดเปลือกตาลงด้วยความอ่อนเพลีย กู้เยว่ซินนั่งมองเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ทอดถอนใจออกมา
“ชะตาหรือจะสู้คนลิขิต แทนที่จะทอดถอนใจแล้วพึ่งพาเื่โชคลางมิสู้พยายามหาหมอที่มีความสามารถมารักษาท่านจะไม่ดีกว่าหรือ” คำพูดของกู้เยว่ซินทำให้เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยออกมา
“ท่านย่าของข้าเคยลองพยายามแล้ว ทำทุกทางที่จะทำได้ไม่ว่าจะเชิญหมอที่มีชื่อเสียง ทุ่มเทกำลังทรัพย์ทั้งหมดที่มีเพื่อซื้อสมุนไพรอันล้ำค่ามากรักษาข้า แต่สุดท้ายก็ไม่อาจจะทำให้อาการของข้าดีขึ้นนางจึงได้คิดถึงเื่แต่งเ้าเข้ามาเพื่อต่อชะตาให้ข้าอย่างไรเล่า” คำพูดของเขาทำให้กู้เยว่ซินนิ่งงันไปอีกครั้ง แล้วก็นั่งครุ่นคิดถึงเนื้อหาในนิยายอย่างละเอียดในทันที
นางจะเป็หม้ายหรือไม่ในนิยายไม่ได้เขียนบอก แต่สวีเหม่ยอิงผู้เป็นางเอกของเื่มักจะมีแต่เื่โชคดีมาโดยตลอด ได้ย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีตของตนเอง นอกจากสามารถรักษาอาการป่วยของมารดาได้แล้วยังช่วยทำให้การค้าของบิดารุ่งโรจน์สุดท้ายก็ได้แก้แค้นอดีตสามีที่เคยทำลายครอบครัวของนางแล้วยังได้แต่งกับสามีที่ดีกว่าคนเก่ากลายเป็พระชายาเอกของเสียนอ๋องกลายเป็เื่ราวความรักที่ทำให้คนริษยา ส่วนพี่ชายของนางที่ในต้นเื่คล้ายจะเป็พระเอกในนิยายแต่สุดท้ายกลับเป็แค่พระรองที่ช้ำรัก ไม่มีบทไหนเอ่ยถึงจุดจบของน้องสาวพระรองเช่นนางเลยสักประโยค กู้เยว่ซินทอดถอนใจออกมาแล้วก็จ้องมองเผิงเหวินอี้อีกครั้งด้วยสีหน้ากังวล
หากสามีตายนางก็จะกลายเป็หญิงหม้ายของสกุลเผิง ยามนี้พี่ชายของนางพึ่งจะเริ่มต้นทำการค้ากับสกุลสวีของนางเอก กว่าจะประสบความสำเร็จก็เป็่กลางของเนื้อเื่ไม่ว่าเนื้อเื่ในนิยายเป็เช่นไรแต่คนอย่างกู้เยว่ซินไม่มีทางนั่งรอให้ชีวิตของตนเองขึ้นอยู่กับเนื้อเื่ในหนังสือเป็แน่ อยากจะกลับก็กลับไม่ได้มีเพียงต้องพยายามหาหนทางอยู่รอดให้แก่ตนเองให้ได้เพียงเท่านั้น
“ข้าได้ยินมาว่าสกุลสวีสามารถเชิญหมอหลวงหลี่มาตรวจอาการที่จวนได้ ท่านได้ลองเชิญหมอหลวงผู้นั้นมาดูอาการแล้วหรือยัง” คำพูดของนางทำให้เผิงเหวินอี้จ้องมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด
“หมอหลวงหลี่ ใช่ว่าคนทั่วไปอยากจะเชิญก็เชิญมาได้ ข้าไม่รู้ว่าสกุลสวีใช้วิธีการใด แต่เ้าคิดว่าสกุลเผิงของข้าจะสามารถเชิญเขามาดูอาการของข้าได้หรือ” คำพูดของเผิงเหวินอี้ทำให้กู้เยว่ซินยิ้มออกมาในทันที บังเอิญนางรู้ว่าสกุลสวีใช้วิธีการใดเมื่อคิดได้นางจึงได้ลุกขึ้นแล้วเอ่ยกับเขาเสียงเบา
“เช่นนั้นท่านก็นอนพักผ่อนเถิด เื่หมอหลวงหลี่ข้าจะลองไปคิดหาวิธีดู” เมื่อเอ่ยจบนางก็ส่งรอยยิ้มอันเจิดจ้าให้แก่เขาทำให้เขานิ่งงันไปครู่หนึ่งแล้วก็รีบหลุบตาลง ส่วนนางนั้นไม่ได้ให้ความสนใจว่าเขาจะคิดเช่นไรอีก นางรีบเดินออกจากห้องไปแล้วลองทบทวนความจำของตนเองอีกครั้งว่าร่างนี้เคยได้พูดคุยกับสวีเหม่ยอิงนางเอกนิยายของเื่นี้บ้างหรือไม่