บทที่ 10 ร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจ้าซื้อสูตรพะโล้
แม้จะบอกให้สวีเถาเถาตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่จ้าวซิ่วหลานและสวีต้ากวง สองสามีภรรยาก็นั่งเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ เสมอปล่อยให้ลูกสาวคนเล็กได้ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง
สวีกั๋วหัวและสวีกั๋วเฉียง สองพี่น้องที่เพิ่งเลิกงานกลับบ้านอยากจะเข้าไปร่วมวงด้วย แต่ถูกจ้าวซิ่วหลานไล่เข้าห้องไปอย่างไม่ไว้หน้า
"ไป ๆ ๆ ! น้องเล็กของพวกแกกำลังคุยเื่สำคัญกับเ้าหน้าที่ระดับสูงอยู่ ถ้าต้องพลาดโอกาสแบบนี้ไปเพราะพวกแกสองคน แม่จะถลกหนังออกให้หมดเลย!"
สวีกั๋วหัวและสวีกั๋วเฉียง ยอมแพ้ต่อสายตาดุ ๆ ของแม่ จำใจต้องหลบเข้าห้องไป แต่ก็ยังพยายามแนบหูกับช่องประตูเพื่อแอบฟัง
"น้องรอง นายว่าเ้าหน้าที่จากร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจมาหาน้องเล็กของเราทำไมกัน?" สวีกั๋วหัวเกาหัวพลางถามน้องชาย
สวีกั๋วเฉียงแนบหูชิดช่องประตู อยากจะยืดหูให้ยาวออกไปอีกสักหน่อย แต่พอได้ยินพี่ชายพึมพำก็รู้สึกรำคาญ
"อย่าพูดสิ! น้องเล็กกำลังพูดอยู่นะ ถ้านายพูดฉันก็ไม่ได้ยินแล้วน่ะสิ!"
พอสวีกั๋วหัวได้ยินแบบนั้น ก็รีบปิดปากเงียบทันที แล้วทำตามน้องชายด้วยการแนบหูชิดช่องประตูเช่นกัน
เมื่อลูก ๆ โตขึ้น บ้านของครอบครัวตระกูลสวีก็เริ่มคับแคบลง ห้องด้านนอกมีเตียงหนึ่งหลังและโต๊ะหนึ่งตัว เป็ที่นอนของสวีต้ากวงและจ้าวซิ่วหลาน ขณะเดียวกันก็เป็ที่ทานข้าวของครอบครัวตระกูลสวีด้วย ห้องเดียวใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ตอนนี้ยังกลายเป็ห้องรับแขกสำหรับพูดคุยธุระอีกด้วย
ทุกคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน ผู้อำนวยการเก๋อจากร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
วันนี้เขามาที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อขนเนื้อหมู ตอนเที่ยงได้รับเชิญจากผู้อำนวยการก่วน หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการให้ไปทานข้าวที่บ้าน ทั้งสองคนเป็เพื่อนเก่ากัน เขาจึงตอบรับคำเชิญอย่างว่าง่าย
ในยุคนี้ วัตถุดิบขาดแคลน ไม่ต้องพูดถึงการหาอาหารดี ๆ มาต้อนรับแขก ผู้อำนวยการเก๋อเองก็ทำงานอยู่ที่ร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจพนักงานภายในมีคูปองอาหาร ถือว่าไม่เดือดร้อนเื่อาหารสักมื้อสองมื้อของบ้านผู้อำนวยการก่วนหรอก
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจำได้ว่า แม้ภรรยาของผู้อำนวยการก่วนจะมีความสามารถในการทำงานเก่ง แต่ฝีมือการทำอาหารนั้น ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่อาจเทียบกับภรรยาของเขาได้
แต่ใครจะรู้!
ตอนเที่ยงพอได้เวลาทานข้าวกัน ภรรยาของผู้อำนวยการก่วนยกเครื่องในหมูตุ๋นพะโล้มาวางบนโต๊ะภายนอกดูธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษมาก แต่จากการแนะนำอย่างกระตือรือร้นของผู้อำนวยการก่วนและภรรยาของอีกฝ่าย เขาต้องจำใจยื่นตะเกียบไปชิมคำหนึ่ง
แค่คำเดียวนั้น ผู้อำนวยการเก๋อถึงกับใจนเกือบทำตะเกียบหล่น!
รสชาติของเครื่องในหมูตุ๋นน้ำพะโล้นี้หอมเข้มข้น ทั้งเผ็ดและมัน เนื้อนุ่มกำลังดี รสชาติวิเศษจริง ๆ อยากจะกินสลับกับข้าวไปเรื่อย ๆ จนข้าวหมดหม้อเลยทีเดียว
สูตรน้ำพะโล้ที่อร่อยขนาดนี้ ไม่ว่ายังไง เขาจะต้องแย่งชิงเอามาให้ได้เพื่อร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจ
เขาสนิทกับคู่สามีผู้อำนวยการก่วนมานานแล้ว เขาจึงพูดออกไปตรง ๆ ขอให้ทั้งสองคนพาไปพบกับพ่อครัวที่ทำน้ำพะโล้นี้ คนที่เขาอยากทำธุรกิจด้วย
แต่เขาไม่มีทางคาดคิดเลยว่า 'พ่อครัวผู้เชี่ยวชาญทำน้ำพะโล้' คนนี้จะเป็เพียงเด็กสาวที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเลย?!!!
สวีเถาเถารู้สึกว่าถ้าเธอไม่พูดอะไรสักคำ คงถูกผู้อำนวยการจากร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจจ้องจนตาย เธอพยายามใช้น้ำเสียงที่ไม่กระตุ้นอารมณ์ผู้อำนวยการเก๋อแล้วพูดว่า "สวัสดีค่ะผู้อำนวยการเก๋อฉันชื่อสวีเถาเถา สูตรน้ำพะโล้ที่คุณ้าซื้อนั้นเป็ของฉันจริง ๆ ค่ะ"
จนมาถึงตอนนี้ ความจริงได้ปรากฏอยู่ตรงหน้า ถึงผู้อำนวยการเก๋อจะไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ
"เธอบอกว่าสูตรน้ำพะโล้นี้เป็ของเธอ งั้นเธอบอกฉันได้ไหมว่าทำไมถึงคิดจะใส่สมุนไพรจีนลงไป?"
ร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจพวกเขาก็ขายเนื้อตุ๋นน้ำพะโล้บ้างเหมือนกัน แต่เขาไม่เคยเห็นพ่อครัวใส่สมุนไพรจีนลงในหม้อต้มน้ำพะโล้เลยสักครั้ง
สวีเถาเถาคิดในใจว่า เธอไม่รู้ว่าคนอื่นจะใส่สมุนไพรจีนหรือไม่ แต่สูตรอาหารตุ๋นที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของตระกูลสวีของเธอนั้น จะต้องใส่สมุนไพรจีนแน่นอน
น่าขำจริง ตำรับอาหารหลวง นั่นคืออาหารที่ถูกปากฮ่องเต้และคนในราชวงศ์ในแง่ของการทำอาหารรสชาติเป็สิ่งสำคัญ แต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้นที่จะทำให้ผู้มีอำนาจวางใจได้
แต่เื่เหล่านี้ไม่สามารถพูดออกมาตรง ๆ ได้
เธอยิ้มให้ผู้อำนวยการเก๋อ แล้วพูดว่า "ผู้อำนวยการเก๋อ คุณถามแรงบันดาลใจในการทำอาหารจากแม่ครัวคนหนึ่ง นี่มันก็ยากสำหรับฉันหน่อยนะคะ ฉันแค่รู้สึกว่าการเพิ่มสมุนไพรจีนจะดีต่อสุขภาพมากกว่า แล้วฉันก็ทำสำเร็จ ฉันคิดว่ามันไม่มีอะไรต้องอธิบายมากกว่านี้แล้วค่ะ"
ผู้อำนวยการเก๋อชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะพลางตบต้นขาตัวเอง แล้วพูดกับคู่สามีภรรยาผู้อำนวยการเจียงที่อยู่ข้าง ๆ ว่า "ผมคิดมากไปเอง!"
ก็ใช่น่ะสิ การที่พ่อครัวมีแรงบันดาลใจบางอย่างระหว่างทำอาหารที่ทำให้รสชาติอาหารดีขึ้น นี่เป็เื่ธรรมดา
แม้จะพูดแบบนั้น แต่ในใจเขากลับรู้สึกราง ๆ ว่าวิธีการของสวีเถาเถานั้น คล้ายกับวิธีการของพวกพ่อครัวหลวงที่มักจะดูถูกคนอื่นในอดีต
แต่เมื่อมองดูใบหน้าซื่อ ๆ ของคู่สามีภรรยาตระกูลสวีความสงสัยทั้งหมดนั้นก็หายไปในทันที
ก่อนจะมาที่นี่เขาก็สืบมาแล้วเกี่ยวกับครอบครัวของตระกูลสวีสามรุ่นที่ผ่านมาล้วนเป็คนฆ่าหมู ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพ่อครัวหลวงเลยแม้แต่น้อย!
"เหล่าเก๋อ ฉันขอพูดอะไรหน่อยนะครอบครัวของตระกูลสวีเป็คนซื่อสัตย์ คุณก็ควรจะตรงไปตรงมาหน่อย ถ้าอยากซื้อสูตรจากเด็กสาวคนนี้จริง ๆ ก็ควรจะเจรจาดี ๆ พูดวกวนไปมาแบบนี้ ยังไม่ทันซื้อของเขาก็จะมาสืบประวัติเขาซะแล้ว การกระทำแบบนี้ฉันไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นะ!"
ผู้อำนวยการเจียงที่อยู่ข้าง ๆ ไม่อาจทำให้อาหารที่สวีเถาเถาทำส่งมาให้ถึงบ้านเธอต้องเสียเปล่า จึงช่วยพูดแทรกขึ้นมา
พูดจบเธอก็สะกิดสามีที่อยู่ข้าง ๆ เบา ๆ
ผู้อำนวยการก่วนได้รับสัญญาณจากภรรยาก็รีบพูดเสริมทันที "ที่ภรรยาผมพูดก็ถูกต้องแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะผมเห็นว่าเหล่าเก๋อมีความจริงใจ ผมก็คงไม่พาคุณมาหรอก ฝีมือของสวีเถาเถา พวกเราสองสามีภรรยาเป็พยานได้ ถ้าคุณซื้อสูตรพะโล้นี้ไป ร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจของคุณไม่มีทางขาดทุนแน่นอน! อีกอย่างพูดมาตั้งนานแล้วเด็กสาวจะยอมขายให้คุณหรือเปล่าก็เป็อีกเื่นะ ใช่ไหมสวีเถาเถา?"
กินสินบนเขาแล้วก็พูดไม่ออก*[1]ลูกสาวคนเล็กตระกูลสวี แม้จะไม่ได้หน้าตาดีนัก แต่ผู้อำนวยการก่วนชอบฝีมือการทำพะโล้ของเธอจริง ๆ
สำหรับผู้หญิง ถ้าเกิดมาหน้าตาดีก็ดีอยู่หรอก แต่เมื่อแต่งเข้าบ้านสามีไปแล้ว ถ้าทำอาหารเป็ก็จะเป็ที่รักของพ่อแม่สามีมากกว่า
น่าเสียดายที่ลูกชายของเขาทั้งสองคนแต่งงานไปหมดแล้ว ไม่งั้นก็คงได้เป็ทองแผ่นเดียวกับครอบครัวตระกูลสวีไปแล้วอย่างไรเสียเขาก็เป็แค่พ่อตา ไม่สนใจหรอกว่าลูกสะใภ้จะสวยหรือไม่สวย
โชคดีที่สวีเถาเถาไม่รู้ความคิดของผู้อำนวยการก่วน ไม่งั้นคงรู้สึกกระอักกระอ่วนแน่ พูดเหมือนกับว่าถ้าลูกชายคุณชอบฉัน ฉันก็ต้องแต่งงานด้วยความยินดีงั้นแหละ
ใครจะไปเป็แม่ครัวให้บ้านพวกคุณกัน!
หลังจากที่ผู้อำนวยการก่วนพูดแบบนั้น ผู้อำนวยการเก๋อก็รู้สึกใจหายวูบ
ั้แ่เข้าบ้านมา เด็กสาวคนนี้ดูนิ่งมากแม้อายุยังน้อยแต่เมื่อเผชิญหน้ากับคนระดับพวกเขา กลับดูสง่าผ่าเผย ไม่เหมือนคนหนุ่มสาวคนอื่นที่มักจะหลงกลพวกเขาแค่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ
ผู้อำนวยการเก๋อยิ้มแสยะ พลางคิดว่าเด็กสาวคนนี้ไม่น่าจะจัดการได้ง่าย ๆ เลย
ไม่แน่ว่าเธออาจจะไม่ได้ตั้งใจจะขายสูตรพะโล้ให้กับเขาจริง ๆ ก็ได้ถ้าเป็แบบนั้นจะทำยังไงดีล่ะ!
"โธ่ แบบนี้ไม่ได้นะ! สวีเถาเถา อย่าไปใส่ใจคำพูดที่ฉันพูดไปเมื่อกี้เลยนะ สูตรพะโล้ของเธอต้องขายให้ร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจพวกเรานะ ฉันได้รับปากกับหัวหน้าไปแล้ว หัวหน้าพ่อครัวของร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจของเราถึงกับทุบโต๊ะ แล้วบอกว่าถ้าไม่ได้สูตรนี้มา เขาจะไม่ทำงานต่อเชียวนะ!"
ตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวร้านอาหารของรัฐมีคนแย่งกันจนหัวปูด เขาจะลาออกง่าย ๆ ได้ยังไง
แม้ว่าคำพูดของผู้อำนวยการก่วนจะเอ่ยเกินจริงอยู่บ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าทางร้านอาหารของรัฐให้ความสำคัญกับสูตรพะโล้ของสวีเถาเถาจริง ๆ
แล้วตัวสวีเถาเถาล่ะ?
เธอรู้สึกว่าไม่สำคัญหรอก ก็แค่สูตรพะโล้สูตรเดียวเท่านั้นเอง ไม่เห็นมันจะเป็เื่ใหญ่อะไรตรงไหนเลยในหัวของเธอมีสูตรอาหารตั้งแสนตั้งล้านสูตร
ตัวเธอเองก็เป็เหมือนตำราอาหารหลวงที่เดินได้แล้วนี่นา!
[1] กินสินบนเขาแล้วก็พูดไม่ออก เป็สำนวนแปลว่า เมื่อได้รับความช่วยเหลือ ได้รับของขวัญ หรือได้รับผลประโยชน์จากใครแล้วจะทำให้รู้สึกเกรงใจ ไม่กล้าพูดหรือทำอะไรที่เป็ผลเสียต่อเขาคนนั้น หรืออาจหมายถึง การรับสินบนแล้วทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาได้