บทที่ ยี่สิบเจ็ด
แผลเท่านี้
เมื่อจ้าวจวิ้นหยางได้ยาตำรับพิเศษจากองค์ชายสามมาอยู่ในมือก็ไม่รั้งรอเขาขึ้นม้าเดินทางกลับยังจวนคณะทูตต้าหลิงเฉิงโดยทันทีร่างสูงสง่าอาภรณ์ยาวสีดำขลิบเงินปลิวสะบัดใบหน้าเ็าเดินตรงมาทางเรือนของสตรีหนึ่งเดียวของคณะทูตโดยไม่ได้ไปพบเสนาบดีฟ่านอย่างที่กล่าวเอาไว้
พอถึงเรือนฝั่งที่ฟ่านหนิงพำนักอยู่เขาก็หยุดอยู่ที่ศาลาที่นอกเรือนพร้อมกับที่บ่าวประจำเรือนที่เป็คนของมู่ก่านก็รีบออกมาต้อนรับ
“ซื่อจื่อ” สาวใช้วัยเยาว์ยอบกายคำนับผู้สูงศักดิ์อย่างนอบน้อม
ร่างสูงตรงเข้าไปนั่งที่ในศาลาไม่ได้มีท่าทางเร่งร้อน “ไปเรียกคุณหนูใหญ่มา”
สาวใช้ตัวน้อยก้มรับ “เ้าค่ะ” แล้วนางก็รีบถอยตัวเดินกลับเข้าไปในเรือน
ด้านในห้องฟ่านหนิงในชุดคลุมบางสีขาวกำลังนอนเอนกายพิงหมอนอิงบนตั่งไม้หอมสายตาหวานปรายมองไปทางประตูทันทีเมื่อสาวใช้ผู้หนึ่งก้าวเข้ามานางย่อตัวให้คุณหนูใหญ่ฟ่านก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ได้รับคำสั่งมา “ซื่อจื่อให้มาเรียนว่า้าพบคุณหนูใหญ่เ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงยกคิ้วสูงทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘ซื่อจื่อ’ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวมิใช่เื่อื่นใดนอกจากว่าเขาคงมาเพื่อสอบสวนเื่ข้อความลึกลับที่ลอยกลางอากาศเป็แน่แล้วนางจะไปพบเขาเพื่ออะไร?
“เ้าไปถามเขากลับทีว่ามาทำไม” น้ำเสียงนางแฝงทั้งความรำคาญและความระแวง นางยกแขนกอดอกคล้ายป้องกันตนเองนางไม่อยากเผชิญหน้าบุรุษคนนั้นแม้แต่น้อย
บ่าวหญิงตวเล็กรับคำกลับมาอีกครั้งแล้วรีบเดินกลับออกไปอีกครั้ง
จ้าวจวิ้นหยางที่นั่งรออยู่ด้านนอก เขาเลิกคิ้วน้อยๆเมื่อสาวใช้ผู้นั้นกลับออกมาเพียงคนเดียวไร้เงาสตรีที่เขา้าจะพบจากนั้นนางถึงรายงานกลับด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจเพราะกลัวจะทำให้ผู้สูงศักดิ์ไม่พอใจขนาดนางไม่ใช่สาวใช้ของคุณหนูฟ่านนางยังรู้เลยว่าคุณหนูคงไม่อยากพบซื่อจื่อ “เออ...คุณหนูใหญ่ให้บ่าวมากราบเรียนถามซื่อจื่อ...ว่ามีธุระอันใดหรือเ้าคะ?”
แววตาคมของเขาส่องประกายเย้ยหยันเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นจะไม่ยอมมาพบเขาง่ายๆ สินะ “ก็แค่มารดาของข้า...องค์หญิงฉิงนางกับเสียนไท่เฟยผู้เป็พี่สาวมารดาของคุณหนูใหญ่สนิทสนมกันไม่น้อย ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลก็ถือได้ว่าเสมือนพี่น้องข้ามาเยี่ยมน้องสาวสักหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร? ไปบอกนางว่าพี่ชาย้าพบ!”
สาวใช้พยักหน้ารับคำแล้ววิ่งกลับเข้าไปในเรือนอีกครั้ง
“คุณหนูเ้าคะเมื่อครู่ซื่อจื่อบอกว่า มารดา...องค์หญิงฉิงกับเสียนไท่เฟยที่เป็พี่สาวมารดาของคุณหนูนั้นสนิทสนมกันดุจพี่น้องจึงมิเห็นว่าแปลกที่จะมาเยี่ยมคุณหนูเ้าค่ะทั้งยังเรียกคุณหนูใหญ่ว่าน้องสาวอีกด้วย”
ฟ่านหนิงฟังแล้วนางยกพัดขึ้นปิดครึ่งหน้าริมฝีปากเบ้ไม่น่ามองแค่นเสียงเยาะ สีหน้าปรากฏความเหนื่อยใจปนขบขันอย่างเยาะเย้ยในที พลางนึกถึงความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายกล่าวถ้าให้นับตอนที่จางกุ้ยเฟยผู้เป็มารดาแท้ๆ ของฮ่องเต้สิ้นใจเสียนไท่เฟยเป็ผู้รับเลี้ยงดูฮ่องเต้ต่อ ส่วนองค์หญิงฉิงเวลานั้นก็เติบใหญ่พอแล้วไม่ได้มาอยู่ในความดูแลของเสียนไท่เฟยด้วยอีกคน
สุดท้ายแม้องค์หญิงฉิงอาจจะสนิทกับเสียนไท่เฟยประมาณหนึ่งเพราะมีฮ่องเต้เป็คนกลางแต่พอให้ลากมาถึงมารดานางก็แค่ผิวเผย พอมาถึงนางแทบเบากว่าขนนกด้วยซ้ำฉะนั้นเ้าข้ากับเ้าจะนับอะไรได้ จะใช้คำว่าสนิทก็มากไปกระมัง อย่างชาติที่แล้วเผลอๆทั้งสองยังไม่เคยพูดกันเกิดห้าโยคด้วยซ้ำ
จู่ๆ เขาก็พึ่งจะมาเดินวนเวียนรอบตัวข้าไม่กี่เดือนนี้เองกลับอ้างว่าสนิทสนมดุจพี่น้อง บอกว่ามีสายสัมพันธ์ผูกพันถึงขั้นเป็ญาตินั้นนับว่าห่างไกลมากโข เหอะ! จะเรียกข้าออกไปคุยด้วยเหตุผลตื้นๆเช่นนี้
หากสุดท้ายถึงนางไม่คิดจะนับสายสัมพันธ์นี้ แต่เมื่ออีกฝ่ายกล้ายกขึ้นมาพูดเป็ข้ออ้างก็ไม่ควรมองข้ามฟ่านหนิงรู้ว่าคนหน้าทนเช่นนี้จะต้องไม่หยุดแค่นี้แน่...
ขณะที่ฟ่านหนิงกำลังครุ่นคิดอยู่ใจอยู่นั้นจางไป๋ซินที่ยืนเฝ้าข้างๆ ก็เอ่ยเสียงเบา “คุณหนูเ้าคะข้าขอกล่าวอะไรสักนิดได้ไหมเ้าคะ”
“ว่ามาเถอะ” ฟ่านหนิงพยักหน้าช้าๆ
“คุณหนูก็รู้มิใช่หรือเ้าคะว่าซื่อจื่อเป็คนเช่นไร”
ประโยคนั้นราวกับตอกย้ำความคิดที่ฟ่านหนิงกำลังคิดอยู่พอดีนางยกพัดเคาะโต๊ะเบาๆ เห็นด้วย “ก็จริง คนอย่างเขา ถ้าข้าไม่ออกไปพบเกรงว่าคงไม่เลิกราง่ายๆ เผลอๆ อาจหาทางบุกเข้ามาในห้องด้วยซ้ำ”
จางไป๋ซินรีบพยักหน้า ถ้าคุณหนูของตนไม่ออกไปเจออาจจะลำบากยิ่งกว่าเดิม
ระหว่างนั้นสาวใช้ประจำเรือนที่รับหน้าที่วิ่งเข้าออกก็แทบหอบหายใจไม่ทันอยู่รอรับคำตอบก็ก้มหน้างุด กลัวว่าถ้าชักช้าจะทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่พอใจทั้งที่ต้องเดินกลับไปกลับมาหลายรอบ ทุกครั้งที่มารายงานให้อีกฝั่งก็เกรงจะทำให้อีกฝั่งไม่พอใจจนนางอดถามตนเองในใจมิได้ว่าพวกเขาจะส่งคำพูดให้เข้าออกอยู่อย่างนี้อีกนานเท่าใดตอนนี้เพียงหวังในใจว่าให้คุณหนูฟ่านตอบรับเสียที...
ฟ่านหนิงเองเมื่อคิดไปคิดมาก็ถอนหายใจยาว ต้องยอมรับความจริงในที่สุด“เฮ้อ...ก็ได้ไปบอกเขาว่ารอสักครู่ ข้าจะออกไปพบ”ถึงจะประวิงเวลาไปเรื่อยสุดท้ายเขาก็จะหาทางจนได้อยู่ดี
สาวใช้ประจำเรือนพอฟังคำตอบครั้งนี้สีหน้าโล่งอกเสียจนยกมือขึ้นลูบอกเบาๆ ราวกับยกูเาออกจากอกในที่สุดนางรีบก้มตัวรับคำ “เ้าค่ะคุณหนูใหญ่!” จากนั้นก็หมุนกายวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าเบิกบานคล้ายมีแรงใจเพิ่มขึ้น
ถึงแม้ฟ่านหนิงจะตอบรับคำให้แก่จ้าวจวิ้นหยางว่านางจะออกมาพบแต่แทนที่นางจะสวมเสื้อคลุมแล้วออกไปตามมารยาททันทีหญิงสาวกลับยังทำท่าทางเป็เฉยเมย ไม่อนาทรร้อนใจ นางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ไม้เนื้อดีในห้องพักมือหนึ่งเปิดบันทึกการเดินทางเล่มหนาที่เพิ่งให้บ่าวไปหาซื้อจากตามร้านหนังสือเมื่อไม่กี่วันก่อนเนื้อหาเป็บันทึกว่าด้วยผู้เดินทางไปยังทั่วสารทิศพบเจอความโหดร้ายของธรรมชาติและความน่าทึ่งของผู้คนนางพลิกอ่านไปพลางยกถ้วยชาร้อนขึ้นจิบ เสมือนคนที่มิได้ใส่ใจว่าใครกำลังรอคอยอยู่ภายนอกแม้แต่น้อย
เวลาล่วงเลยไปสองถึงสามเค่อบ่าวคนเดิมยืนรออยู่ข้างประตูด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน หันมองประตูอยู่หลายครั้งเหมือนกลัวว่าผู้มาเยือนจะหมดความอดทนแล้วบุกเข้ามาเองทว่าเ้าของเรือนกลับนั่งพลิกหน้ากระดาษอย่างไม่เร่งร้อนกระทั่งอ่านไปถึงตอนที่ผู้เขียนบันทึกพรรณนาถึงพายุหิมะ นางจึงปิดหนังสือลง ค่อยๆวางถ้วยชาแล้วลุกขึ้นยืน ทำทีเหมือนกายยังอ่อนแรงให้จางไป๋ซินเข้ามาประคองทั้งที่แท้จริงแล้วบัดนี้นางดีขึ้นมากจนเดินเหินเองก็ไร้ปัญหาแต่ฟ่านหนิงอยากจะสวมบทคนาเ็ให้ดูสมจริง หากออกไปช้าหน่อยอีกฝ่ายคงไม่กล้าต่อว่าหรือเร่งรัดนางได้
ทันทีที่ก้าวออกสู่ลานนางก็แอบคิดในใจว่าคงได้เห็นภาพบุรุษผู้นั้นนั่งหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธหงุดหงิดเพราะถูกปล่อยให้นั่งรอนาน แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับตรงข้ามโดยสิ้นเชิง จ้าวจวิ้นหยางมิได้แสดงท่าทีไม่พอใจแม้แต่น้อยเขานั่งอยู่ในศาลาเงียบสงบ ข้างกายมีกาน้ำชาและขนมเล็กน้อยและหนังสือเล่มไม่หนามากอยู่ในมือแต่นั่นหาใช่หนังสือตำราความรู้เชิงปรัชญาหรือบทกวี หากเป็หนังสือประพันธ์เื่รักใคร่ประโลมใจสำหรับสตรีด้วยซ้ำ
ฟ่านหนิงชะงักไปครู่หนึ่งดวงตาคู่งามหรี่ลงด้วยความขัดใจโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากเผลอกัดเข้าหากันแน่นข้าทำให้เขารอเกือบจะครึ่งชั่วยาม แต่กลับเห็นเขาเพลิดเพลินอยู่ในโลกของตัวอักษรราวกับไม่ใส่ใจสิ่งใดเลยสักนิดนี่นางคือผู้ที่ถูกย้อนเสียเอง เช่นว่าเ้าอ่านได้ข้าก็อ่านได้ ฟ่านหนิงกำมือแน่นอย่างอดกลั้น
จนเมื่อเดินเข้าไปถึงศาลานางย่อตัวอย่างเชื่องช้าแล้วกล่าวเสียงต่ำ "ซื่อจื่อ" ทำอย่างตามมารยาทเท่านั้นจ้าวจวิ้นหยางได้ยินเพียงเงยหน้าขึ้นช้าๆสายตาเหมือนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านางเพิ่งมาถึงใบหน้าคมคายยังคงติดอยู่ในร่องรอยของเื่ราวที่อ่านอยู่ สายตาเหม่อลอยอยู่ในโลกของตัวอักษรฟ่านหนิงถึงกับจิปาก คิดในใจอย่างหมั่นไส้ ‘สนุกนักหรือ! ท่านเองก็เป็ตัวละครในเื่ราวเหมือนกัน’ หากรู้ความจริงนี้แล้วจะยังใช้ชีวิตเพลิดเพลินอยู่หรือไม่!
เมื่อจ้าวจวิ้นหยางเงยหน้ามาก็เพียงยกยิ้มบาง เอ่ยเสียงราบเรียบ"ขอให้ข้าจบหน้านี้ก่อน"ว่าแล้วก็ก้มหน้ากลับไปอ่านต่อราวกับไม่มีสิ่งใดเร่งร้อนฟ่านหนิงตาโต กัดฟันแน่น ข้าเสียเวลาแสดงละครเพื่อให้ท่านรอนานแต่ท่านกลับทำให้สิ่งนั้นไร้ค่า ข้าทำได้แต่ห้ามท่านทำใส่ข้า!
นางจึงเอ่ยเสียงแข็ง "หากเช่นนั้น ข้าขอตัว" พลางทำท่าจะลุกกลับทันที จ้าวจวิ้นหยางรีบลดหนังสือลงเอ่ยเสียงเสียดาย "โธ่...แค่หน้าเดียวก็ไม่ได้หรือเื่กำลังเข้มข้นเชียว"
ฟ่านหนิงหันมาตอบชัดถ้อย "ไม่ได้"
คำตอบสั้นแต่เฉียบคม ทำให้เขาเลิกคิ้วหัวเราะในลำคอพลางพึมพำ "คุณหนูฟ่านก็ไม่ชอบรอผู้อื่นเช่นกันหรือ" น้ำเสียงแฝงความยียวนเขาจึงปิดหนังสือวางลงข้างกาน้ำชาอย่างจำใจเสียเต็มประดา
เมื่อหนังสือถูกวางลง ฟ่านหนิงก็เข้าประเด็นทันที "ซื่อจื่อมีเื่อันใด ถึงได้มาพบฟ่านหนิง"
จ้าวจวิ้นหยางยังไม่ตอบ แต่โบกมือไล่บ่าวรอบตัวออกไปก่อนบ่าวรับใช้บางคนเตรียมจะถอยออกไปแต่ก็ถูกห้ามเสียก่อน
“หยุด” ฟ่านหนิงหรี่ตาหันขวับมาหา "ซื่อจื่อมีสิทธิ์ใดมาสั่งบ่าวของข้า"
เขาตอบด้วยท่าทีเรียบง่าย "สิทธิ์ผู้นำคณะทูต" ขณะที่ผู้สูงศักดิ์กำลังต่อปากต่อคำสาวใช้คนเดิมก็เหงื่อตกไม่รู้ว่าจะออกไปดีหรือไม่ขณะที่มีเพียงจางไป๋ซินที่ยืนอยู่ที่เดิมนิ่งๆไม่ขยับสักนิดถึงแม้ผู้ที่โบกมือไล่จะมีตำแหน่งสูงศักดิ์
ฟ่านหนิงสวนทันที "แต่นี่มิใช่การประชุมขุนนางนี่คือที่ส่วนตัวของข้า อีกทั้งจางไป๋ซินไม่ใช่คนของทางการ ยิ่งมิใช่คนของท่าน" คำพูดคมกริบเสียงเรียบแต่กดดันทำให้แม้สาวใช้ที่ยืนอยู่ยังแอบยิ้มในใจ นายหญิงมิได้เกรงกลัวผู้มีอำนาจเช่นซื่อจื่อเลยแม้แต่น้อย
จ้าวจวิ้นหยางมองสำรวจนางนิ่งราวกำลังประเมินไม่ได้มีท่าทางเป็เดือดเป็ร้อน ก่อนสุดท้ายจะเอ่ยเบาๆ "ดูท่าเ้าจะไม่สบอารมณ์จริงๆ"
ฟ่านหนิงมิได้ตอบ เพียงนั่งนิ่ง เบือนหน้าไปมองสวนรอบศาลาปล่อยให้เสียงลมพัดใบไม้ไหวเป็คำตอบแทน จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะเบาๆ เอ่ยต่อ "เช่นนั้นเข้าเื่ก็ได้ เื่ที่ข้าจะคุยเกี่ยวกับในป่าวันนั้นหลังที่ข้าตามเ้าพบและก่อนที่จางไป๋ซินจะมาสบทบที่ข้าเห็น..."
"ช้าก่อน" ฟ่านหนิงรีบยกมือห้ามสายตาคมของเขากลับฉายแววยินดีราวกับพอใจที่นางตอบสนอง รวดเร็ว เขายกยิ้มมุมปากราวกับรอให้นางเป็ฝ่ายหยิบยื่นมาเอง
แต่ฟ่านหนิงกลับรู้สึกว่าตัวเองเสียเดิมพันแล้วนางคิดว่าสุดท้ายถ้ารั้งทุกคนเอาไว้เขาจะไม่กล้าพูด เพราะมันอาจจะทำให้เขากลายเป็คนถูกนินทาเองว่าเห็นสิ่งแปลกประหลาดเหนือคำอธิบาย
หญิงสาวเม้มปากก่อนโบกมือบอกจางไป๋ซินให้ไปยืนที่รอบนอกศาลาให้พ้นหูแต่ยังอยู่ในสายตาจะได้ไม่มีใครเอาไปกล่าวหาว่านางอยู่สองต่อสองกับบุรุษคนนี้จางไป๋ซินมองเ้านายด้วยความจำใจ แต่สุดท้ายน้อมรับคำสั่งถอยออกไป
เมื่อเหลือกันเพียงสองคน ฟ่านหนิงหันหน้ากลับมา "มีสิ่งใดก็ว่ามา"น้ำเสียงเ็าราบเรียบแต่มือที่กำชายเสื้อคลุมแน่นบ่งบอกว่านางเสียทีสองครั้งติด
"ตอนนี้...เ้ามีสติครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่?"
ฟ่านหนิงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนหันมาค้อนเขาแรงๆก็เพราะตอนนั้นในป่านางสติแตกไปบ้าง แต่ก็เพราะเขาามิใช่หรือ! ใบหน้าของเขาในความมืดวันนั้นทั้งคมเข้มทั้งคิ้วหนายกขึ้นราวกับมารจำแลงประกอบกับรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ยิ่งทำให้ดูราวในความทรงจำครั้งเก่าที่เลวร้ายในชาติที่แล้วนางจะไม่หวาดหวั่นได้อย่างไร
แต่เมื่อนางไม่ตอบเขาก็ยื่นหน้าเข้ามาเล็กน้อย เอ่ยเสียงกดต่ำ"เ้ากำลังปิดบังอะไรอยู่" ระหว่างนั้นจ้าวจวิ้นหยางกวาดตามองนางอย่างจับผิดแววตาคมเข้มราวกับทะลุทะลวงเข้าไปในจิตใจ
นางตอบกลับอย่างไร้แววสะทกสะท้าน "ข้าไม่มีสิ่งใดต้องปิดบังซื่อจื่อถามเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"
"คำนั้น‘ภารกิจสำเร็จ’หมายถึงสิ่งใด" เขาหรี่ตาจับผิดดวงตาคมฉายประกายเย็นเยียบ
ฟ่านหนิงพลันขมวดคิ้วแสร้งทำหน้างุนงงเช่นที่ได้เตรียมใจทั้งที่ในใจเต้นระส่ำ เพราะนั่นมันคำของระบบที่มีนางที่ควรเห็นคนเดียวเหตุใดเขาถึงเห็นได้ จนตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจ แต่นางก็จะแสดงละครต่อไปว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น "ซื่อจื่อหมายถึงสิ่งใดกัน ข้ารู้สิ่งใดที่ท่านกล่าวเลย"
จ้าวจวิ้นหยางเอียงกายเล็กน้อยแววตาคมเข้มจับผิดไม่ละไปจากใบหน้าของฟ่านหนิงที่พยายามทำเป็เฉยเมยเสียงทุ้มต่ำของเขาแฝงแรงกดดันอย่างเห็นได้ชัด “คุณหนูใหญ่ลืมไปหรือข้าไม่ลืมสิ่งที่เห็นแม้จะเพียงครั้งเดียว ข้ามี...”
ไม่ทันให้เขาเอ่ยจบ ฟ่านหนิงก็ตัดบทเสียก่อนน้ำเสียงประชดประชันคล้ายแหย่ให้เขาหงุดหงิด “...มีความจำดีเลิศข้ารู้ดีอยู่แล้ว” ริมฝีปากนางยกยิ้มแต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยแววยอกย้อน
จ้าวจวิ้นหยางไม่สะทกสะท้านต่อถ้อยคำประชดของนางสีหน้าสงบไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย เขาเอ่ยเนิบช้า “เช่นนั้นคุณหนูใหญ่ก็ตอบมาเสียตรงๆ”
ฟ่านหนิงทำตาใสซื่อเสมือนสตรีไร้เดียงสาริมฝีปากอิ่มขยับตอบด้วยน้ำเสียงที่คล้ายจะไร้พิษภัย “แต่ข้าไม่เห็นอะไรจริงๆท่านต่างหากที่สติเลอะเลือน คล้ายว่าตอนนั้นท่านอาจจะใจากที่สะดุดล้มหรือไม่?”
จ้าวจวิ้นหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย ท่าทีไม่หลงเชื่อเลยสักนิด “แต่ตอนนั้นเ้าเอ่ยว่า ‘ปิดระบบ’ แล้วตัวอักษรนั้นก็หายไป”
ทันใดนั้นฟ่านหนิงก็สวนกลับทันทีไม่ปล่อยให้เขามีช่องโต้ “ข้าเอ่ยว่า ‘ตัวระบม’ ต่างหากท่านได้ยินผิดไป ข้าว่าความจำซื่อจื่อก็ไม่ได้ดีเท่าไรนี่” นางยักไหล่เสมือนไม่สนใจสีหน้าราบเรียบแต่ในใจเต้นแรงรัวความจริงแล้วนางเองก็ใไม่น้อยที่เขาจำคำของนางได้นางสู้อุตส่าห์เอ่ยเบาที่สุดแล้ว
ดวงตาคมเข้มของจ้าวจวิ้นหยางหรี่ลงเล็กน้อย เขารู้แต่แรกแล้วว่านางคงไม่ยอมง่ายๆจึงหยุดเื่นั้นไว้ชั่วครู่ เปลี่ยนมาหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“เช่นนั้นก็ช่างเถอะ” เขาเอ่ยเรียบๆ ก่อนจะงัดตลับหยกสีเขียวอ่อนสลักลายวิจิตรออกมายกขึ้นตรงหน้าแสงแดดยามบ่ายทำให้ประกายแสงสะท้อนออกมางดงาม พลางเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “นี่คือยาไร้รอยแผล เพียงทา่แผลเริ่มตกสะเก็ดใหม่จะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้แน่นอน”
เขายื่นตรงไปตรงหน้าราวจะมอบให้แต่ไม่ทันที่ฟ่านหนิงจะขยับมือไปรับเขากลับกำตลับนั้นแน่นคล้ายจะซ่อนไม่ให้นางได้แตะต้อง
ฟ่านหนิงมุ่นคิ้วทันที “อะไรของท่าน?”
จ้าวจวิ้นหยางมองนางตรงๆ เอ่ยเสียงทุ้ม “เช่นนั้นก็บอกข้ามาก่อนเ้าคงไม่อยากมีแผลเป็ที่หน้าผากไปตลอดชีวิตหากไม่รีบใช้ก่อนตกสะเก็ดก็ไม่มีผลแล้วนะ”
ฟ่านหนิงถึงกับยู่หน้าสีหน้าปนความไม่พอใจราวกับถูกบีบคั้นนางถอนใจเบือนหน้าไปทางอื่น คำในใจพรั่งพรู ‘อะไร...คิดว่าข้าจะ้าของพรรค์นี้นักหรือแผลก็แผลเถอะ’ แต่ปากกลับตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ข้าบอกแล้วว่าไม่เห็นสิ่งใดซื่อจื่อไม่เชื่อ ข้าก็จนปัญญา”
เขาชะงักเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดแน่นเหมือนไม่เข้าใจจ้าวจวิ้นหยางที่เคยได้ยินข่าวลือหนาหูว่าคุณหนูฟ่านเป็สตรีผู้รักสวยรักงามหวงโฉมหนักหนา ยิ่งกว่าชีวิตตนเองเสียอีกแต่วันนี้กลับได้เห็นว่าคำลืออาจไม่จริงเสียแล้ว
“ไหนว่ากันว่าฟ่านหนิงคุณหนูใหญ่ผู้นี้ภูมิใจในรูปโฉมงามล้ำกว่าสตรีทั้งปวง” เขาลองหยั่งเสียงอีกครั้งเผื่อนางจะเปลี่ยนใจ “เ้าเป็คุณหนูไม่ออกเรือน มีแผลที่หน้าผากเช่นนี้จะไม่ดีเอา”
ฟ่านหนิงตอกกลับทันทีด้วยแววตาเฉียบคม “ข้าก็ไม่คิดจะออกเรือนอยู่แล้ว!”
ถ้อยคำนั้นทำเอาจ้าวจวิ้นหยางถึงกับชะงักงัน สีหน้าครุ่นคิดไม่จริงกระมัง...สตรีที่ไม่คิดออกเรือน ยิ่งกับคุณหนูที่เพียบพร้อมรักษาหน้าตาฐานะกว่าอะไร
แล้วในชั่วพริบตาจู่ๆ ในหัวเขาพลันผุดขึ้นถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนใบหน้าคมสันเอียงต่ำเล็กน้อย เสียงทุ้มหลุดเอ่ยราวจะหยั่งความจริง “หรือว่าเพราะเื่เมื่อวานก่อน? ที่เราสองคน...จูบกัน?”
คำพูดนั้นทำเอาฟ่านหนิงสะดุ้งเฮือก ใบหน้างามร้อนผ่าวทันทีนางรีบเหลียวซ้ายแลขวา มองรอบกายให้แน่ใจว่าไม่มีบ่าวผู้ใดได้ยินริมฝีปากขยับกระซิบเสียงเบาแทบไม่หลุดลอด “ซื่อจื่อ ระวังวาจาของตนด้วย” หัวใจเต้นโครมคราม ไม่ใช่เพราะความเขินแต่เพราะความหวาดหวั่นว่าถ้าใครรู้เข้าจะทำให้เส้นเื่ผิดเพี้ยนแล้วนางจะต้องทำภารกิจวุ่นวายอีก
แต่ชายหนุ่มกลับยักคิ้วเล็กน้อย สายตากรุ้มกริ่มยียวน “ข้าเข้าใจแล้ว...เื่นั้นเป็อุบัติเหตุแต่คุณหนูฟ่านถึงกับจะไม่แต่งงานเพราะข้าหรือนี่”เขาเอ่ยล้อทั้งที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมไม่ได้รู้สึกไม่ชอบใจเวลาที่ทั้งสองถูกเนื้อต้องตัวกันเช่นที่เขามีต่อคนอื่น
“หยุด!” ฟ่านหนิงเกือบจะเอามือปิดปากเขาเสียเดี๋ยวนั้นนางกัดฟันแน่นกระซิบซ้ำ “ข้าบอกให้ท่านระวังวาจาถ้าท่านหยุดพูดเสียก็ไม่มีใครล่วงรู้ แล้วที่ข้าไม่ออกเรือนไม่เกี่ยวกับท่านแม้แต่น้อย ซื่อจื่ออย่าคิดว่าตัวเองสำคัญนัก”
นางเหลือบตาขึ้นสบเขาอย่างเอาเื่ “ท่านคงอ่านเื่รักประโลมโลกมากไปจนเพ้อพกแต่ถ้าท่านคิดจะแต่งงานมีภรรยาจริงๆกลับเมืองหลวงก็หัดทำตัวให้เป็ประโยชน์เพื่ออนาคตของสตรีที่ท่านพึงใจจะได้รับรักท่านเถิดและอย่าหวงว่าฟ่านหนิงจะออกเรือนหรือไม่ออกเรือนเลย!”
ฟ่านหนิงลุกขึ้นยืนอย่างไม่สนท่าทางอีกฝ่าย ผ้าคลุมกายตัวยาวของนางพลิ้วสะบัดตามแรงก้าวพลันเอ่ยเสียงดังลั่น “ส่งแขก!” จางไป๋ซินได้ยินก็รีบเข้ามาประคองทันทีแม้จริงๆแล้วนางจะเดินได้สะดวกดีส่วนฟ่านหนิงหันหลังกลับเรือนโดยไม่สนใจว่าตอนขามาแสร้งทำเป็เดินไม่ถนัด ครานี้ก้าวฉับอย่างลืมตัวเสียสิ้นเพราะนางได้กล่าววาจาเสียดแทงอีกฝ่ายจนสะใจแล้ว ไม่รู้จะอยู่ต่อทำไม ต้องรีบหนี!
จ้าวจวิ้นหยางยังคงนั่งนิ่งในศาลา ดวงตาคมกริบจับจ้องแผ่นหลังบางที่ค่อยๆไกลออกไป มือใหญ่กำตลับหยกแน่นจนข้อนิ้วขาว เขากัดฟันแน่นคิดในใจ “ยังหาเื่มาเลี่ยงได้อีกนะ เ้ามีเื่กำลังปิดบังที่ข้าจะต้องรู้ให้ได้”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเสื้อตัวยาวสีดำสนิทดิ้นเงินสะท้อนแสงยามบ่าย แววตาแน่วแน่ไม่คลายขณะก้าวออกจากศาลา ริมฝีปากเขาเม้มแน่นเป็เส้นตรงความดื้อดึงผสมความสงสัยยิ่งทวีคูณ
เื่ที่เกิดขึ้นตอนนี้ ราวกับเสี้ยนเล็กๆ ที่ฝังลึกอยู่ในอกแล้วที่นางกล่าวคืออะไร ‘สตรีที่ข้าพึงใจจะได้รับรัก’ วาจานี้เขาไม่เข้าใจ...?