เกิดใหม่เป็นคุณชายขี้เมาสุดเจ๋ง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 56 ไม่เชื่อ!

            เป่ยเหวินฉานจ้องไปที่รถม้าโดยที่ร่างกายของเขายังไม่ขยับ เขายังอยากฟังบทสนทนานั้นต่อ แต่เสียงในรถม้ากลับเงียบไป เขาหันไปมองเซวียนเฉินฮั่น “ข้าขอเข้าไปดูที่รถม้าของท่านอีกรอบได้หรือไม่?”

            เซวียนเฉินฮั่นพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เขาเป็นผู้มีวรยุทธ์ที่ดีเยี่ยมผู้หนึ่ง แน่นอนว่าเขาย่อมได้ยินบทสนทนานั้นเช่นกัน เพียงแต่เขายังไม่มั่นใจว่าบทสนทนาระหว่างน้องสาวและน้องเขยนั้น เป็นสิ่งที่ทั้งคู่จงใจหรือไม่ได้ตั้งใจพูดออกมากันแน่ เอาไว้เขาค่อยถามกับน้องทั้งสองทีหลัง

            เป็นครั้งแรกที่เป่ยเหวินฉานรู้สึกลังเล แต่ความอยากรู้กลับมีมากกว่า หากเรื่องที่คนทั้งสองพูดถึงเป็นเรื่องของครอบครัวเขาจริงๆ ไม่เท่ากับว่าเขาไล่ภรรยากับบุตรชายไปตายหรอกหรือ เมื่อตัดสินใจได้ เป่ยเหวินฉานจึงเปิดม่านรถม้าขึ้น แต่ภายในรถม้ากลับไม่มีใครอยู่บนนั้นเลยสักคน เขาหูฝาดไปจริงๆ หรือ? 

            “หัวหน้าองครักษ์เป่ย ท่านพบสิ่งผิดปกติใดหรือไม่ขอรับ” เซวียนเฉินฮั่นแสร้งมองดูท้องฟ้าเป็นการเตือนว่าเวลานี้ดึกมากแล้ว

            เป่ยเหวินฉานยกมือขึ้นคารวะเซวียนเฉินฮั่น “ขอบคุณซื่อจื่อที่ยอมสละเวลา เช่นนั้นข้าคงไม่รบกวนท่านแล้ว”

            “หากหัวหน้าองครักษ์เป่ยมีเรื่องใดให้ข้าช่วย ท่านให้คนไปแจ้งข้าที่จวนอ๋องได้ทุกเมื่อ” เซวียนเฉินฮั่นกล่าวลาอีกฝ่าย จากนั้นเขาก็เดินไปขึ้นรถม้าเพื่อกลับจวน

            เมื่อรถม้าออกไปได้ไกลแล้ว เป่ยมู่หานก็เดินเข้าไปหาบิดา “ท่านพ่อก็เห็นว่ามีคนอยู่บนรถม้าเหมือนกันใช่หรือไม่ขอรับ แต่น่าแปลก...พอเราเข้าไปข้างใน ทำไมถึงไม่มีใครอยู่บนนั้นเลย”

            “เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่ามีคนอยู่บนรถม้า เจ้าได้ยินหรือได้เห็นสิ่งใด” เป่ยเหวินฉานถามบุตรชาย เขาอยากรู้ว่ามีเพียงเขาหรือมีผู้อื่นได้ยินบทสนทนานั้นด้วย

            “จะได้ยินอะไรขอรับ ข้าเห็นนางนั่งอยู่บนรถม้ากับตาตัวเอง คนสวยๆ แบบนั้นข้าย่อมจำนางได้”

            “อ้อ...ตกลงว่าเจ้าพอใจสตรีของเซวียนซื่อจื่อ เจ้าถึงมาสร้างปัญหาให้เขาที่นี่อย่างนั้นใช่หรือไม่” เป่ยเหวินฉานมองบุตรชาย “เจ้าพาลูกน้องของเจ้าทั้งหมดกลับไปรับโทษโบยคนละสามสิบไม้ ส่วนเจ้าในฐานะที่เป็นหัวหน้า ต้องโดนโทษโบยห้าสิบไม้”

            “ห้าสิบไม้! ท่านพ่ออยากฆ่าข้าให้ตายเลยหรือขอรับ ข้าทำผิดเรื่องใด?” เป่ยมู่หานพูดอย่างไม่ยอมรับ

            “ผิดที่คิดจะเอาผู้บริสุทธิ์ไปรับโทษเพื่อสร้างผลงาน และผิดที่ได้ล่วงเกินคนจากจวนอ๋อง แม้เซวียนอ๋องจะถูกส่งไปปกครองยังพื้นที่ศักดินา แต่เจ้าคิดว่าตำแหน่งอ๋องที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนจะถูกฝ่าบาทลดบทบาทลงจริงหรือ? วันนี้เจ้าได้ล่วงเกินพวกเขาไปแล้ว แม้เขาจะไม่เอาเรื่อง แต่ทางฝ่าบาทคงรับรู้เรื่องนี้แล้วเช่นกัน หากเจ้าไม่ยอมรับโทษโบยจากข้า เจ้าก็เตรียมตัวถูกส่งไปรับโทษกับฝ่าบาทเองก็แล้วกัน” เป่ยเหวินฉานไม่สนใจบุตรชายตนเองอีก เขาขึ้นม้าแล้วควบกลับหน่วยงานทันที

            เป่ยมู่หานรู้ว่าโทษครั้งนี้คงหลบเลี่ยงไม่ได้ เขาได้แต่หันไปมองลูกน้องทั้งสิบคนอย่างเห็นใจ เพียงแต่เวลานี้ลูกน้องทั้งสิบคนนั้นได้มองหัวหน้าของเขาเปลี่ยนไปแล้ว

     

            รถม้าของเซวียนเฉินฮั่นวิ่งออกมาได้ไกลมากแล้ว เขานั่งเคาะโต๊ะน้ำชาตัวเล็กในขณะที่นั่งหลับตา “พวกเจ้าสองคนออกมาได้แล้ว”

            เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่ก็ออกจากมิติมาตามเสียงเรียก

            “พวกเรามาแล้วเจ้าค่ะ” หลี่เหิงเยว่พูดขึ้นพร้อมกับยื่นแก้วไวน์ไปข้างหน้า “พี่ใหญ่ลองชิมเหล้าองุ่นแก้วนี้ดู เราตั้งใจจะเอาออกมาวางขายในเดือนหน้านี้แล้ว”

            ทันทีที่ได้กลิ่นหอมของไวน์ชั้นดี เซวียนเฉินฮั่นก็ลืมตาขึ้นแล้วรีบคว้าไวน์แก้วนั้นมาดื่ม “พวกเจ้าอย่าคิดที่จะเอาของเล็กๆ น้อยๆ นี้มาติดสินบนข้า รีบบอกข้ามาว่าเมื่อครู่พวกเจ้าหายไปไหน”

            “พวกเราจะหายไปไหนได้เจ้าคะ ข้ากับสามีก็นั่งอยู่ในนี้ตลอด” หลี่เหิงเยว่เติมไวน์ให้พี่ชาย “เหล้าองุ่นสีแดงต้องทานคู่กับเนื้อย่าง นี่คือเนื้อย่างซอสเผ็ดสูตรลับเฉพาะของข้าเองเจ้าค่ะ ท่านลองชิมดู”

            “ยังคิดที่จะเอาอาหารมาปิดปากข้าด้วย ไม่มีทางเสียหรอก” แต่มือของเซวียนเฉินฮั่นกลับทำตรงข้าม เขาคีบเนื้อย่างซอสเผ็ดเข้าปากคำใหญ่ รสชาติเผ็ดที่ปลายลิ้นบวกกับเนื้อย่างรสชาติเข้มข้นที่ทั้งหอมและนุ่ม เขาคีบเนื้อย่างอีกชิ้นเข้าปาก จากนั้นก็ตามด้วยเหล้าองุ่นที่เหลืออยู่ในแก้วจนหมดในคราวเดียว “เหล้าองุ่นกับเนื้อย่างอร่อยก็จริง แต่ข้าอยากรู้มากกว่าว่าเมื่อครู่พวกเจ้าหายไปไหน แล้วยังมีบทสนทนาแปลกๆ นั่นอีก พวกเจ้าจงใจพูดให้หัวหน้าองครักษ์เป่ยได้ยินใช่หรือไม่?”

            “ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ข้ากับสามีตั้งใจพูดให้หัวหน้าองครักษ์เป่ยได้ยินเอง” 

            “แล้วทำไมพวกเจ้าถึงต้องทำเช่นนั้น”

            “พี่ใหญ่ขอรับ ก่อนหน้านั้นท่านยังสงสัยว่าข้ากับเยว่เยว่หายตัวไปไหนอยู่เลย แต่ทำไมตอนนี้ท่านถึงสนใจเรื่องของหัวหน้าองครักษ์เป่ยแทนแล้วเล่า” เซี่ยลี่หยางหัวเราะเสียงเบา เขากับภรรยาคิดมากไปเองจริงๆ ตอนที่พวกเขาอยู่ในมิติ พวกเขาคิดหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้าเพื่อเตรียมตอบคำถามกับเซวียนเฉินฮั่น แต่ไม่คิดว่าคำตอบที่เตรียมมานั้นจะไม่ได้ใช้ เพียงเพราะความอยากรู้เรื่องของผู้อื่น ญาติผู้พี่ของพวกเขาช่าง...ชอบเรื่องซุบซิบนินทาจริงๆ

            “พวกเจ้าหายตัวได้ยังไงและไปอยู่ที่ไหนนั้นก็เป็นเรื่องของพวกเจ้า หากเจ้าไม่อยากบอก ต่อให้ข้าบังคับก็คงไร้ประโยชน์ ข้าเคยบอกพวกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าเป็นคนเก็บความลับเก่ง  ไม่ว่าพวกเจ้าจะหายตัวได้หรือมีของแปลกประหลาดมากมายไว้ในครอบครอง ข้าก็ไม่คิดที่จะพูดมันออกมา เพราะความลับทำนองนี้ ไม่ได้มีแค่พวกเจ้าสองคนเสียหน่อย ข้ายังรู้จักคนผู้หนึ่งที่เป็นเหมือนพวกเจ้าด้วย”

            “เป็นเหมือนพวกเรา? ท่านหมายถึงคนคนนั้นหายตัวได้ และยังมีของใช้แปลกใหม่แบบพวกเราด้วยหรือขอรับ”

            “เดี๋ยววันหลังข้าจะพาพวกเจ้าไปรู้จักเขาเอง แต่ตอนนี้เจ้าเล่าเรื่องในจวนของหัวหน้าองครักษ์เป่ยให้ข้าฟังก่อน” เซวียนเฉินฮั่นบอกอย่างกระตือรือร้น

            เซี่ยลี่หยางจึงเล่าเรื่องที่เขาได้พบกับซูอู๋หลางที่อำเภอวั่งโจว จากนั้นก็เล่าเรื่องราวชีวิตของซูอู๋หลางให้พี่ชายฟังอย่างละเอียด 

            “ไม่น่าเชื่อว่าหัวหน้าองครักษ์เป่ยที่เก่งกาจจะหูเบาเพียงนี้ คดีน้อยใหญ่นับพันเขายังสืบออกมาจนสำเร็จ แต่พอเป็นเรื่องของตัวเองกลับไม่ทำอะไรเลย แถมยังหลงเชื่อคำพูดของคนอื่นจนขับไล่ลูกชายกับภรรยาออกจากจวนไปอีก” เซวียนเฉินฮั่นหันไปถามน้องสาวกับน้องเขย “แล้วพวกเจ้ามีจุดประสงค์ใดที่พูดเรื่องนี้ให้หัวหน้าองครักษ์เป่ยฟัง”

            “ข้ากับเยว่เยว่เห็นว่าเป่ยมู่หานกับหัวหน้าองครักษ์เป่ยไม่มีส่วนคล้ายคลึงกันเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ความเป็นไปได้ที่เป่ยมู่หานจะหน้าตาเหมือนมารดา แต่ในเมื่อเป่ยมู่หานกับมารดาของเขาเป็นตัวการที่ทำให้อู๋หลางกับท่านน้าซูถูกขับออกจากจวน ข้าก็อยากจะใช้วิธีเดียวกันทำให้สองแม่ลูกคู่นั้นต้องเจอเหมือนกับที่อู๋หลางกับท่านน้าซูเจอบ้างขอรับ” เซี่ยลี่หยางยิ้ม “แต่ถ้าหากเป่ยมู่หานกับหัวหน้าองครักษ์เป่ยไม่ใช่พ่อลูกกันเล่า เรื่องนี้คงน่าสนุกไม่น้อย”

            “ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงทำสำเร็จแล้ว เพราะข้าสังเกตเห็นสีหน้าของหัวหน้าองครักษ์เป่ยเมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเจ้า เขามีทั้งความกังวลและอยากรู้ คาดว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยคงเติบโตในใจเขาแล้ว ว่าแต่พวกเจ้าเถอะ มีวิธีไหนที่จะตรวจสอบความสัมพันธ์ของเป่ยมู่หานกับหัวหน้าองครักษ์เป่ยได้บ้าง”

            “ข้าคิดว่าหลังจากนี้หัวหน้าองครักษ์เป่ยคงส่งคนไปจับตาดูฮูหยินกับบุตรชายของเขาแล้วขอรับ จากนั้นคงต้องให้ท่านเป็นคนช่วยเขาต่อแล้ว” เซี่ยลี่หยางบอก

            “แล้วข้าต้องช่วยเหลือเขาอย่างไร” เซวียนเฉินฮั่นยิ้มอย่างถูกใจ ก่อนออกจากเมืองหลวงก็ขอดูเรื่องสนุกของครอบครัวอื่นสักหน่อยก็แล้วกัน

            “ข้าสามารถพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกของพวกเขาได้ วิธีนี้เรียกว่าวิธีตรวจ DNA ขอแค่ท่านสามารถพาหัวหน้าองครักษ์เป่ยกับเป่ยมู่หานมาหาข้าได้ ข้าก็จะทำการตรวจให้พวกเขาได้ทันทีเจ้าค่ะ” หลี่เหิงเยว่บอก นางอยากใช้วิธีตรวจ DNA ด้วยเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้ม นางอยากเก็บตัวอย่างเพื่อนำไปตรวจยืนยันผลต่อหน้าพวกเขา นางอยากเห็นว่าเมื่อหัวหน้าองครักษ์เป่ยรู้ว่าเป่ยมู่หานไม่ใช่บุตรของตนเอง ผู้ชายคนนั้นจะนึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองหรือไม่

            “ทำไมเจ้าสองคนถึงอยากช่วยซูอู๋หลางคนนั้นนัก ข้าชักอยากจะรู้จักกับเจ้าหนุ่มคนนั้นเสียแล้วสิ” เซวียนเฉินฮั่นถาม

            “ข้าแค่รู้สึกถูกชะตากับเขาเท่านั้นขอรับ” เซี่ยลี่หยางตอบ

            “ส่วนข้าก็รู้สึกสงสารที่อู๋หลางต้องมาเสียมารดาไปเพียงเพราะความอิจฉาริษยา อีกทั้งข้ายังอยากให้บิดาของอู๋หลางได้รับรู้ถึงความรู้สึกสูญเสียจากการกระทำของตนเองเท่านั้นเจ้าค่ะ” หลี่เหิงเยว่อดที่จะนึกไปถึงครอบครัวในชีวิตที่แล้วของตัวเองไม่ได้ นางก็เหมือนกับซูอู๋หลางที่เกิดเป็นลูกนอกสมรสและถูกมารดาเลี้ยงและพี่ๆ น้องๆ ในครอบครัวใส่ร้าย บิดาไม่รักเพราะไม่มั่นใจในชาติกำเนิดของนางเช่นกัน

            และเป็นไปดังคาด เมื่อเป่ยเหวินฉานกลับมาถึงหน่วยองครักษ์พิทักษ์เมืองหลวง เขาเรียกลูกน้องคนสนิทเข้าพบและสั่งการให้ลูกน้องไปจับตาดูภรรยาเอกกับบุตรชายของตน รวมถึงบ้านเดิมของภรรยาว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาปิดบังเรื่องใดอยู่ รวมถึงสั่งให้คนไปตามหาบุตรชายคนรองกับซูชย่าว่าเวลานี้สองแม่ลูกนั้นไปพักอยู่ที่ใด บทสนทนานั้นบอกว่าบุตรชายคนรองถูกลอบสังหาร และซูชย่าของเขาเสียชีวิตไปแล้ว เขาไม่เชื่อ!

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณชายขี้เมาสุดเจ๋ง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน