หลังจากหยุดพักผ่อนไปหนึ่งวันผมก็กลับมาทำงานด้วยท่าทีเจื่อนๆนิดนึง เพราะวันก่อนผมดันโพล่งใส่คุณพิมพ์ดาวไปว่าผมจะลาออก ดีนะที่เธอให้โอกาสผมกลับไปคิดทบทวน ไม่งั้นตอนนี้ผมคงกลายเป็คนตกงานไปแล้ว
“สวัสดีครับ” ผมทักทายพนักงานที่ล็อบบี้ด้วยรอยยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังแผนกรับสินค้าทันทีโดยไม่แวะไปหาคุณพิมพ์ดาวก่อน แท้จริงแล้วเพราะเื่วันก่อนนั่นแหละที่ทำให้ผมหลบหน้าเธอ
“อ้าว คุณปักษา กลับมาทำงานไวจังเลยนะคะ คุณน่าจะหยุดต่ออีกสักวัน”
เวรละ เจอจนได้ ผมเจอคุณพิมพ์ดาวที่หน้าลิฟต์ชั้น1 เธอยืนถือแก้วกาแฟอยู่แล้วทักทายผมอย่างเป็มิตรเหมือนเดิม
“อ่า ครับ” ผมตอบไปสั้นๆ มือไม้ที่อยู่ๆก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ตรงไหนผมจึงได้แต่ยกขึ้นมาเกาท้ายทอยอย่างเขินๆ นี่แหละนะ ความรู้สึกของคนที่มีบางอย่างติดค้างในใจ
“คุณพิมพ์ดาวครับ เื่วันก่อนผมขอโทษนะครับ ที่ผมมาโวยวายใส่คุณ” ผมตัดสินใจพูดออกไปให้มันจบๆไม่ต้องค้างคาอีก
“อ๋อ ไม่เป็ไรหรอกค่ะ คุณไปเจออะไรมาฉันพอจะเข้าใจ” คุณพิมพ์ดาวพูดด้วยน้ำเสียงใจดี ดูเหมือนเธอจะไม่ได้คิดมากอะไร มีแต่ผมที่โวยวายเองแล้วคิดมากเสียเอง
“ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”
“ค่ะ โชคดีนะคะ”
ผมเดินไปทำเื่รับของ ณ จุดเดิม พนักงานชายหน้าตาเ็าคนเดิมส่งกล่องสีน้ำตาลมาให้ผม คราวนี้ผมรีบอ่านข้อมูลหน้ากล่องกับในแอปพลิเคชันทันที หลินเจิงหลี หอการค้าผิงเจียง
“นี่สินะ การได้ไปต่างประเทศที่คุณพิมพ์ดาวเคยบอก ผีหรือคนอีกวะคราวนี้”
ผมใส่หูฟัง ตั้งค่าต่างๆในแอปพลิเคชันเรียบร้อยก่อนจะออกเดินทาง
ดูจากในแผนที่เส้นทางที่ในระบบนำทางพาผมไปก็เป็เส้นทางในกรุงเทพ ไม่รู้คราวนี้มันจะพาผมไปเข้าวาปตรงไหนอีก
“Hi ยูมิ” ผมทดลองเรียกระบบออกมา
“มีอะไรให้ยูมิช่วยคะ”
“ผมต้องขับรถตามระบบนำทางนี่ไปเรื่อยๆเหรอ แล้วมันจะไปถึงจีนได้ไงอะ”
“เดี๋ยวคุณก็จะผ่านเข้าจุดวาปไปเองค่ะ กรุณาขับตามระบบนำทางไปเรื่อยๆ” ระบบตอบผม
“โอเค”
เมื่อขับไปไม่นานนัก แสงสีขาวโพลนก็สว่างวาบขึ้นรอบตัวผม ผมรู้ทันทีว่านี่คือการทะลุมิติ
“ชัดเลย ภาพแบบนี้ อย่างกับในหนังจีนกำลังภายใน” ผมมองดูป่าไผ่เขียวชะอุ่มตรงหน้า ก่อนจะขับตามระบบต่อไป มันเป็ทางดินเล็กๆเหมือนทางเท้าแต่ราบเรียบไม่มีต้นหญ้ากีดขวาง บ่งบอกว่าเส้นทางนี้มีการสัญจรไปมาบ่อยๆ ผมขับรถเข้าไปในเมืองอย่างไม่แคร์สายตาผู้คนเพราะผมจะไม่ยอมจอดรถไว้ห่างกับผมอีกแล้ว เผื่อว่าเกิดอะไรขึ้นจะได้หนีทัน
ชาวบ้านในชุดจีนโบราณต่างจับจ้องมาที่ผมกับไอ้แดงมอไซต์สุดจ๊าบ ราวกับว่าผมเป็สัตว์ประหลาด
[มุ่งหน้าตรงไปอีก 3 กิโลเมตร] เสียงระบบนำทางดังขึ้น ผมเหลือบตาไปมองแผนที่บนจอมือถือที่เสียบไว้หน้ารถ
“โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ ไม่มีอินเตอร์เน็ต แต่ใช้งานระบบนำทางในแอปบริษัทได้เนี่ยนะ อย่างเทพ” ผมพูดกับตัวเองขณะขับรถชมเมืองไปด้วย ที่นี่บรรยากาศเหมือนเมืองโบราณในซีรีย์จีนไม่มีผิด ไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง สวยงามจริงๆ สาวๆที่นี่ก็สวยหยดย้อย สาวหมวยตัวเล็กๆในชุดจีนโบราณผมดำยาวสลวย คิดแล้วก็อยากจะพากลับไปด้วยสักคน
ขับรถกินลมไปได้ไม่นานก็มาถึง หอการค้าผิงเจียง ตึกสองชั้นขนาดใหญ่หลังคาโค้งๆตามสไตล์จีนโบราณตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าผม ผมจอดรถไว้หน้าร้านแล้วเดินเข้าไปทันที
“ช้าก่อน เ้าเป็ใคร แล้วนี่พาหนะอะไรของเ้า ม้าพันธุ์ไหนรึ” ชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันรีบพุ่งเข้ามาดักผมไม่ให้ผ่านเข้าไป พร้อมกับสอบสวนซะละเอียดยิบ
“หอการค้าหรือค่ายทหารวะ” ผมบ่นออกมาเบาๆ
“บ่นอะไรของเ้า ว่ายังไง ข้าถามทำไมไม่ตอบ” ชายที่ตัวใหญ่ที่สุดในกลุ่มท่าทางจะเป็หัวหน้า เขาเค้นถามผมด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ข้ามาส่งของที่หลินเจิงหลีสั่งไว้ขอรับ”
“โอหัง! เ้าเป็ใครกันแน่ เหตุใดจึงเรียกขานชื่อนายหญิงเฉยๆเช่นนี้ ในเมืองนี้มิมีผู้ใดบังอาจเรียกขานเช่นเ้า!” ชายร่างใหญ่คนเดิมขึ้นเสียงหนักขึ้น ลูกน้องอีกคนชักกระบี่สีเงินที่ถูกขัดจนเงาออกมาจ่อคอหอยผม
เวรละ ผมรู้สึกได้ถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา
“Hi ยูมิ หลินเจิงหลีเขาคือใคร มีตำแหน่งอะไร” ผมรีบขอความช่วยเหลือเื่ข้อมูลจากระบบ
“ไอ้เวรนี่ ยังไม่หยุดเรียกชื่อนายหญิงอีก”
[หลินเจิงหลี เป็นายหญิงของหอการค้าผิงเจียง เป็ผู้หญิงผู้ทรงอิทธิพลในเมืองนี้ ธุรกิจมากมาย มีลูกน้องจำนวนมาก] เสียงยูมิตอบผมผ่านทางหูฟัง
“นายหญิง ข้ามาหานายหญิงหลินเจิงหลีขอรับ ข้าเป็คนส่งของมาจากต่างเมือง จึงเรียกขานนายหญิงผิดไป ข้าน้อยขอโทษขอรับ” ผมรีบแอคติ้งตีหน้าเศร้าเอาชีวิตรอด ชายโฉดพวกนี้เหมือนจะเข้าใจจึงยอมลดกระบี่ลง
“งั้นก็เข้าไปได้” หัวหน้าแก๊งค์ชายโฉดพูดอนุญาตด้วยน้ำเสียงเข้ม
โห คนเยอะแยะ ฉันจะรู้ได้ไงว่าใครคือนายหญิง
“Hi ยูมิ ระบุตัวนายหญิงหลินเจิงหลี” ผมออกคำสั่งระบบ
[ผู้หญิงวัย40-50ชุดสีขาวแดงที่ยืนเท้าเอวอยู่ตรงข้างหน้าต่างค่ะ] ผมหันไปมองตามที่ระบบบอก เหลือเชื่อ ยูมิอธิบายได้ตรงเป๊ะราวกับเ้าระบบยูมินี่เห็นรอบๆตัวผมทั้งหมด
“เอ่อ สวัสดีครับ ผมมาส่งของครับ จากบริษัททั่วหล้า” นายหญิงหลินเจิงหลีนี่ยุ่งอยู่กับการสั่งลูกน้องทำให้ผมต้องยืนรออยู่เป็นาทีกว่าจะหาโอกาสพูดได้
“บริษัทอะไรนะ มันคืออันใด” คุณนายหลินถาม
“เอ่อ…คือว่า หอการค้าน่ะขอรับ ข้าน้อยมาจากหอการค้าทั่วหล้า ไม่ทราบว่านายหญิงสั่งของไว้ใช่หรือไม่ขอรับ” ด้วยความที่ดูหนังจีนบ่อย ผมจึงใช้ภาษาโบราณได้อย่างคล่องแคล่ว
“อ้อ ข้านึกออกแล้ว ข้าสั่งเ้าสิ่งที่เรียกว่าปากกาพร้อมน้ำหมึกเอาไว้500ด้าม ไหนๆ เอามาให้ข้าดู” คุณนายหลินเอ่ย
“นี่ขอรับ” ผมยื่นกล่องให้
“เซ็นชื่อให้ผมตรงนี้ด้วยขอรับ” ผมพูดประโยคเดิมๆของพนักงานส่งของ
“ข้าขอดูสินค้าก่อน เ้าจะให้ข้าลงนามรับสินค้าโดยไม่ได้ตรวจดูงั้นรึ”
พูดจบนางก็ลงมือแกะกล่องโดยมีผมกับเหล่าชายฉกรรจ์ยืนรายล้อมอยู่
“เ้าสิ่งนี่น่ะรึคือปากกา แล้วไหนน้ำหมึกล่ะ”
“น้ำหมึกไม่มีขอรับ” ผมตอบไปแบบนั้นเพราะไม่รู้เธอจะถามหาน้ำหมึกอะไรทั้งที่เธอสั่งแต่ปากกา
“ไม่มีน้ำหมึกแล้วมันจะเขียนได้อย่างไร” คุณนายหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเธอหมายความว่ายังไง เธอไม่ได้ถามหาหมึกเป็ขวดๆ แต่เธอไม่รู้ว่าปากกานี้มีหมึกอยู่ในตัว
“เอ่อ คือ มันมีน้ำหมึกอยู่ข้างในปากกานั่นแหละขอรับ” ผมเอ่ยบอกไป
“ไหนเมื่อกี้เ้าบอกว่าไม่มีน้ำหมึก แล้วตอนนี้มันจะอยู่ในปากกาได้อย่างไร เ้ากล้าพลิกลิ้นหลอกลวงคนอย่างข้างั้นรึ สามหาว!!!” นางตวาดผมดังลั่นทำให้ชายฉรรจ์ลูกน้องนางย่างเข้ามาใกล้ผมด้วยท่าทีพร้อมจะทำร้าย
“หอการค้าของเ้ารับเงินข้าไปแล้ว กล้าหลอกลวงส่งของเช่นนี้มาให้ข้างั้นรึ เ้าจะต้องชดใช้” สิ้นเสียงนั้นชายร่างใหญ่คนหนึ่งก็เดินเข้ามากระชากคอเสื้อผมทันที”
“เดี๋ยวก่อนขอรับ หากไม่เชื่อข้าก็ลองใช้เขียนดูเถิดขอรับ” ผมท้าพิสูจน์
“จะต้องลองอะไรอีก เห็นข้าโง่ขนาดไหนกัน!” คุณนายหลินตวาดเสียงดุดัน ไม่ฟังเหตุผลใดๆทั้งสิ้น ไม่ต่างกับมนุษย์ป้าในข่าวที่สั่งของมาไม่ตรงปกก็ทะเลาะกับไรเดอร์โวยวายให้ขนส่งรับผิดชอบ
“ถ้าลองแล้วเขียนไม่ได้จริงๆ ข้ายอมให้ท่านทำร้ายข้ายังไงก็ได้” ผมเอ่ยท้าทายออกไปโดยเอาชีวิตเป็เดิมพัน แต่ผมไม่โง่ขนาดที่จะยอมโดนทำร้ายจริงๆหรอก ผมคิดไว้แล้วว่าผมจะวิ่งไปขึ้นมอไซต์ที่จอดไว้ข้างหน้าแล้วชิ่งหนีทะลุมิติไปซะเลย
“ก็ได้ มาลองดู ถ้าสิ่งนี้ใช้เขียนไม่ได้อย่างที่เ้าว่า ข้าจะสั่งโบยเ้าตามจำนวนของปากกานี่ โทษฐานหลอกลวงคนอย่างข้า” บ้าบอ โบยคน500ครั้งนี่มันการฆาตกรรมชัดๆอย่าบอกว่าแค่ทำร้ายร่างกายเลย
“ไปเอากระดาษมา” คุณนายบ้าอำนาจนี่เอ่ยปากสั่งลูกน้อง
“นี่ขอรับนายท่าน”
ผมเห็นคุณนายบ้าอำนาจนี่ส่งสายตาเป็สัญญาณให้ชายสองคนเข้ามาล็อคแขนผมไว้ราวกับรู้ว่าผมเตรียมตัวหนี หลังจากนั้นคุณนายบ้าอำนาจก็คว้าปากกาออกมาด้ามหนึ่งก่อนจะขีดลงไปในกระดาษ
น้ำหมึกสีเข้มไหลออกมาติดกระดาษตามทิศทางที่เขียน ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เ้าสิ่งนี่มีน้ำหมึกอยู่ข้างในจริงๆงั้นรึ” นางพูดโดยทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“วิเศษจริงๆขอรับ พวกเราไม่ต้องคอยฝนหมึกแล้ว ต่อไปเราจะผลิตหนังสือได้เร็วขึ้นด้วย” ชายหน้าโหดคนหนึ่งพูด
คุณนายบ้าอำนาจหันมามองหน้าผมที่กำลังยืนทำตาขวางด้วยความไม่พอใจอยู่ ก็ใครมันจะพอใจล่ะ เอะอะก็จะซ้อมผมท่าเดียว
“ก็ปล่อยสิวะ” คุณนายหลินหันไปตวาดลูกน้องหน้าโง่ของตัวเองที่ยังล็อคแขนผมอยู่
“ข้าต้องขอโทษท่านด้วยที่เข้าใจผิดไป ไม่คิดว่าเ้าสิ่งที่เรียกว่าปากกาจะวิเศษถึงเพียงนี้ ข้าจะเลี้ยงอาหารท่านเป็การไถ่โทษ หอการค้าของข้ามีสุราอย่างดี”
“ไม่ล่ะ ข้าขอตัวก่อน” ใครจะบ้ากิน มียาพิษรึป่าวก็ไม่รู้ พวกเขาอาจจะฆ่าปิดปากผมไม่ให้ไปแพร่งพรายเื่นี้ก็ได้
“ลงชื่อรับของให้ข้าด้วย”
“ใช้เ้าปากกาเขียนบนสิ่งนี้รึ”
“ไม่ใช่ ใช้นิ้วมือของท่านนั่นแหละ” ผมรีบห้ามคุณนายหลินที่กำลังจะหยิบปากกาออกมาขีดบนหน้าจอมือถือผม
“ขอให้ข้าได้ชดใช้ด้วยเถิด มิเช่นนั้นเกียรติของหอการค้าผิงเจียงคงป่นปี้เพราะข้าเกือบทำร้ายผู้บริสุทธิ์เช่นท่าน” นางยังคงตื้อผม
“งั้นคราวหน้า หากข้าขอความช่วยเหลือ ท่านค่อยช่วยข้าก็แล้วกัน” ผมพูดไปอย่างนั้น ความจริงคงไม่น่าจะทะลุมิติกลับมาเมืองเดิมนักหรอก
“ได้ๆๆ ข้ารับปาก ข้าจะช่วยท่านแน่นอน” นางพยักหน้างึกๆด้วยความดีใจ
“ข้าลาล่ะ” ผมรีบเดินออกมาสตาร์ทมอไซต์คู่ใจโดยมีคนโฉดที่เอากระบี่จ่อคอผมเมื่อตอนแรก ยืนโบกมือบ๊ายบายให้ผมอยู่
“เหอะ น่าขันสิ้นดี”