เถียนฮวนแย้มยิ้มบาง คนทั้งคู่รีบจัดเก็บกวาดภายในบ้านก่อนจะออกไปข้างนอก ใช้ก้อนหินก่อเตาไฟชั่วคราวขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มลงมือทันที
กู้ฉางสุ่ยช่วยจับตัวอ้นมาเชือด เถียนฮวนสั่งให้เขาควักเครื่องในออกมาล้างให้สะอาดนางใช้มีดเล่มเล็กค่อยๆ ขูดเอาเยื่อใสๆ ที่หุ้มอยู่ลำไส้ออกอย่างระมัดระวัง
ตัวอ้นสิบห้าตัว ขูดออกมาได้แค่เพียงถ้วยเล็กๆ ถ้วยเดียวเท่านั้น
จากนั้นนำเยื่อใสๆ ที่ได้ไปใส่ในหม้อใบเล็กที่เตรียมไว้ ปิดฝาแล้วจุดไฟต้มอยู่ครึ่งชั่วยามพอเปิดฝาหม้อออกอีกครั้ง ก็เห็นว่าบริเวณฝาหม้อและขอบหม้อมีน้ำมันใสๆ เคลือบอยู่เป็นชั้นบาง
นางจึงค่อยๆ ขูดน้ำมันเหล่านั้นออกมาเก็บใส่ขวดกระเบื้องใบเล็ก
สิ่งนี้คือยารักษาแผลถูกลวกชั้นยอด...น้ำมันตัวอ้น
หลังจากลำบากจับตัวอ้นถึงสามวัน สกัดน้ำมันจนดึกดื่น สุดท้ายพวกเขาก็ได้แค่น้ำมันตัวอ้นเพียงครึ่งขวด
“ถ้าตัวอ้นสิบกว่าตัวนั้นไม่ถูกปล่อยไป คงได้น้ำมันเต็มขวด” เถียนฮวนมองขวดกระเบื้องเล็กขนาดเท่าฝ่ามือใบหน้าฉายชัดถึงความผิดหวัง
กู้ฉางสุ่ยยกมือแตะบ่านางเบาๆ “ครึ่งขวดก็นับว่าดีแล้ว รอดูผลลัพธ์ก่อน หากได้ผลดีค่อยกลับมาทำต่อคราวนี้ข้าจะระวังให้มาก ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขารังแกพวกเราอีกแน่นอน!”
“พวกเขาได้รับบทเรียนแล้ว ต่อไปพวกเขาก็คงไม่กล้าทำอะไรอีก” เถียนฮวนพูดเสียงเบา
นางพรูลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าแล้วลุกขึ้นยืน “ช่างเถิด เรื่องก็ผ่านไปแล้วต่อให้ข้าเอาแต่คิดว่า ‘ถ้าอย่างนู้น ถ้าอย่างนี้’ ก็ไร้ประโยชน์ ตอนนี้ในใจข้ายังแค้นนักอยากจะลากพวกเขามาขบกัดให้หายแค้น ไม่อย่างนั้น คืนนี้ข้าคงนอนไม่หลับเป็นแน่!”
“ข้าย่างตัวอ้นให้เจ้าสักตัวแล้วเจ้าลองคิดว่ากำลังกัดเนื้อพวกเขาดีหรือไม่” กู้ฉางสุ่ยกระซิบถามเบาๆ
เถียนฮวนกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่
“ช่างเถิด เดี๋ยวข้าทำเองดีกว่า! ท่านบาดเจ็บอยู่ไม่ใช่หรือ!”
“ข้าทำเองได้ เจ้าเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว น่าจะได้พักบ้าง อีกอย่าง ข้าถนัดย่างตัวอ้นนักแค่โรยเกลือเล็กน้อยก็อร่อยแล้ว ปล่อยให้ข้าทำเถิด เจ้าเชื่อใจข้านะ” กู้ฉางสุ่ยสบตานาง
“ข้ามิได้ไม่เชื่อใจท่าน...” เถียนฮวนส่ายหน้าอย่างจนใจ “เอาละ ไหนๆ ท่านก็พูดมาขนาดนี้แล้วเช่นนั้นก็ให้ท่านย่างเถอะ จริงสิ ข้าเองก็ไม่เคยกินเนื้อตัวอ้นมาก่อน หากข้าทำก็คงจะทำไม่เป็นหรอก”
“ฮ่าๆ อย่างน้อยวันนี้ข้าก็ได้รู้ว่ายังมีอาหารที่เจ้าทำไม่เป็น!” กู้ฉางสุ่ยหัวเราะลั่นเขารีบหยิบตัวอ้นที่ล้างสะอาดแล้วตัวหนึ่งขึ้นมา เอาไม้ไผ่เสียบแล้วมัดให้แน่น จุดไฟจากไม้ไผ่แล้วย่างตัวอ้น
สิ่งที่เขาพูดนั้นไม่ผิดเลยสักนิด
ตัวอ้นเติบโตจากการกินไผ่ เนื้อและกระดูกจึงแฝงกลิ่นหอมของไผ่ตามธรรมชาติ
เมื่อใช้ไม้ไผ่ในการย่าง กลิ่นหอมเฉพาะตัวของไผ่ก็จะผสมผสานกับกลิ่นเนื้อ ลอยฟุ้งออกมาทันที
กู้ฉางสุ่ยบรรจงย่างตัวอ้นจนเนื้อสองข้างเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง แล้วโรยเกลือลงไปพอเกลือซึมเข้าเนื้อจนทั่ว เขาก็ร้องบอกทันทีว่า “เสร็จแล้ว!”
เขาเป่าลมใส่เนื้อเพื่อให้เย็นลง ก่อนจะยื่นให้เถียนฮวน “กินเถอะ! แกล้งทำว่าเนื้อนี่คือเนื้อของพวกคนชั่วกัดแรงๆ ให้หายแค้น!”
เถียนฮวนรับมาแล้วกัดเข้าไปเต็มแรง
เนื้อตัวอ้นนุ่มละมุนลิ้น กลิ่นหอมของไผ่แผ่กระจายไปทั่วโพรงปาก
กลิ่นหอมสดชื่นไหลเวียนไปทั่วร่าง ราวกับชำระล้างความขุ่นมัวในใจของนางให้หมดสิ้นทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันตา
เพียงแค่กัดเนื้อตัวอ้นคำหนึ่ง เถียนฮวนก็หลับตาเคี้ยวอย่างเนิบช้า ก่อนจะค่อยๆกลืนลงไป
“เป็นอย่างไรบ้าง” กู้ฉางสุ่ยเอ่ยถามเสียงเบา
เมื่อกินจนหมด เถียนฮวนจึงลืมตาขึ้น
“ท่านให้ข้าคิดว่าตัวอ้นย่างคือเนื้อของคนพวกนั้น ก็เท่ากับดูหมิ่นตัวอ้นแล้ว” นางเอ่ยเสียงเบา“ตัวอ้นย่างนับเป็นของดี แค่ย่างอย่างง่ายๆ รสชาติยังอร่อยเสียจนอยากกินซ้ำ คนพวกนั้นจะเทียบอะไรได้”
พรืด!
กู้ฉางสุ่ยถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
“ตอนนี้เจ้ารู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง”
“ดีขึ้นเยอะแล้ว” เถียนฮวนพยักหน้า ก่อนจะกัดตัวอ้นย่างอีกหลายคำ ยิ่งกินก็ยิ่งรู้สึกว่าเนื้อนุ่มแน่นชุ่มฉ่ำหอมฟุ้งติดปลายจมูก รสชาติติดปลายลิ้น แม้แต่หนังตัวอ้นที่หนาเสียขนาดนั้นกลับมีรสชาติอร่อยไม่เลี่ยนเลยแม้แต่น้อย กินไปกินมายิ่งรู้สึกติดใจ จนเผลอกินไปตั้งครึ่งตัว
นางพรูลมหายใจออกมา ร่างกายพลันรู้สึกสดชื่นยิ่งนัก
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็เห็นกู้ฉางสุ่ยนั่งยองๆ อยู่ฝั่งตรงข้าม กำลังยิ้มมองนางอยู่
รอยฟกช้ำบนใบหน้าของเขาจางลงไปมากแล้ว แต่ก็ยังพอมองเห็นอยู่บ้าง
ชายหนุ่มนั่งจ้องนางด้วยท่าทางเซ่อซ่า บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มใสซื่อ บรรยากาศรอบตัวทำให้เขาดูเป็นคนซื่อๆน่าตลกไม่น้อย
เถียนฮวนเผลอยิ้มออกมา นางยื่นตัวอ้นย่างไปให้เขา
“ท่านก็ลองกินบ้างสิ! ข้ากินพอแล้ว”
กู้ฉางสุ่ยไม่เกรงใจ รีบรับไปแล้วก็กินอย่างเอร็ดอร่อย
กลิ่นหอมของไม้ไผ่ยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ เถียนฮวนเห็นเขากินอย่างเอร็ดอร่อยเช่นนั้นนางก็พลอยนึกถึงรสชาติของตัวอ้นย่างขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านย่างตัวอ้นเช่นนี้ทุกครั้งเลยหรือ” นางถามเสียงเบา
“ใช่ วิธีนี้ง่ายที่สุดแล้ว แต่ตัวอ้นจับยากนัก กว่าจะได้กินสักครั้งต้องลำบากไม่น้อยเพราะงั้นข้าเลยไม่ค่อยได้กินบ่อย” กู้ฉางสุ่ยพูดพลางเคี้ยวเนื้อตัวอ้นเต็มปาก เสียงอู้อี้ไม่น้อย
เถียนฮวนได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างขึ้น
กู้ฉางสุ่ยมองเห็นเข้า รีบกลืนเนื้อในปากลงแล้วเอนตัวเข้ามาใกล้ “เจ้าคิดวิธีปรุงเนื้อตัวอ้นออกแล้วใช่หรือไม่”
เถียนฮวนพยักหน้า “อืม พรุ่งนี้ก็ต้องเข้าตัวตำบลอยู่แล้ว เช่นนั้นเราก็ซื้อเครื่องปรุงกลับมาเพิ่มอีกหน่อยข้าจะลองดูว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้ตัวอ้นอร่อยที่สุด”
“ดีเลย!” กู้ฉางสุ่ยพยักหน้ารับ “วันนี้ท่านพ่อให้ข้ามาสองร้อยยี่สิบเหวิน แค่นี้ก็น่าจะพอใช่หรือไม่”
“แน่นอนว่าพอ” เถียนฮวนพยักหน้า
พวกเขาพูดคุยกันจนกระทั่งกู้ฉางสุ่ยกินเนื้อตัวอ้นที่เหลือจนหมดเกลี้ยง
น้ำมันตัวอ้นในขวดกระเบื้องก็เย็นลงแล้ว ทั้งสองจึงรีบเก็บข้าวของ ปูที่นอนให้เรียบร้อยแล้วเอนตัวลงนอนหลับไปทันที
รุ่งเช้า ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี พวกเขาก็ลืมตาตื่นเกือบพร้อมกันด้วยความเคยชิน
สองสามีภรรยารีบแต่งตัว ล้างหน้าแปรงฟันแล้วหยิบแผ่นแป้งที่ชาวบ้านให้ไว้เมื่อวานติดตัวไปเป็นเสบียงก่อนจะพากันมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวตำบล โดยไม่ลืมหยิบขวดกระเบื้องที่ภายในมีน้ำมันตัวอ้นไปด้วย
คหบดีหวังเป็นคนมีชื่อเสียงในตัวตำบล ที่ตั้งของจวนคหบดีหวังหาได้ไม่ยากนัก เพียงถามทางชาวบ้านแถวนั้นก็ทราบแล้ว
เถียนฮวนกับกู้ฉางสุ่ยเดินทางมาถึงหน้าประตูจวนคหบดีหวัง เห็นหมอผู้หนึ่งถูกขับไล่ออกมา
หมอชราผู้นั้นไว้เครายาว ผมหงอกไปทั้งศีรษะ เขาล้มลุกคลุกคลานออกมา เมื่อยืนทรงตัวได้ก็หันกลับไปตะโกนด่าเสียงดัง“พวกท่านปฏิบัติต่อหมอแบบนี้ ต่อไปจะไม่มีใครกล้ามารักษาให้คนในบ้านท่านอีก! แผลถูกลวกต้องค่อยๆรักษา จะเร่งรัดกันได้อย่างไร โลกนี้ไม่มีหรอกนะยาอัศจรรย์ที่กินแล้วหายปวดทันที ผ่านไปสิบวันครึ่งเดือนก็กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้หรอก!”
“หมอเฒ่าไร้ฝีมือ ถ้าไม่มีปัญญารักษาก็อย่ามาพล่ามให้มากความ ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้!”คนเฝ้าประตูตระกูลหวังเองก็ไม่ยอมใคร ด่ากลับไม่ยั้งปาก
หมอชราโกรธจนตัวสั่น รีบหันไปเรียกผู้ติดตามให้แบกหีบยาเดินจากไป
กู้ฉางสุ่ยเห็นเข้าก็รีบดึงเถียนฮวนหลบไปอีกด้านหนึ่ง “ดูเหมือนคนในตระกูลหวังจะไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆนะ เจ้าจะเข้าไปจริงหรือ”
“แน่นอน ย่อมต้องเสี่ยงเพื่อโชคลาภ หากอยากได้เงินก้อนใหญ่ไว้ใช้ตลอดทั้งปี วันนี้ต้องลงมือคว้าโอกาสนั้นมาให้จงได้!”เถียนฮวนพยักหน้าแน่วแน่ แล้วคว้ามือเขาไว้แน่น
“ไปกันเถอะ!”