บทที่ 35 ความกระวนกระวายของเซวียนเหยียนฟู่
เมื่อกล่าวคำนี้ออกมา ทุกคนก็พากันหน้าเปลี่ยนสี
ในนั้น ผู้ที่สีหน้าไม่น่ามองที่สุดย่อมเป็นสนมเหมยกับอวิ๋นพิ่นถิงสองแม่ลูก เพราะคำพูดนี้ของเซวียนเหยียนฟู่ ทำให้สถานะตี๋กงจู่ของอวิ๋นอินอินในวังมั่นคงอย่างไม่ต้องสงสัย หากต้องการจะแก้ทายาทสายตรงอีก เกรงว่ามีแต่ต้องให้นางตายสถานเดียว
แต่บัดนี้ นางอาศัยอยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง จะทำร้ายนางยังยาก แล้วจะไปถึงการสังหารนางได้อย่างไร
เซวียนเหยียนฟู่อุ้มอวิ๋นอินอินขึ้นในอก กลับตำหนักเซ่อเจิ้งหวางด้วยฝีเท้ามั่นคง ส่งไปยังห้องที่ให้อวิ๋นอินอินงีบหลับยามบ่ายในสวนเสือ
ที่นั่น มีหมอหลวงหลายคนที่รออยู่นานแล้ว
เมื่อมองม่านที่ถูกปล่อยลง ดวงตาของเซวียนเหยียนฟู่มืดครึ้มจนน่าขนลุก
“นายท่าน องค์หญิงเก้าจะทรงไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ” อาต้าเดินไปข้างกายของเซวียนเหยียนฟู่ กล่าวเสียงเบาว่า “อาภรณ์ของพระองค์เปื้อนแล้ว กระหม่อมจะกลับไปผลัดเสื้อผ้าชำระกายกับพระองค์ รอตกกลางคืนค่อยมาทอดพระเนตรองค์หญิงเก้าเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เซวียนเหยียนฟู่ก้มหน้าลงมองเสื้อคลุมที่เปื้อนรอยเลือด จากนั้นหมุนกาย นั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้าง
“ไม่ต้อง ข้าจะรอที่นี่”
อาต้าชะงักไปเล็กน้อย คิดคำนวณอยู่ในใจ นี่เป็นครั้งที่เท่าใดแล้วที่นายท่านเปลี่ยนความเคยชินเพื่อองค์หญิงเก้า นี่เป็นการปฏิบัติเป็นพิเศษ? เขาเงยหน้ามองผ้าม่านที่แกว่งไปมาเบา ๆ องค์หญิงเก้าผู้นี้มีความหมายกับนายท่านอย่างไม่ธรรมดาเป็นแน่ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี
ด้านในม่าน หมอหลวงเลิกกระโปรงของอวิ๋นอินอินขึ้น นับจากต้นขาขั้นไป บัดนี้ผิวแตกเนื้อไปหมดแล้ว
หลานเยว่และหงรื่อที่คอยมอง สงสารจนน้ำตาไหล แม้แต่หมอหลวงที่เห็นอะไรมามาก ก็อดถอนใจเบา ๆ ในใจไม่ได้ นี่ลงมือหนักเกินไปแล้ว หากตีต่อไปอีกเพียงครู่ เกรงว่าไม่ตาย นางก็ต้องพิการ เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงลงมืออย่างโหดร้ายเช่นนี้? ถึงอย่างไรนางก็เป็นองค์หญิงพระองค์หนึ่ง
หมอหลวงส่ายหัว หยิบผ้า เริ่มทำความสะอาดบาดแผล
“อ๊า… เจ็บ…”
เพิ่งจะลงมือ อวิ๋นอินอินที่สลบอยู่ก็เจ็บจนฟื้น มือจับหมอหลวงไว้แน่น ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
“องค์หญิงเก้า บาดแผลของพระองค์ค่อนข้างสาหัสพ่ะย่ะค่ะ เซี่ยกวน[1]*จะพยายามเบามือลง หากพระองค์ทรงทนไม่ไหวจริง ๆ ก็กัดผ้าไว้เถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อหมอหลวงกล่าวจบ หลานเยว่ก็รีบหยิบผ้าสะอาดขึ้นมาม้วน วางไปที่ข้างปากของอวิ๋นอินอิน กล่าวอย่างปวดใจว่า “องค์หญิง รีบกัดไว้เถิดเพคะ ไม่เช่นนั้น กัดตนเองขึ้นมาจะบาดเจ็บอีก”
อวิ๋นอินอินเจ็บจนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ นางอ้าปากออก กัดผ้าไว้แน่น
ทว่า ต่อให้เป็นเยี่ยงนี้ นางก็ยังคงส่งเสียงครวญครางออกมา
นอกม่าน มือที่วางอยู่บนขอบเก้าอี้ของเซวียนเหยียนฟู่ยิ่งกำแน่น อาต้ามองดูเส้นเอ็นสีเขียวที่ปูดโปนบนนั้น ก็หมุนกายไปรินชามาถ้วยหนึ่ง “นายท่าน ดื่มสักหน่อยให้ชุ่มคอเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เซวียนเหยียนฟู่มิได้ยื่นมือไปรับน้ำชา แต่กลับเอาแต่มองผ้าม่านผืนนั้น ในหัวใจ มีเมล็ดพันธุ์ที่ไม่รู้ชื่อเมล็ดหนึ่งแตกหน่อทะลุขึ้นมาจากดิน
เป็นความกังวล เป็นความประหม่า หรือว่า… เป็นการให้ความสำคัญ?
ในที่สุด ผ้าม่านผืนนั้นก็ถูกเลิกขึ้น เซวียนเหยียนฟู่มองหมอหลวงที่เดินออกมาจากด้านใน พร้อมมือที่กำแน่น ดวงตามืดครึ้มจ้องตรงไป รอการรายงานของอีกฝ่าย
หมอหลวงถูกท่าทางนี้ทำเอาหวาดกลัวจนใจสั่น รีบเดินไปเบื้องหน้าของเซวียนเหยียนฟู่แล้วทำท่าคารวะ
“บาดแผลขององค์หญิงเก้าค่อนข้างร้ายแรงพ่ะย่ะค่ะ แต่ยังดีที่มิได้บาดเจ็บถึงกระดูก พักผ่อนหนึ่งเดือนก็น่าจะสามารถลงจากเตียงได้ นอกจากนี้ ราตรีนี้องค์หญิงอาจทรงมีไข้ไม่ลด ทางที่ดีที่สุดข้างกายควรมีคนเฝ้า เมื่อเสื้อผ้าเปียกแล้วก็จะต้องเปลี่ยนทันที เพื่อป้องกันมิให้ทรงเป็นหวัด รอถึงวันพรุ่ง ก็ไม่มีอันใดร้ายแรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เจ้ากลับไปเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ อีกครู่เซี่ยกวนจัดยาแล้ว จะให้คนส่งมาพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงทั้งหลายถอยออกจากด้านในตำหนักด้วยสีหน้าหวาดหวั่น เมื่อเดินไปถึงผ้าม่าน ก็เกรงว่าจะไม่สะดวก หันไปมองอาต้าทีหนึ่ง อาต้าก็เข้าใจในทันที
“หลานเยว่ องค์หญิงทรงเป็นอย่างไร?”
“องค์หญิงทรงหมดสติไปอีกแล้วเจ้าค่ะ พวกบ่าวกำลังเปลี่ยนชุดให้พระองค์เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นพอทำเสร็จแล้วก็ออกมารายงาน”
“เจ้าค่ะ”
อาต้ากล่าวจบ ก็มองเซวียนเหยียนฟู่ที่หน้าดำทะมึนขึ้นกว่าเดิม โน้มตัวไปกล่าวเสียงเบาว่า “นายท่าน ยังอยากรออีกครู่หนึ่ง หรือพระองค์จะกลับไปประทับสักครู่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ?”
เซวียนเหยียนฟู่ถลึงตาใส่อาต้า จากนั้นเดินไปข้างหน้าต่าง ไพล่มือไว้ด้านหลัง มองออกไปด้านนอก
“ในเมื่อองค์หญิงเก้าจะอยู่ที่นี่ เช่นนั้นก็ไปจัดการเก็บกวาดเรือนกล้วยไม้เสีย นอกจากนี้ไปที่ตำหนักเย็น บอกกล่าวกับพระมเหสีจิ่งสักคำ จำไว้ว่าตอนกล่าววาจาเจ้าต้องระวังหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้”
อาต้าหมุนกายออกไป แต่พบกับอาเอ้อร์ที่พึ่งกลับมาพอดี
“เยว่หยาเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้าใช้แรงไปมากกว่าจะขังมันไว้ในกรงได้ ถ้าไม่ใช่ก่อนหน้านี้นายท่านสยบมันไว้ ข้าคนเดียวคงจะจัดการกับมันไม่ได้ เจ้าว่าทำไมมันถึงได้คลุ้มคลั่งเพียงนั้น เพียงแค่ดมกลิ่นเลือดก็รู้ว่าองค์หญิงเก้าทรงได้รับบาดเจ็บแล้วหรือ มันพุ่งมาที่นี่ราวกับเสียสติไป…”
พอคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ อาเอ้อร์ยังใจสั่นอยู่เลย
“เยว่หยาเป็นเสือขาว มีสัญชาตญาณแสนรู้ จะเป็นเช่นนี้ก็ไม่แปลก อีกอย่าง ระหว่างมันกับองค์หญิงเก้ามีวาสนา ไม่เช่นนั้นคงไม่เห็นครั้งเดียวก็ยอมรับเป็นนาย”
อาเอ้อร์พยักหน้า จากนั้นมองอาต้าอย่างสงสัย
“หือ นี่เจ้าไม่อยู่ข้างในเป็นเพื่อนนายท่านหรือ ออกมาทำอันใดกัน?”
“นายท่านให้ข้าไปจัดการเก็บกวาดเรือนกล้วยไม้ให้องค์หญิงประทับ แล้วไปที่ตำหนักเย็น”
“เรือนกล้วยไม้?” ปากของอาเอ้อร์อ้ากว้างจนสามารถยัดไข่เข้าไปได้ “นั่นไม่ใช่เรือนที่อยู่ชิดกับศาลาสวนสนหรือ? ปกตินายท่านรักความสงบ เหตุใดจึงให้องค์หญิงเก้าไปประทับที่นั่น?”
“น้องข้า มีบางเรื่องสามารถรับรู้ได้แต่ไม่อาจกล่าวต่อได้นะ” เขายกมือขึ้นตบบ่าของอาเอ้อร์ มองดูใบหน้าที่ไม่เข้าใจของอีกฝ่าย อาต้าก็เผยรอยยิ้มที่มีลับลมคมในออกมา “เจ้าน่ะ ฌานยังต่ำเกินไป ต้องฝึกฝนเพิ่มอีกสักหน่อย”
อาเอ้อร์รีบไล่ตามเงาหลังของอาต้าที่เดินไกลออกไป
“เฮ้ รอเดี๋ยว ข้าไปช่วยเจ้าด้วยดีกว่า นอกจากนี้ เจ้าพูดให้ข้าฟังอีกทีสิว่า คำพูดเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร…”
ในตำหนัก แม้เซวียนเหยียนฟู่จะมองไปภายนอก แต่หูกลับเงี่ยฟังความเคลื่อนไหวภายในม่านอย่างไม่พลั้งพลาด ในยามที่มีเสียงฝีเท้าเดินออกมาดังมา เขาก็หันกายไปทันที มองดูเสื้อเปื้อนเลือดและน้ำเลือดในมือของหลานเยว่และหงรื่อ รูม่านตาก็หดลง
“ท่านอ๋องเพคะ เราทำความสะอาดและใส่ยาเรียบร้อยแล้วเพคะ”
“อืม ออกไปเถิด”
“เพคะ”
รอจนคนในตำหนักออกไปหมดแล้ว เซวียนเหยียนฟู่จึงได้เลิกม่านขึ้น และเดินเข้าไปด้านใน
อวิ๋นอินอินนอนคว่ำอยู่ที่นั่น บนร่างคลุมผ้าแพรไว้ สีหน้าซีดขาว คิ้วเรียวยาวขมวดเข้าหากันแน่น แม้ในยามหลับฝันก็ยังไม่สงบ เห็นได้ชัดว่าเจ็บปวดเพียงใด
เซวียนเหยียนฟู่นั่งลงข้างเตียง ดวงตาที่ลึกล้ำมองสำรวจใบหน้าของนาง คิดถึงหลายวันมานี้ ทุกครั้งที่เห็นนาง สีหน้าของนางมักสดใสและมีชีวิตชีวา ยามดีใจก็หรี่ตา โมโหก็เบะปาก เศร้าใจก็ขมวดคิ้ว ยังไม่เคยเห็นนางไร้ชีวิตชีวาเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายเช่นนี้มาก่อนเลย
เห็นหัวคิ้วนั้นขมวดอีกครั้ง เซวียนเหยียนฟู่ยื่นมือออกไป ลูบเบา ๆทีหนึ่ง
“คนเรามักจะไม่รู้ว่าตนมีความสามารถเท่าใดกัน” เขาลูบหน้าผากที่เรียบเนียนนั้น กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างจนใจ “ช่างเป็นเจ้าตัวเล็กที่ก่อปัญหามากเสียเหลือเกิน”
“อื้อ… เจ็บ…”
อวิ๋นอินอินที่หลับอยู่ส่งเสียงรำพึงขึ้นจมูก เซวียนเหยียนฟู่จึงรีบเก็บมือกลับมา หลังจากเห็นอวิ๋นอินอินไม่มีท่าทีว่าจะตื่นขึ้น ก็อดถอนใจอย่างโล่งอกไม่ได้
เขาก้มหน้าลงมองเสื้อที่เปรอะเปื้อนของตน จากนั้นลุกขึ้น เดินออกไป
“เสด็จอา…”
บนเตียง อวิ๋นอินอินส่งเสียงพึมพำออกมาอีกครั้ง เพียงแต่ว่าเงาร่างสูงใหญ่นั้นได้เดินจากไปไกลแล้ว และไม่ได้ยินสิ่งที่นางพูด
…
ในพระราชตำหนักเฉียนคุน สนมเหมยและทุกคนได้จากไปหมดแล้ว
จู่ ๆ อวิ๋นตี้ที่พิโรธอย่างหาเปรียบไม่ได้เอื้อมมือไปฉีกภาพวาดหนึ่งบนโต๊ะ กล่าวอย่างเกรี้ยวกราดกับขันทีข้างกายว่า
“ไป ไปตำหนักเย็น!”
[1] เซี่ยกวน เป็นสรรพนามที่ข้าราชการที่มียศน้อยกว่าใช้เรียกตนเอง เมื่อพูดกับผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า