บทที่ 10
ข้าจะไม่ยอมตาย!
นางนั่งมองเขาจากชั้นสองของอาคารอีกฟากฝั่งของแม่น้ำมาได้สักพักแล้วโดยเ้าตัวไม่ทันรู้ บุรุษผู้นั้นดูทะมัดทะแมงดีแถมยังทำงานต่าง ๆได้คล่องแคล่ว
“ได้ยินว่า่นี้บัณฑิตผู้นั้นขยันขันแข็งมาก” ซูหลานเปรยขึ้นเมื่อทอดมองไปตามสายตาของเ้านาย
“อย่างไรรึ?” หนิงฮวาเอียงหน้ามาถามต่ออย่างใคร่รู้
“ร้านข้าวต้มไข่เค็มเปิดใหม่ที่อยู่ตรงตลาดหัวมุมทางโน้นก็เป็ของเขานะเ้าคะ”
“ที่กำลังขายดีอยู่ตอนนี้น่ะรึ?”
“เ้าค่ะคุณหนู เขาจะเปิดร้านเล็ก ๆ นั่นั้แ่ปลายยามอิ๋น[1] ขายหมดก็ต้นยามเฉิน[2] หลังจากนั้นเขาก็จะไปท่องตำราต่อที่หอเหวินฟางซึ่งระหว่างนั้นก็รับงานเป็ผู้ช่วยบรรณารักษ์ด้วยจนถึงกระทั่งเที่ยงถึงมารับงานเป็เสี่ยวเอ้อที่โรงน้ำชาฮ่าวเหมินโน่น พอตกเย็นก็จะไปเป็นักกวีบนเรือสำราญจนถึงค่ำ ก่อนนอนก็เอางานคัดลอกบทกวีหรืองานประพันธ์ที่มีชื่อเสียงมาทำต่อที่ห้องเช่าเ้าค่ะ”
“ดูเหมือนว่าเขากำลัง้าใช้เงินจำนวนมาก...” หนิงฮวาวิเคราะห์พึมพำตามสิ่งที่ได้รับรายงาน
“คุณหนูจะช่วยเขาอีกหรือเ้าคะ?”
คนเป็นายเหลือบค้อนใส่สาวรับใช้จอมรู้ทัน ถึงนางจะปรารถนาดีเยี่ยงนั้นแต่ก็คงทำไม่ได้จริง หากจะช่วย... ต้องช่วยไปอีกเท่าไรถึงจะบรรลุเป้าหมายของอีกฝ่ายก็ยังไม่รู้
ขณะนั้นเองคนที่นางมองการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอดก็หันมาสบสายตาเข้า แม้ระยะไกล ๆฝั่งโน้นก็จำได้ดีว่าคือเทพธิดาใจดีของเขา ฟู่กวงิโบกไม้โบกมือให้พร้อมยิ้มร่าเป็การทักทาย หากแต่อีกฟากฝั่งกลับรีบหลบสายตาราวกับไม่อยากให้รู้ว่ากำลังแอบมองอยู่
“คุณหนูเ้าคะ จ้าวอวิ๋นเฟิงมารอพบแล้วเ้าค่ะ”
เมื่อสิ้นเสียงกระซิบบอกของซูหลานกู้หนิงฮวาก็รีบลุกออกจากร้านบะหมี่ไปทันที
นางหันซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวังก่อนจะแทรกตัวเองเข้าไปยังตรอกคับแคบของอาคารซึ่งถัดไปอีกห้าหลัง
มีร่างบึกบึนและสูงใหญ่ของคนคุ้นตารออยู่ก่อนแล้ว เขาสวมผ้าสีดำปิดครึ่งหน้าเอาไว้ด้วย
“ได้เื่อย่างไรบ้างพี่ชาย?” หญิงสาวกระซิบถาม
“คืนนั้นคนที่เทียนเฉิงพบเป็คนสุดท้ายคือองค์ชายหก” อวิ๋นเฟิงเริ่มรายงาน
“องค์ชายหกงั้นหรือ?”
“ใช่... พยานรู้เห็นบอกว่าทั้งสองมีปากเสียงและเริ่มทะเลาะกันรุนแรงแถวสะพานโหย่วยี่แต่ไม่ทราบสาเหตุของการเบาะแว้ง”
“แล้วหลังจากนั้นเล่า?” คนฟังถามต่ออย่างร้อนใจ
“ไม่มีใครรู้เห็นอะไรอีก เพราะหลงจื่อคอยไล่คนอื่น ๆ ออกไปให้พ้นบริเวณ”
“องค์ชายหกมากับผู้ใด?”
“ได้ยินว่าเดินมาลำพังไร้ผู้ติดตาม”
รับรู้ดังนั้นกู้หนิงฮวาก็เสียววูบในใจ ภาพของชุดเปื้อนเืในคืนนั้นกลับมาวนเวียนให้ต้องใจเต้นอีกครั้ง
“ต้องใช่แน่ ๆ...” นางพึมพำ
“บัดนี้ยังไม่มีใครพบเห็นองค์ชายหก ข้าพยายามตามสืบเพิ่มเติมแล้ว ที่จริง่นี้องค์ชายหกมีธุระต้องเดินทางไปเมืองชนบททำให้คนในจวนยังไม่ติดใจในการหายตัวไปของเขา”
“เขาไม่น่าจะทันได้ออกจากหลิวหยางเสียด้วยซ้ำ...” หญิงสาววิเคราะห์ด้วยเสียงสั่นเครือ “พี่ชาย... อย่าปล่อยให้เื่นี้เงียบไป โปรดช่วยข้าสืบสาวหาความจริง อย่างไรข้าก็เชื่อว่าเป็ฝีมือพี่ชายสารเลวของข้าไม่มีผิดจากนี้แน่ เราจะต้องรวบรวมวีรกรรมความชั่วของกู้เทียนเฉิงไว้เพื่อรอเปิดโปงในโอกาสที่เหมาะสม”
“ได้ ข้าจะช่วยเ้า”
หนิงฮวาจ้องสบสายตาอีกฝ่ายอย่างรู้สึกขอบคุณ หากมิใช่เพียงเพราะก่อนหน้านี้นางเคยเฝ้าดูแลตอนเขาเป็ไข้ป่าหนักขณะที่นางเป็เด็กฝึกที่จวนของอาจารย์เสิ่นจนทำให้เขาซาบซึ้ง นางก็คงไม่ได้มีพี่ชายคนใหม่ที่แสนดีเยี่ยงนี้
่พักเหนื่อยที่หลังร้านฟู่กวงิล้วงเงินออกมาจากถุงเก่าๆ แล้วนับเป็ครั้งที่สามของวันก่อนจะทอดถอนลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า
“เพิ่งจะได้ต่างหูทองเพียงคู่เดียวเท่านั้น...”
นั่นเพราะเหลือเวลาอีกไม่นานเทศกาลชุนเฟินก็ใกล้เข้ามาแล้ว นั่นหมายถึงกำหนดวันสมรสที่งวดเข้ามาด้วยเช่นกัน
หากหาไม่ทันคงจะทำให้หลิงเอ๋อร์เสียใจอย่างมากเป็แน่...
โครก...!
“ไยจึงปล่อยให้ท้องร้องเช่นนั้น?”
ชายหนุ่มสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงแหบพร่าร้องทัก
“เอ่อ คือว่า...”
“เ้าไม่ได้กินข้าวรึ?” สายตาของเถ้าแก่เฉินจ้องมองชายหนุ่มคราวลูกอย่างอาทร
“ปล่อยให้ตัวเองหิวเยี่ยงนี้แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนทำงานเล่ากวงิอ่า...”
“ที่จริง... ่นี้ข้าอ้วนเกินไปแล้ว กินข้าวมื้อเดียวน่าจะลดน้ำหนักได้ดีน่ะขอรับเถ้าแก่”
โครก...!
“นั่นไง มันประท้วงเ้าอีกแล้ว แทนที่จะประหยัดเงินประเดี๋ยวจะได้นำเงินก้อนนั้นมารักษาตัวเองเสียก่อน”
“เพราะข้ามีเหตุจำเป็ให้ต้องใช้เงินจำนวนมากนี่ขอรับเถ้าแก่” กวงิสารภาพด้วยใบหน้าห่อเหี่ยว
“ไป ๆ ไปกิน เพราะเห็นว่าตั้งใจทำงานขยันขันแข็ง อีกทั้งยังเป็คนสะอาดสะอ้าน ข้าจะเลี้ยงข้าวเ้าวันละหนึ่งชาม จะตักให้พูนขนาดไหนก็เอาเท่าที่กินอิ่ม”
“จริงหรือขอรับเถ้าแก่!”
ชายชราเพียงยิ้มตอบน้อย ๆอย่างเอ็นดูก่อนจะเดินจากไป ชายหนุ่มจึงวิ่งตามไปที่ห้องครัวหลังร้านไปติด ๆด้วยความหิวโหย
เมื่อกลับมาถึงเรือนนอนก็พบบุรุษร่างสูงคุ้นตาพิงเสาต้นหนึ่งคอยอยู่ทางขวามือ
“ท่านพี่...!”
“ไง... น้องสาว”
หญิงสาวมองคนตรงหน้าอย่างหวาดระแวง การปรากฏตัวของเขาไม่ใช่เื่ดีเป็แน่
“้าสิ่งใดที่เรือนของข้ารึ?”
“ข้ามาตามหาชุนเสวี่ย... ชุนเสวี่ยอยู่ที่ใด?”
“ชุนเสวี่ยเป็บ่าวกองกลาง เวลานี้หากนางไม่ไปหาบน้ำตามหน้าที่ก็คงจะไปรวมตัวกับคนอื่น ๆที่โรงนอนแล้วน่ะสิ”
“ไม่มี” เทียนเฉิงส่ายหน้า
หนิงฮวาแสร้งทำหน้าใสซื่อ “เช่นนั้น... ต้องเป็ข้ารึที่ต้องรู้เื่ของนาง”
“ใช่สิ เื่นี้ต้องเป็เ้า”
“ท่านกำลังหาเื่จับผิดข้าด้วยเหตุใด?”
ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้อีกสามก้าวขณะที่ร่างเล็กกว่าถอยหลังไปอีกสองก้าว
“เหตุใดต้องเรียกนางมาพบเ้า?”
“ข้าเพียงแต่ซักถามความเป็อยู่นางในฐานะสมาชิกคนใหม่ในจวน อีกทั้งพี่ชายของนางก็ฝากฝั่งมากับท่านพ่อ ดูจะพิเศษกว่าบ่าวไพร่คนอื่น ๆข้าจึงอยากทราบความคิดเห็นของนางก็เท่านั้น”
“เป็ธุระกงการของเ้าั้แ่เมื่อไร?”
“หากไม่ใช่ข้าแล้วใครจะช่วยดูแลนางเล่า ท่านพ่อก็คงไม่มีเวลาเหลือเฟือมาสนใจบ่าวไพร่ตัวเล็กๆ แต่หากจะพึ่งแม่ใหญ่ของท่าน... ผู้ซึ่งไม่เคยจะมีเมตตากับใครอย่างนั้นรึ?”
เพี๊ยะ!
คนเป็น้องหน้าหันไปตามแรงหวดกระหวัดจากฝ่ามือหนาของพี่ชาย
“บังอาจมากล่าววาจาดูิ่มารดาของข้างั้นรึ?!”
“ข้าพูดถูกต้องใช่รึไม่?”
ดวงตาเรียววาวโรจน์ด้วยความโกรธเมื่อถูกยอกย้อน
“ปากดีขึ้นนี่! ฮื้อ? ไม่เกรงกลัวข้าเหมือนก่อนแล้วรึ?”
หนิงฮวาจ้องตอบกลับดวงตาแข็งกร้าวนั้นเขม็งเช่นกันพร้อมก้าวเท้ากลับไปเพื่อเผชิญหน้า
“ท่านมันก็แค่คนที่ดีแต่ใช้กำลังและลำพองที่ตนดันโชคดีเกิดมาในตระกูลอันทรงเกียรติจนก่อความเดือดร้อนไปทั่วแผ่นดินโดยไม่รู้สำนึก”
“กู้หนิงฮวา!”
พลั่ก!
ตึง!
แรงถีบด้วยความโมโหจากท่อนขาเรียวยาวทำเอาร่างบอบบางของหญิงสาวเซไปชนกับผนังเสียงดัง
หนิงฮวาได้แต่กุมหน้าท้องด้วยความจุกพร้อมบิดใบหน้าเหยเก
“นี่เป็แค่การตักเตือน... หยุดเสีย! ถ้าเ้าคิดจะมาวุ่นวายชีวิตส่วนตัวของข้า เพราะไม่เยี่ยงนั้นแม้แต่ชีวิตของเ้าก็จะเก็บรักษาเอาไว้ไม่ได้!” ประกาศกร้าวแล้วกู้เทียนเฉิงก็ออกจากเรือนนอนของน้องสาวแสนชังไปอย่างผลุนผลัน
ซูหลานรีบเข้ามาประคองเ้านายเอาไว้ด้วยความตื่นตระหนกและเป็ห่วงจนร้องไห้ออกมา
“เป็อย่างไรเ้าคะคุณหนู ฮือ...”
“โดนแค่นี้... ข้ายังไหว ข้าจะไม่ต่ายง่าย ๆ อีกแล้ว”
“เราหยุดดีรึไม่เ้าคะ อยู่ห่าง ๆ เื่ของเขา บ่าวกลัวว่าคุณชายใหญ่จะไม่ใช่แค่ขู่นะเ้าคะ”
“ซูหลาน...”
“เ้าคะ...”
“หากวันนี้เราถอย... วันหน้าก็ต้องตายอย่างน่าเอน็จอนาถไม่ต่างกัน เ้าจะไม่เลือกวิธีที่จะทำให้เ้ามีชีวิตรอดรึ?”
“...!”
“แต่ข้ายังอยากมี... ครานี้ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอดและจะจัดการพี่ชายคนนี้ด้วยมือของข้าเอง”
[1] ยามอิ๋น คือ่เวลา 03.00 น. - 04.59 น.
[2] ยามเฉิน คือ่เวลา 07.00 น. – 08.59 น.