บทที่ 11 ช่วยฉันด้วย
"ใช่แล้ว!"
หลังจากอวี้เจียวพูดจบ เธอก็ถามต่อว่า "คุณเคยได้ยินชื่อนี้ไหม?"
เหลียงเหว่ยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "อืม ก่อนเข้าสู่ดันเจี้ยนนี้ผมเคยซื้อคู่มือเนื้อเื่ปูมหลังมา ไอเซอร์คือปีศาจที่ถูกผนึกไว้ในปราสาท"
"หา?"
อวี้เจียวรู้สึกใเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เธอนึกถึงตอนที่ออกจากเขตแดนภาพลวงตา เหมือนว่าไม่ใช่ไอเซอร์ที่พาเธอออกมา แต่เป็เธอเองต่างหาก...
เมื่อนึกถึงรายละเอียดเ่าั้ ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอก็ซีดขาวลงทันที
แม้เหลียงเหว่ยจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้ เมื่อเขาหันไปเห็นสีหน้าที่แข็งทื่อของอวี้เจียว เขาก็พอเดาได้บ้าง
"ไม่เป็ไร ปีศาจมักมีเล่ห์เหลี่ยมล่อลวง คุณโดนหลอกก็เป็เื่ปกติ"
อวี้เจียวรู้สึกไม่ยอมแพ้ "แล้วกระจกวิเศษจะทำยังไงล่ะ?"
เหลียงเหว่ยเห็นท่าทางที่เธอป่องแก้มด้วยความไม่พอใจ ในดวงตาของเขาฉายแววอ่อนโยนขึ้นชั่วขณะ "ผมจะช่วยคุณหามันกลับมา"
"จริงเหรอ?"
ดวงตาของอวี้เจียวเป็ประกายอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"อืม"
ภายใต้สายตาคู่นั้น ในใจของเหลียงเว่ยเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมา
มันเหมือนกับเด็กผู้ชายที่ป๊อปที่สุดในห้องเริ่มที่จะเอ่ยคำมั่นสัญญาบางอย่าง ทำให้ในใจของเขามีอารมณ์ที่พิลึกพิลั่นเกิดขึ้น
อวี้เจียวไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร ตอนนี้เธอเดินตามหลังเขาอย่างมีความสุข ไม่หวาดกลัวอะไรอีกต่อไป
ไม่นานนัก ทั้งสองก็เดินไปตามโถงทางเดินลึกเข้าไป พอถึงตรงหัวมุม อวี้เจียวก็รีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่คาดคิดว่า เหลียงเหว่ยที่อยู่ข้างหน้าจะหยุดเดินกะทันหัน
“อื้อ…”
อวี้เจียวห้ามตัวเองไม่ทัน ชนกับแผ่นหลังของเขาเข้าอย่างจัง ปลายจมูกพลันรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมา
เธอกุมจมูกตัวเองด้วยความน้อยใจและกำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เหลียงเว่ยกลับเหมือนจะเดาได้อยู่แล้ว เขาหันกลับมาทันทีแล้วกดร่างเธอไว้กับผนังกำแพงที่แข็งและเย็นเยียบ
ฝ่ามือใหญ่อุ่นร้อนของเขาปิดปากและจมูกของอวี้เจียวไว้ตามสัญชาตญาณ
"อื้อ ๆ..."
"เงียบไว้ มีคนมา"
เมื่อได้ยินคำพูดของเหลียงเหว่ย อวี้เจียวจึงสงบลง
ตอนนี้เธออ้าปากหายใจอย่างยากลำบาก หางตาแดงเรื่อเล็กน้อยเพราะความเจ็บที่ปลายจมูก
เหลียงเหว่ยตั้งใจจะดึงมือออกทันที แต่เมื่อเห็นสภาพของเธอแบบนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
ลมหายใจอุ่น ๆ ที่เป่ารดลงบนฝ่ามือของเขา เหมือนกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ กำลังพ่นลมหายใจออกมา
ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นจากฝ่ามือไปทั่วทั้งร่าง
ดวงตาคู่สวยคู่นั้นกะพริบปริบ ๆ คล้ายจะสงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมปล่อยมือเสียที ดูแล้วน่าสงสารจับใจ
เหลียงเหว่ยรู้สึกเหมือนสมองมึนงงไปชั่วขณะ รีบดึงมือออกแล้วล้วงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายหอยสังข์ออกมาจากกระเป๋า แล้วแปะมันไว้บนผนัง
"นี่มันคืออะไรเหรอ?"
อวี้เจียวถามเสียงเบาด้วยอย่างอยากรู้อยากเห็น เพราะกลัวว่าคนที่อยู่หลังมุมจะได้ยิน ริมฝีปากสีแดงสดของเธอขยับอยู่ข้าง ๆ เหลียงเหว่ย
ใบหูของเหลียงเว่ยแดงขึ้นมาอย่างแเี แล้วรีบตอบเสียงเบาว่า
"นี่คือไอเทม"
พร้อมกับที่เขาพูดจบ มีเสียงพูดคุยเบา ๆ ดังออกมาจากหอยสังข์
"เ้าหญิงบอกว่า กระจกวิเศษของพระองค์หายไป มีคนบุกรุกเข้าไปในห้องของพระองค์ และเอากระจกวิเศษไป คนคนนั้นก็คือราชินี"
แม้เสียงนั้นจะฟังดูไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอจะบอกได้ว่าเป็เสียงของสาวใช้คนที่เปิดประตูให้อวี้เจียวก่อนหน้านี้
ต่อมา เสียงของริสเตอร์ก็ดังออกมา
"มีหลักฐานอะไรไหม?"
"เื่นี้..." คนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ เสริมว่า "นี่เป็สิ่งที่เ้าหญิงเห็นกับตาตัวเองค่ะ"
ภายในห้องไม่มีเสียงตอบกลับมาอีกเป็เวลานาน
หัวใจของอวี้เจียวเต้นแรงขึ้นทันที
ไม่รู้ทำไม เมื่อได้ยินเสียงคำถามของริสเตอร์ที่ขอดูหลักฐานแล้ว เธอกลับรู้สึกผิดขึ้นมา
ริสเตอร์ดูเหมือนจะเชื่อใจเธอมาก แต่ว่า...
พอนึกถึงภาพที่ตัวเองหยิบกระจกวิเศษออกมาอย่างไม่ลังเล แถมยังแอบเอาของของเขาไปด้วย แก้มของเธอก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
"เ้าชาย ท่านเห็นว่า..."
"รอก่อน"
สาวใช้คนนั้นกำลังจะพูดต่อ แต่คราวนี้ริสเตอร์ตัดบทเธออย่างเ็า
เสียงที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้เหลียงเหว่ยผู้มีประสบการณ์การแอบฟังมาไม่น้อย รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติในทันที
เขายื่นมือไปดึงหอยสังข์ออกจากกำแพงโดยตรง จากนั้นจึงจับมืออวี้เจียวแล้ววิ่งกลับไปตามทางที่พวกเขามา
"ถูกจับได้แล้ว วิ่งเร็ว"
อวี้เจียวไม่กล้าลังเล รีบวิ่งตามเขาออกไปทันที
ระเบียงทางเดินที่เคยเงียบสงบกลับกลายเป็เหมือนมีผู้คนมากมายปรากฏตัวขึ้นมาเสียดื้อๆ พร้อมกับส่งเสียงประหลาดต่าง ๆ นานา
อวี้เจียวก้าวยาว ๆ วิ่งไปข้างหน้า รู้สึกเพียงว่า เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างคอยดึงรั้งแขนเสื้อและเส้นผมของเธอในระหว่างที่วิ่ง
แรงนั้นแ่เบามาก แต่ความรู้สึกที่ปัดผ่านิันั้นมันช่างสมจริงเหลือเกิน พร้อมกับความรู้สึกเย็นะเื ทำให้เธอขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ขณะที่วิ่งไป เสียงฝีเท้าจากด้านหลังยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
ความรู้สึกที่กำลังจะถูกบางสิ่งกระโจนเข้าใส่ ทำให้อวี้เจียวทรมานจนแทบจะร้องไห้ออกมา
เหลียงเหว่ยหันไปมองด้านหลัง พบว่าเื้ัมีแต่หมอกสีดำหนาทึบ และในหมอกหนานั้นมีกลุ่มหมอกพุ่งออกมา ก่อตัวเป็รูปมือ พยายามจะคว้าตัวพวกเขาไว้ให้ได้
การหนีแบบนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหลียงเหว่ยจึงปล่อยมืออวี้เจียวแล้วบอกให้เธอหนีไปทางทางแยกด้านซ้ายของทางเดิน
"คุณไปทางนี้นะ ผมจะล่อพวกมันไปทางอื่น"
อวี้เจียวเบิกตากว้างเล็กน้อย ปฏิกิริยาแรกคือคิดว่าเหลียงเหว่ยเป็คนดีจริง ๆ
แต่ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกว่าเป็เพราะเธอช้าเกินไป เขาถึงหนีไม่พ้นมาตลอด
ใบหน้าของเธอแดงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่เพราะความอาย จึงรีบพยักหน้า
"ได้ คุณก็ระวังตัวด้วยนะ!"
"อืม"
เหลียงเหว่ยรีบวิ่งไปทางด้านหน้าของทางเดิน ขณะที่อวี้เจียวรีบร้อนวิ่งหนีไปทางทางเดินที่แยกออกไป
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ถอนหายใจโล่งอก และวางแผนว่าจะเดินไปทางไหนต่อ ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนอย่างรุนแรงดังมาจากด้านหลังอีกครั้ง
"ราชินีใจร้ายชั่วช้า ท่านทำให้พวกเราเดือดร้อนมากเลยนะ"
"หยุดนะ ฉันจะฉีกเธอให้เป็ชิ้น ๆ !"
อะไรกัน...
อวี้เจียวรู้สึกร้อนรนจนแทบจะร้องไห้ออกมา
ราชินีคนนี้เคยทำอะไรเอาไว้กันแน่ ทำไมถึงได้สร้างความเกลียดชังมากมายขนาดนี้
แถมพวกนี้ยังแปลกมาก ขนาดจะฉีกคนอื่นเป็ชิ้น ๆ แล้ว ทำไมยังคิดว่าเหยื่อจะยืนนิ่งรออยู่ที่เดิมล่ะ?
ตอนแรกคิดว่าเหลียงเว่ยจะล่อพวกมันไปได้หมด
แต่ไม่รู้ทำไม ท่ามกลางทางเลือกสองทาง ไอ้สิ่งนั้นกลับเลือกตามเธอมาเสียอย่างนั้น
รู้อย่างนี้ ไม่แยกกันดีกว่า
อวี้เจียวสูดจมูก รู้สึกถึงลมหายใจเย็นเยียบน่าขนลุกจากด้านหลัง เธอทนไม่ไหวจึงหันไปมองดู
แต่เพียงแค่มองครั้งเดียว เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความใ
หมอกสีดำอันทรงพลังนั้นก่อตัวเป็ใบหน้ามนุษย์ที่บิดเบี้ยวและน่าสยดสยอง ช่องว่างที่ไม่ได้ถูกเติมเต็มเผยให้เห็นวอลล์เปเปอร์สีแดงเข้มที่ผนังระเบียง ดูราวกับผู้หญิงที่มีเืไหลออกจากตาและปากกำลังอ้าปากกว้างหวังจะขย้ำเธอ
ฉากนี้ในสถานการณ์เช่นนี้ดูสยองขวัญเกินพรรณนา
อวี้เจียวใจนสะดุ้ง ในขณะเดียวกันเท้าของเธอก็ไปสะดุดกับอะไรบางอย่าง ทำให้เธอล้มลงนั่งกับพื้นโดยไม่ทันระวัง
"อึ่ก......"
หมอกสีดำได้โอกาสเหมาะทันที รีบพุ่งตรงเข้าห่อหุ้มตัวเธอไว้ ในขณะนั้นเสียงหัวเราะที่น่ากลัวอย่างสยองขวัญก็ดังขึ้น
"ไม่นะ"
อวี้เจียวกลัวจนอดไม่ไหวต้องหลับตาลง รู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่กดลงมาจากด้านหน้า
เธอรู้สึกเหมือนมีมือนับไม่ถ้วนกำลังััตัวเธอ หวังจะฉีกเธอออกเป็ชิ้น ๆ
"ช่วยฉันด้วย..."