ปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์

    บท 34 ศิษย์ร่วมสำนัก

    หลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบทั้งหมด ก็เป็นเวลายามสองเข้าไปแล้ว ดังนั้น การประกาศผลอย่างเป็นทางการ จึงต้องเลื่อนไปเป็นช่วงเช้าของวันใหม่


    แน่นอนว่าช่วงเวลารอคอยดูเหมือนไม่นานฟ้าก็จะสางแล้ว แต่สำหรับหลายคนไม่คิดเช่นนั้น หากแต่ดูแล้วเป็นไปอย่างเชื่องช้า อยากจะรู้ผลการทสอบให้แน่ใจโดยเร็ว


    ในที่สุด ตะวันสาดส่องจากทางทิศตะวันออกของสำนักอสุนีหิมะ ประกายแสงตะวันสะท้อนกับหลังคาอาราม รวมถึงเจดีย์สูงใหญ่บนเทือกเขาด้านบนที่สะท้อนแสงทองออกมาดูแล้วสวยงาม


    ที่ดินแดนหยวนอามารแถบเมืองซีแดน ไม่มีฝูงนกอสุนีเพลิงที่ในยามเช้าจะพากันบินออกมาหาอาหาร ร้องเสียงดังสนั่น เป็นการปลุกผู้คนให้ตื่นจากการหลับไหลเฉกเช่นที่สำนักเทพสวรรค์ ทว่า ที่นี่มีห่านหงส์แดงจำนวนมากที่อาศัยและหากินอยู่ในแม่น้ำ ใกล้ปากอ่าวออกทะเล ในยามเช้ามันจะบินไปรอบเมืองส่งเสียงดังช่วยปลุกผู้คนไม่มีเว้นวัน


    ในเช้าวันนี้ก็เช่นกัน ฝูงห่างหงส์แดงนับหลายร้อยตัว บินผ่านสำนักอสุนีหิมะ ช่วยปลุกผู้คนที่หลับไหลจากการรอคอยและเหนื่อยล้าให้ตื่นขึ้นมา


    ไม่นานนัก ... ผู้คนที่เข้าร่วมทดสอบเมื่อวาน ต่างเริ่มทะยอยมารวมตัวกันมากขึ้น ลู่ซือค่อย ๆ เดินมาจากมุมหนึ่งเช่นกัน ทว่าในขณะที่กำลังเดินมารวมกับกลุ่มคนด้านหน้า กลับมีแสงสีแดงพุ่งออกมาจากยอดเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมปราณไฟขนาดเท่ากำปั้นทารกจำนวนมากพุ่งเข้ามาที่ลานหน้าสำนัก


    ลู่ซือรับรู้ก่อนหน้านี้แล้วว่า มีพลังปราณจำนวนหนึ่งพุ่งเข้ามา พิจารณาดูแล้วกลับเหมือนตั้งใจจะพุ่งมาที่ตนเอง ไม่ว่าตนเองจะเดินไปทางไหน ปราณจะวิ่งวนพุ่งมาทางที่ตนเดินไป แม้จะรับรู้ได้ว่าเป็นปราณไฟที่ร้อนแรง แต่มันจะสลายไม่มีอันตราย นั่นเพราะมีจิตควบคุมปราณไฟเหล่านั้นมาด้วย


    เมื่อปราณไฟเหล่านั้นพุ่งเข้ามาใกล้เขตลานหน้าสำนัก ลู่ซือหยิบขลุ่ยเซียนขึ้นมา พร้อมเป่าบทเพลงธาราไฟ บทเพลงธาราไฟ อีกบทเพลงที่ลี้เฟยในวัฏะก่อน คิดค้นเพื่อใช้ความเย็นทำลายความร้อนจากปราณและศัสตราวุธต่าง ๆ ปราณธาราไฟที่ออกไปช่วยได้ทั้งทำลายและปกป้องตามต้องการ 


    ในครั้งนั้น ลี้เฟยเดินทางไปพร้อมกับมู่หยงฟ่าน ราชินีของลี้เฟยอีกคนหนึ่งไปช่วยเหลือผู้คนในดินแดนห่างไกลนอกเขตอนันตจักรวาล ที่เต็มไปด้วยความร้อนของหินละลายที่พุ่งเข้าสู่บ้านเมืองและผู้คน และในครั้งนั้น ลี้เฟยได้คิดค้นบทเพลงนี้ แช่แข็งและทำลายหินละลายที่พุ่งกระจายเต็มท้องฟ้าได้ทันเวลา


    ในครั้งนี้ ลู่ซือบรรเลงเพลงธาราไฟเช่นกัน คลื่นปราณความร้อนมากมายสูญสลายกลายเป็นน้ำและหายไปบนท้องฟ้าอย่างง่ายดาย ผู้คนที่กำลังแตกตื่นและวิ่งหลบ ต่างออกมาที่ลานหน้าสำนักอีกครั้ง โดยมีลู่ซือที่ยืนถือขลุ่ยกับอ้ายเหม่ยที่ยืนถือดาบอยู่


    อ้ายเหม่ยเองก็ยืนอยู่เช่นกัน นางมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความแปลกใจ และเตรียมตั้งรับ แต่พบว่า นางเองยังไม่ทันจะทำอะไร ปราณลูกไฟก็สลายไปแล้ว


    "เจ้าทำหรือ ลูกไฟเหล่านั้น สลายไปได้อย่างไรกัน " อ้ายเหม่ยหันมามองหน้าถามลู่ซือด้วยความแปลกใจ


    ในชั่วอึดใจ ชายชราคนหนึ่งก็กระโดดลงมาจากฟากฟ้า ตรงหน้าลู่ซือ พลางจ้องมองลู่ซืออย่างพินิจพิจารณา


    "ข้าได้ยินจากผู้เฒ่าคิ้วขาวว่า เจ้าสามารถใช้ปราณทำลายเป้านิ่งและเป้าเคลื่อนไหวได้พร้อมกันทั้งหมด ไม่พลาดแม้แต่จุดเดียว"


    "ข้าจึงมาดูและทดสอบเจ้าด้วยตนเอง"


    "ข้าคือเจ้าสำนักอสุนีหิมะ รุ่นที่แปดสิบเก้า ชื่อของข้าคือ จิวล่ง" เจ้าสำนักอสุนีหิมะกล่าวต่อหน้าผู้คน


    "พวกเจ้าไม่ต้องกังวลว่าข้าจะทำร้ายพวกเจ้า ปราณที่ข้าส่งมายังพวกเจ้า แม้จะดูอันตราย แต่ทว่า เมื่อปราณไฟพุ่งเข้ามาใกล้ตัวผู้คน มันจะสลายไปในทันที มันจะไม่ทำลายผู้ใดหรือสิ่งใด "


    "ข้าแค่ต้องการทดสอบผลการประเมิน ที่สำคัญอันดับหนึ่งของพวกเจ้า และอันดับหนึ่งในรุ่นนี้ ... ทำได้ดีมากทีเดียว" เจ้าสำนักจิวล่งกล่าวจบก็หันไปพยักหน้ากับลู่ซือ


    "เอาละ ... ที่เหลือท่านรองเจ้าสำนัก ผู้อาวุโสคิ้วขาวจะบอกกล่าวกับเจ้าเอง" เจ้าสำนักจิวล่งกล่าวจบก็พุ่งเป็นแสงสีแดงกลับไปยังยอดเขาที่ไกลออกไปทันที


    "เอาละ พวกเจ้าที่ผ่านการทดสอบ เข้าไปรายงานตัวได้ทันที พรุ่งนี้ จะมีการฝึกการปรับขุมพลังจิตกัน จากนั้นพวกเจ้าทุกคนรวมศิษย์ในสำนักทุกคนจะต้องรับการประเมินผลอีกครั้ง"


    "ที่สำคัญ ในอีกหนึ่งปี จะมีการเปิดพื้นที่เทือกเขาอินลู่หลิงที่ตั้งอยู่กลางดินแดนหยวนอามาร ดินแดนที่มีพื้นที่สามสภาพประกบกัน ตรงกลางเป็นทะเลสาบ ด้านบนเป็นหิมะ ด้านล่างเป็นป่าฝนดิบทึบ และอีกด้านเมื่อเดินออกไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นทะเลทราย


    พวกเจ้าจะเข้าไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และถ้าพวกเจ้าโชคดี เจ้าจะได้รับโชคลาภอันตกทอดต่อเนื่องมาจากโบราณ" รองเจ้าสำนักประกาศ


    ศิษย์ใหม่ต่างเดินเข้าไปรายงานตัวและแยกย้ายกันไปตามที่พักของแต่ละคน ลู่ซือก็เช่นกัน 


    "หาที่พักไว้ก่อนก็ดี" ลู่ซือเลือกที่พักแล้วเดินไปทันที


    ที่พักของลู่ซือในครั้งนี้ อยู่รวมกลุ่มกับผู้อื่นอีกรวมเป็นสี่หลัง เป็นศิษย์ใหม่ทั้งหมด โดยบังเอิญ ที่พักของลู่ซืออยู่ในกลุ่มเดียวกับอ้ายเหม่ย เมื่อนางเห็นก็เบ้ปากให้ทันที ลู่ซือส่ายหัวไม่ได้สนใจอะไร ส่วนอีกสองคน คนหนึ่งเป็นศิษย์พี่ของอ้ายเหม่ยมาจากสำนักหงส์เพลิง ชื่อป๋อเหวิน และอีกคนชื่อฉู่เสียนมาจากสำนักเฉิงฉาน ทั้งหมดสี่คนอยู่กระจายกันในเขตป่าหลังสำนัก


    หลังการเข้าสำนัก การปรับพื้นฐานเป็นไปด้วยดีสำหรับทุกคน นั่นเพราะคนที่เข้ามาได้ ย่อมต้องมีขุมพลังจิตที่เข้มแข็งในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น การปรับพื้นฐานขุมพลังจิต จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นการชี้แนะให้ถูกต้องในทิศทางเดียวกันเท่านั้นเอง และการทดสอบหลังจากนั้น ทุกคนจึงผ่านได้ด้วยดีไม่มีปัญหาแต่อย่างใด


    "หกเดือนผ่านไปช่างไวนัก"


    "ไม่รู้ว่าที่บ้านข้าจะเป็นอย่างไรบ้าง" อ้ายเหม่ยพึมพำเบา ๆ


    "ไม่ต้องกังวลหรอก ทางสำนักย่อมส่งข่าวคราวให้ทางบ้านเจ้า" ป๋อเหวินเดินเข้ามาได้ยินที่อ้ายเหม่ยกล่าว


    "เจ้าเองเหรอ" 


    "ข้าก็แค่คิดว่า เวลามันผ่านไปนานหกเดือนทีเดียว ไม่รู้ใครเป็นยังไงกันเท่านั้นแหละ ไม่ได้มีอะไรหรอก" อ้ายเหม่ยกล่าว


    "วันพรุ่งนี้พวกเราจะต้องไปรวมตัวที่ขุนเขาด้านบนที่ตำหนักเจ้าสำนัก" ป๋อเหวินกล่าวพลางชี้ไปยังทิศทางที่ขุนเขาตั้งอยู่ หากแต่เมื่อมองไป ขุนเขาลูกนี้สูงตระหง่านดูแล้วยิ่งใหญ่


    "ข้าได้ยินว่า ที่นั่นมีห้องมังกรบรรพกาล เป็นห้องเก่าแก่ของสำนัก มีมานานนับหมื่นปีแล้ว ไม่รู้ผู้ใดสร้างไว้ มีมาก่อนสำนักจะตั้งเสียอีก" ฉู่เสียนเดินมาสมทบ


    "อืม ... ไม่รู้ว่าข้างในเป็นสิ่งใด แต่ทุกปี สำนักจะเปิดให้ทุกคนเข้าไปฝึกฝนเป็นเวลาสูงสุดสามสิบวัน หากทนได้" ป๋อเหวินเสริม


    "หากทนได้"


    "หากทนสิ่งใดกัน" อ้ายเหม่ยหันมาถามด้วยความสงสัย


    "หากทนแรงกดดันได้"


    "เล่ากันว่า เจ้าสำนักคนปัจจุบันอยู่ได้นานที่สุดสิบวันก็ต้องออกมาแล้ว"


    "ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครทนได้นานกว่าสิบวันมาก่อน" ป๋อเหวินอธิบาย


    "เราจะเดินทางกันเช้าวันพรุ่งนี้ มีบางส่วนเดินทางไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะไปกันวันพรุ่งรุ่งเช้า" ลู่เสียนตอบ


    "พวกเราจะไปพร้อมกันหรือไม่" ฉู่เสียนหันไปถามทั้งป๋อเหวิน อ้ายเหม่ย และลู่เซียน แต่ความจริงแล้ว บุคคลที่ตัวมันรอคำตอบจริง ๆ คือ อ้ายเหม่ยจากสำนักเดียวกันผู้เดียว


    ทุกคนไม่ได้ตอบ หากแต่พยักหน้าเป็นการตอบรับ


    ลู่ซือนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้กล่าวสิ่งใด จากนั้นจึงหยิบขลุ่ยเซียนมาบรรเลงเพลง และในเวลาไล่เลี่ยกัน หากจะมีใครสังเกต หรือมองลงไปที่เรือบรรพกาล ย่อมจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของเรือเหาะบรรพกาลที่ลอยอยู่ห่าง ๆ


    วงแหวนแห่งสีในยามนี้มีสีแดงเพลิง สีน้ำตาล สีดำ และสีเหลืองแดง เต็มไปด้วยอักขระหยวนบรรพกาลมากมาย หากแต่ไม่มีคลื่นพลังใด ๆ 


    ส่วนในสำนักอสุนีหิมะ เนื่องจากระยะห่างของที่ตั้งกับตัวเรือเหาะ ไกลพอสมควร ดังนั้น จึงยังไม่มีใครรู้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว



    นิยายแนะนำ