ผมคิดเื่นี้มาตลอดว่าผมสามารถฆ่าคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้มีภาพผู้อำนวยการซ้อนทับเพื่อประโยชน์ของตัวเองได้หรือไม่เพราะผมกลัวว่าเมื่อก่อเหตุต่อไปเรื่อย ๆ จะต้องมีผู้เห็นเหตุการณ์เข้าสักวัน ด้วยความคิดแบบนั้นผมจึงใส่เสื้อฮู้ดสวมหมวกปิดหน้าปิดตาและย้ายบ้านอยู่บ่อยครั้ง ตอนนี้เหมือนกับความจริงที่ผมพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดจะมาถึงแล้ว
ก่อนอื่นต้องเช็กว่าใครสะกดรอยตาม
กังวลยังไงก็คงไม่ได้คำตอบ บางทีคำตอบอาจจะบอกธาตุแท้ของผมก็ได้
-กริ๊ก
หลังจากจอดรถผมก็เดินเข้าไปในบ้านทันที ผมไม่เปิดไฟแอบมองไปข้างนอกระหว่างผ้าม่านที่ห้อยอยู่ รถตู้สีดำจอดดับเครื่องอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม
“ยังสังเกตการณ์อยู่สินะ”
หลังจากที่ผมถอดเสื้อฮู้ดและเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมก็สวมหมวก
-พรึ่บ
ทั้งเสื้อฮู้ดและกางเกงลอยอยู่กลางอากาศเพื่อให้เหมือนว่าผมยังอยู่ในบ้าน
“ดี อย่างงั้นแหละ ค่อย ๆ”
ดีที่ฝึกมาบ้าง
ผมใช้พลังจิตของผมจัดท่าทางเสื้อผ้าให้เคลื่อนไหวเหมือนคนได้อย่างเป็ธรรมชาติผมถอยไปอยู่ตรงหน้าประตูแล้วเปิดไฟห้องนั่งเล่น แค่นี้ถ้ามองผ่านผ้าม่านก็ดูเหมือนว่ามีคนอยู่จริงๆ
ผมออกจากห้องและลงบันไดไป พลังจิตยังคงถูกใช้อยู่ ถึงแม้จะอยู่ไกลจนมองไม่เห็นแต่ถ้าได้เชื่อมต่อกับพลังจิตแล้วก็ยังสามารถควบคุมได้ ส่วนข้อเสียคือถ้ามองไม่เห็นก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าต้องขยับขนาดไหนหรือตรงไหน ทำให้ความสามารถในการใช้พลังจิตของผมต่ำลงเหมือนกับการเล่นรถบังคับจากระยะไกล แต่เพราะว่าผมคุ้นเคยกับห้องนั่งเล่นรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน การควบคุมเลยไม่ยากเท่าไหร่
-แกร๊ก
ผมไม่ใช้ประตูหน้าทางออกออฟฟิศเทล แต่ใช้ประตูทางหนีไฟออกไปแทน ที่นั่นมีรถมอเตอร์ไซค์อยู่คันหนึ่งผมทำการเปลี่ยนป้ายทะเบียน
“ถ้างั้น เริ่มเลยดีไหม”
ผมเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนของผมกับกล้องวงจรปิดภายในบ้านที่ถูกติดตั้งไว้ที่ห้องนั่งเล่นพอมองเห็นห้องนั่งเล่นบนจอก็ใช้พลังจิตของผมเคลื่อนย้ายเสื้อผ้าไปกดปิดสวิตช์ไฟเพื่อให้เหมือนว่าผมกำลังจะเข้านอน
“ดูซิ พวกมันจะทำยังไง”
ไฟดับแล้ว พวกมันยังจะสะกดรอยตามอยู่หรือจะเข้ามาใกล้กว่าเดิม ผมจ้องรถตู้สีดำอย่างใจจดใจจ่อรอประมาณสามสิบนาที รถคันนั้นก็ขับออกไปทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
-บรืนนน
ผมสวมหมวกกันน็อกและสตาร์ตรถ คราวนี้ผมจะเป็ฝ่ายสะกดรอยตามพวกมันบ้างเพื่อที่จะยืนยันว่าเป็ใคร เพราะอะไร และจะตามสืบเื่ของผมไปถึงไหน
คังชินแจ อันดับ 2 ของแก๊งัดำ
เขาออกคำสั่งกับมือขวาของเขา ชเวชิลซัง
อย่างแรกคือ ให้ไปจับตัวพวกที่ขายยาให้คังฮยอนซอง
อย่างที่สองคือ ให้ลักพาตัวโปรกอล์ฟ ยอมซอกฮุนคนที่มีปากเสียงกับคังฮยอนซองก่อนที่เขาจะตาย
ส่วนที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคือพวกขายยา เพราะคิดไว้ว่ายาเสพติดเป็ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุและความยากลำบากในการจัดการคนขายยากับคนธรรมดามันแตกต่างกันมาก และด้วยเหตุผลนั้นทำให้ชเวชิลซังลงมือตามพวกขายยาเอง ส่วนการลักพาตัวยอมซอกฮุนฝากไว้กับเพื่อนร่วมงานคนสนิทของเขาจางควอนอิล
“ลูกพี่ครับ ตามมันไปเท่าไหร่ก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ”
ลูกน้องที่ขับรถพูดขึ้น จางควอนอิลนั่งอยู่ข้างคนขับตอบกลับว่า
“ก็ต้องเช็กสิว่ามีประโยชน์หรือไม่มี ตามมาแค่ไม่เท่าไหร่ มาพูดอะไรแบบนี้วะ”
“ขอโทษครับ แต่ทุกที่ที่มันไปมีคนเยอะ...”
“มันเป็โปรไง โปรกอล์ฟก็ต้องมีแต่คนรู้จักไม่ใช่เหรอ”
“ก็คงงั้นแหละครับ ผมคิดน้อยเองครับลูกพี่”
“ขับรถไปดี ๆ อย่าให้มันจับได้”
จางควอนอิลหันไปดูทางเบาะหลัง
“จงอู”
“ครับลูกพี่”
“เช็กกล้องวงจรปิดตรงถนนอยู่ใช่ไหม”
ได้ยินดังนั้นผู้ชายคนนั้นจึงหยิบโน้ตบุ๊กมาวางไว้บนตักและตอบว่า
“ครับ กำลังเช็กอยู่ครับ”
“หากมีทางที่พอจะใช้ได้ก็ลองดูด้วย”
เขาหมายถึงเส้นทางที่จะใช้ระหว่างลักพาตัว
“ครับ ผมจะตรวจสอบจุดสำคัญให้หมดเลยครับ”
“หัวไวดีนี่”
“ขอบคุณครับพี่”
จางควอนอิลยิ้มและกลับมามองด้านหน้าแลนด์โรเวอร์ขับไปในหลายที่ประมาณครึ่งวันจนถึง่ดึกถึงได้กลับมายังออฟฟิศเทลที่น่าจะเป็ที่อยู่อาศัยของเขา
“หืม เทียบกับรถที่ขับ บ้านนี่ไม่ค่อยหรูเท่าไหร่เลยแฮะ”
ออฟฟิศเทลเป็ตึกที่ดูเก่าแก่ ล้าสมัยไม่ได้เพิ่งถูกสร้างขึ้นแต่อย่างใด บ้านรอบข้างก็มีแต่วิลล่าเก่า ๆสภาพของออฟฟิศเทลเองก็ดูไม่เหมาะกับยอมซอกฮุน
“ลูกพี่ครับ ผมดูเอกสารที่ลูกพี่จองมันส่งให้แล้วไอ้หมอนี่มันไม่พี่น้อง ไม่มีครอบครัว ไม่ได้รวยมาั้แ่เกิดด้วยครับ”
“จริงหรือ”
“ครับ”
“ได้ยินมาว่าจะเป็โปรกอล์ฟทีใช้เงินไม่ใช่น้อยเลยแสดงว่าไอ้เด็กกำพร้านี่ก็เก่งเอาเื่”
จางควอนอิลมองไปที่ออฟฟิศเทลผ่านหน้าต่างรถ
“เฮ้ย ตึกเก่าขนาดนั้นไม่น่าจะมีกล้องวงจรปิดใช่ไหม”
คำถามของเขาได้รับคำตอบจากลูกน้องที่เคยทำงานเป็รปภ.
“จากประสบการณ์ของผม ตึกเก่าแบบนั้นน่าจะมีแค่ในลิฟต์ครับ”
“ขึ้นบันไดเข้าไปทางประตูตรง ๆ ก็คงจบ จงอู กล้องวงจรปิดรอบ ๆ ล่ะ”
“แถวนี้ มีตรงข้างหน้าอีก 200 เมตรครับ”
“หลบแค่อันนั้นก็พอใช่ไหม”
“ครับ ถ้าหลบคนอื่นแล้วใช้ตรอกข้างตึก พวกกล้องในรถก็จับภาพไม่ได้แล้วครับ”
“ดี งั้นตรงนี้ก็เหมาะเลย พวกแกคิดว่าไง”
“ผมก็คิดแบบนั้นครับ”
จางควอนอิลมองไปที่ออฟฟิศเทลที่เปิดไฟอยู่ นอกจากยอมซอกฮุนก็ไม่มีใครเข้าไปอีกเลยคิดจะบุกเข้าไปจับตัวออกมาเลย
“เช็กบ้านที่มันอยู่ก็แล้ว...”
ทางเดินปลอดคน ดูจากสถานการณ์ วันนี้น่าจะลงมือได้ ขณะที่จางควอนอิลสังเกตการณ์บริเวณรอบๆ อยู่ จงอูก็ถามขึ้นว่า
“ลูกพี่ครับ วันนี้เอาให้จบงานเลยไหมครับ”
“สถานที่ก็เหมาะ ทางให้หนีก็ไม่แย่ วันนี้ก็น่าจะจบแล้วแหละ”
“แต่ว่า...เคอร์ฟิวมีผลจนถึงพรุ่งนี้ เขาสั่งมาว่าถ้าจะลงมือทำอะไรก็ให้ระวังไว้ก่อนครับ”
“ยังไม่หมดอีกเหรอ”
“ถึงพรุ่งนี้ครับ”
“เฮ้อ งั้นก็ช่วยไม่ได้ ไอ้หมอนั่นมันโชคดีจริง ๆ”
ตอนนั้นดวงไฟในบ้านยอมซอกฮุนที่เคยเปิดอยู่ถูกปิดลง พวกเขามองผ่านผ้าม่านเข้าไปไม่เห็นแต่สามารถเดาได้ว่ายอมซอกฮุนเข้านอนแล้ว
“เฮ้อ น่าเสียดาย วันนี้หมอนั่นเหมือนจะนอนเร็วซะด้วย”
จางควอนอิลรู้สึกเสียดาย เขาอยากจะจบงานนี้ให้เร็วที่สุดเพราะว่าเขาอยากจะไปช่วยงานจับพวกแก๊งค้ายาที่ชเวชิลซังเป็คนลงมืออยู่เพื่อทำแต้มเพิ่มอีกสักหน่อย
“ลูกพี่ครับ มันนอนแล้ว พวกเรากลับกันก่อนไหมครับ”
ลูกน้องที่นั่งอยู่ประจำที่นั่งคนขับ โดนจางควอนอิลตบเข้าที่ท้ายทอย
“ไอ้นี่ ถ้าสมมติว่ามันยังไม่นอน แต่ออกไปข้างนอกล่ะ แกจะไม่เช็กหน่อยหรือไง”
“ก็ลูกพี่บอกว่ามันนอนแล้วนี่ครับ ผมนึกว่า...”
“ฉันบอกว่าเหมือนจะนอนแล้ว บอกตอนไหนว่ามันนอนหลับไปแล้ว”
“ขะ...ขอโทษครับ”
ถึงเขาจะรู้สึกว่าไม่ใช่แบบนั้นก็ต้องอดทนไว้ มาเฟียเองก็มีลำดับขั้นอยู่ระดับล่างอย่างตนที่มีหน้าที่แค่ขับรถถ้าคิดจะอยู่วงการนี้ต่อก็ต้องมีการเลียแข้งเลียขากันบ้าง
“รออีกสักสามสิบนาที ถ้ามันไม่ออกมาก็กลับได้”
“ครับ ลูกพี่”
สามสิบนาทีต่อมา
เป้าหมายไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร จางควอนอิลดูเวลาและพยักหน้าเล็กน้อย
“ไปได้”
หลังจากได้รับคำสั่ง รถตู้สีดำก็เคลื่อนตัวออกจากหน้าออฟฟิศเทล ปลายทางคือสถานบันเทิงในคังนัม
“จอดหน้าโมเต็ลตรงโน้น”
“ครับ ลูกพี่”
จางควอนอิลลงจากรถและพูดว่า
“จงอู พรุ่งนี้วางเส้นทางการเดินทางไว้ด้วย แล้วไปวนดูแถว ๆ นี้สักรอบค่อยกลับห้องถ้ามีเื่อะไรก็ติดต่อมา”
“ได้ครับ”
“เคอร์ฟิวหมดเมื่อไหร่ก็เตรียมไปจับมันได้เลย ตื่นตัวเข้าไว้ เออนี่ จงอู”
“ครับ ลูกพี่”
“ไปสืบมาหน่อยว่าทางลูกพี่ชิลซังเป็ยังไงบ้างแล้ว”
“ได้ครับลูกพี่ ตรวจสอบเสร็จจะติดต่อไปนะครับ”
“เออ ไปได้แล้ว”
พอรถตู้เคลื่อนตัวออกไป จางควอนอิลก็เดินเข้าไปที่ลานจอดรถของโมเต็ล เขาหยิบกุญแจรถที่เป็ยี่ห้อที่มีสัญลักษณ์ดาวสามแฉกออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
-ปี๊บ
เขาเห็นตัวเองจากกระจกมองหลังของรถคันโปรดที่ได้มาจากการเป็ลูกพี่ของแก๊งจางควอนอิลนั่งลงตรงตำแหน่งคนขับด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข
“อ่า นี่สิ ความสบายมันต่างกันเลย”
เขาผิวปากและเคลื่อนรถออก พอออกมาจากลานจอดรถของโมเต็ลสู่ถนนก็มีมอเตอร์ไซค์ขับตามหลังเขามาราวกับติดเครื่องติดตามไว้หายไปตรงทางแยกแต่กลับมาปรากฏตัวอีกทีตรงสี่แยกถึงจะเป็คนที่รู้สึกตัวไวขนาดไหนก็อาจจะรู้ตัวได้ยาก
จางควอนอิลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาใครบางคน
“ท่านครับ นี่ผมเองนะครับ จางควอนอิล”
“ว่ามา”
“สัปดาห์นี้ผมจะไปจับใครบางคน อยากให้ท่านเตรียมห้องว่างไว้ให้หน่อยน่ะครับ”
“เหรอ ใช้เตาเผาด้วยรึเปล่า”
“ลูกพี่ใหญ่เขาจะจัดการเอง อาจจะใช้ด้วยครับ”
“ลูกพี่ใหญ่? ลูกพี่ใหญ่ของแกนี่ใครกัน”
“ลูกพี่ชินแจครับ”
“อ่อ นัมเบอร์ทู คราวหน้าเรียกว่านัมเบอร์ทูก็พอ มันวุ่นวาย มาเรียกลูกพ่งลูกพี่ใหญ่อะไรเยอะแยะไปหมด”
“ฮ่า ๆ คนอย่างผมเรียกคนใหญ่คนโตแบบนั้นได้ด้วยเหรอครับ”
“ไร้สาระ เป็นัมเบอร์ทูก็เรียกนัมเบอร์ทูสิ จะเป็ไรกัน”
เขายิ้มให้กับการหยอกเล่นของท่านผู้เฒ่า
“ยังไงก็ฝากด้วยนะครับท่าน”
“นี่ ไอ้หนุ่ม”
“ครับ”
“จากที่ฉันได้ยินมา ชินแจลงมือหลายครั้งแล้ว... จะมีเื่อะไรกันหรือเปล่า”
“ไม่ครับ ไม่มีเื่อะไรแบบนั้นครับ”
“ถ้าไม่ใช่ก็ค่อยโล่งอกหน่อย เอาแต่พอดี ๆ เถอะ ถ้ายิ่งเปื้อนเืทางโอฮยอนโจก็ได้เปรียบน่ะสิ”
“ทำไมครับ ถ้าลูกพี่ฮยอนโจดำรงตำแหน่งต่อ กลัวว่าจะไม่ดูแลท่านหรือครับ”
“หึ ๆ ฉันแค่พอมีพอกินก็พอแล้ว แต่พวกแกนั่นแหละ จะหนักใจเอา”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ลูกพี่ใหญ่เขาคงเอาอยู่แหละครับ”
“ยังไงก็เถอะ มันดูหัวแข็งอยู่นะ เออ ช่างมัน ฉันวางสายก่อน!”
บทสนทนากับปลายสายจบไปพร้อมกับคำพูดนั้น
“ตาแก่นั่นมาทำให้หัวร้อนเฉย เหอะ”
จางควอนอิลเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าเสื้อและขับมาถึงแถวละแวกบ้าน เขาขับรถเข้าไปในอพาร์ตเมนต์หรูที่ได้รับเป็ของขวัญจากการเข้าร่วมแก๊ง
“ผู้ชายน่ะ มันต้องอยู่ในที่เท่ ๆ แบบนี้สิ”
รถดี ๆ บ้านดี ๆ นอกจากนี้ เงินก็ดี แถมยังมีลูกน้องคอยก้มหัวให้ วันนี้จางควอนอิลกลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ
พอเขาเปิดประตูเข้าไปในบ้านก็เปิดไฟ นอกหน้าต่างเป็วิวทิวทัศน์ที่เห็นแม่น้ำฮันทางด่วนที่มีรถวิ่งอยู่
“คิก ๆ เห็นทีไรก็เป็วิวที่ดีชะมัด”
เขาเดินไปทางห้องน้ำ การดื่มเบียร์สักกระป๋องหลังอาบน้ำถือเป็กิจกรรมสุดท้ายของวันนี้
-ฟู่ววว
จางควอนอิลคิดในขณะที่ฟองเบียร์กระเด็นใส่ เป็เพราะคำพูดอันแสนคลุมเครือของตาแก่ยังวนเวียนอยู่ในหัว
แก๊งัดำจะแยกออกเป็สองฝ่าย
นั่นคือฝ่ายที่ยึดมั่นในการใช้กำลังที่มีมาแต่เนิ่นนานนำโดยคังชินแจและอีกฝ่ายที่ตั้งใจจะบริหารแก๊งให้เป็ไปในรูปแบบธุรกิจ นำโดยโอฮยอนโจ
คังชินแจเป็ลำดับที่ 2 ขององค์กร เป็ลูกเขยของบอสใหญ่ส่วนโอฮยอนโจเป็ลูกชายของบอสใหญ่และเป็ผู้หารายได้เข้าองค์กรได้มากขึ้นเป็สองเท่า
ถ้าจะเปรียบกันแล้ว คังชินแจก็ยังมีความได้เปรียบมากกว่า แต่อิทธิพลของโอฮยอนโจก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่ยุคกี่สมัย ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเงินยังคงมีอิทธิพลอยู่เสมอ
“ถ้าลูกพี่ฮยอนโจได้เป็บอสใหญ่ขึ้นมา คนที่ใช้เป็แต่กำลังอย่างตนต้องถูกกำจัดแน่”
ทางที่ดีที่สุดของแก๊งคือ การที่โอฮยอนโจไปเป็มือขวาของคังชินแจ โอฮยอนโจคอยหาเงินส่วนคังชินแจขึ้นเป็บอสใหญ่โดยการประสานทั้งด้านมืดและด้านสว่างของแก๊ง จางควอนอิลคิดถึงแก๊งัดำในลักษณะที่ควรจะเป็ปัญหาคือโอฮยอนโจไม่น่าจะยอมง่าย ๆ
“เฮ้อ ไม่รู้แล้วเว้ย”
จางควอนอิลส่ายหน้าไปมา เขาอาบน้ำอย่างลวก ๆ และออกมาจากห้องน้ำ แต่ไฟในห้องนั่งเล่นกลับถูกปิดจนมืดสนิท
“เอ๋? เมื่อกี้ก็ว่าเปิดไฟทิ้งไว้นะ...”
อาจจะเป็เื่บังเอิญ ในตอนนั้นเองที่เขาคิดว่าไฟดับกำลังจะหาโทรศัพท์มือถือก็เห็นใครบางคนกำลังใกล้เข้ามาจากในความมืด
“คะ...ใครน่ะ!”
เป็คำถามที่ไม่้าคำตอบ เพราะมันถูกพูดออกไปอย่างอัตโนมัติ
“แล้วแกล่ะ เป็ใคร”