ตอนที่ 6 ลมหวง
“แล้วนี่คุณเป็ใครและหมายถึงรุ้งไหน” จากเสียงทุ้มนุ่มที่ตอบไปอย่างสุภาพในทีแรกก็เริ่มจะแข็งขึ้น
“อ๋อ หรือว่ามีในคลังเยอะจนจำไม่ได้ว่ารุ้งไหนฮึ แกนี่มัน”
แต่ก่อนที่ชายหัวร้อนคนนั้นจะพุ่งตัวเข้ามาหาเขาก็ได้เอ่ยปรามไว้
“ใจเย็น ๆ ก่อน คุณ ค่อย ๆ เล่าให้ผมฟังได้ไหม”
ลมหายใจของเจษฎาเต็มไปด้วยความฉุนเฉียวพลันนิ่งไปสักพักราวกับจะตั้งสติ ก่อนจะชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
“พริตตี้ที่ชื่อปานรุ้งโน่นน่ะ ที่ยืนบิดไปบิดมาข้างรถสีดำนั่นไง”
เสียงเข้มจากชายคนดังกล่าวดูฉุนเฉียวไม่น้อยจนเมื่อเรวัตรมองตามที่เขาชี้เขาก็เห็นว่ารถที่ปานรุ้งเชียร์อยู่ในตอนนี้นั้นต่างมีชายหนุ่มมามุงดูกันมากเป็พิเศษ
“อ๋อ คุณปานรุ้งนี่เอง”
“สรุปคือนายรู้จักใช่ไหม แล้วนายเป็อะไรกับเธอ”
เรวัตรมองคนตรงหน้าอย่างฉงนรู้สึกไม่ไว้ใจ
‘หรือนี่จะเป็ผู้ชายที่จะมาหลอกคุณรุ้งอีกคน’
“แล้วคุณล่ะเป็อะไรกับเธอ”
“นั่นไม่ใช่เื่ของนาย ตอบคำถามฉันมาก่อนว่านายเป็อะไรกับเธอ วันก่อนฉันเห็นเธอกับนายที่บ้านของเธอ และไหนจะที่โรงแรมอีก”
เรวัตรยืนมองคนตรงหน้าอย่างชั่งใจคำพูดของคนตรงหน้าที่ออกมานั้นน่าจะเคยชินกับการออกคำสั่งน่าดูหรือถ้าเขาไม่ตอบให้ถูกใจคนตรงหน้าล่ะก็คงเป็ฟันของเขาที่จะร่วงหมดปากในไม่ช้าแน่ ๆ
และไม่ถึง 5 วินาทีดี ก็เป็อย่างที่เขาคิดจริงๆ มือหนาของชายหนุ่มที่ดูจะเด็กกว่าเขาหลายขวบปีนั้นคว้าคอเสื้อของเขาอย่างแรงโดยที่ไม่ทันตั้งตัว
“ผมกับคุณรุ้งไม่ได้เป็อะไรกัน”
“งั้นพูดออกมาอย่างลูกผู้ชายสิว่าถ้านายไม่ได้เป็อะไรกันกับเธอจริง แล้วจะไปบ้านเธอทำซากอะไรแล้วไหนจะออกมาจากโรงแรมด้วยกันอีก”
“ผมกับปานรุ้งไม่ได้เป็อะไรกันอย่างที่คุณคิดแน่ๆ ใจเย็น ๆ ก่อน พอดีผมไปเจอเธอเข้าที่โรงแรมธาราอันตราแล้วชุดที่เธอใส่ดันโดนเกี่ยวขาดจนโป๊ ผมเลยให้เสื้อคลุมตัวเธอไว้แล้วก็อาสามาส่งเธอที่บ้าน และที่เธอไปโรงแรมเพราะเธอทำกับข้าวไปให้ผมกินเพื่อทดแทนที่ผมให้เสื้อคลุมเธอ”
“แค่นั้นน่ะนะถึงขนาดต้องต้องทำอาหารไปให้นายด้วย”
เรวัตรเองก็กระอักกระอ่วนใจที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เธอเกือบจะถูกทำมิดีมิร้ายในวันนั้นให้คนตรงหน้าฟังอีกอย่างท่าทีของชายหนุ่มตรงหน้าก็ดูแปลก ๆ เื่ไว้ใจได้หรือไม่ก็เื่หนึ่งแต่ท่าทางและคำถามที่เขาเกี่ยวกับปานรุ้งนั่นล่ะที่ดูทะแม่ง ๆราวกับเป็เ้าข้าวเ้าของคุณปานรุ้งอย่างไรอย่างงั้น
“แล้วทำไมคุณไม่ไปถามเธอเองล่ะ”
“ฉันถาม นายมีหน้าที่แค่ตอบ มันยากตรงไหน”
“นี่ แต่ผมอายุมากกว่าคุณ ยังไงก็ควรสุภาพหน่อยนะครับ”เขาเอ่ยปรามท่าทางที่ดูก้าวร้าวแบบนั้น “แล้วนี่คุณกับคุณปานรุ้งเป็อะไรกันงั้นหรือคุณถึงได้มีท่าทีโกรธจัดขนาดนี้”
“ฉันบอกแล้วไงว่านายไม่มีหน้าที่ถาม”
จนในตอนนั้นเอง พลระพีก็ตามมาที่ห้องน้ำเพราะเห็นพี่ชายตนมาห้องน้ำนานแล้ว
“เรายังคุยกันไม่จบหรอกนะ”เจษฎาทิ้งท้ายแค่นั้นก็เดินออกไป ท่าทางยังดูหัวเสียไม่น้อย แถมดูจะไม่เชื่อกับคำตอบของเขาอีก
ในตอนนั้นเอง พลระพีก็ได้เอ่ยถามขึ้นด้วยความใกับสิ่งที่เห็นเมื่อครู่
“พี่เป็ไงบ้าง แล้วไอ้หมอนั่นเป็ใคร”
“ไม่มีอะไรหรอก มีเื่เข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะแต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว” เขาตัดสินใจบอกไปแบบนี้เพื่อไม่ให้มีปัญหา
ร่างสูงใหญ่ของเจษฎาเดินตรงเข้าไปในงานแสดงรถโดยมีเป้าหมายคือพริตตี้สาวที่ยืนอยู่ข้างรถคันสีดำที่กำลังตอบคำถามชายวัยดึกที่มาดูรถอีกทั้งยังมีสายตากะลิ้มกะเหลี่ยเธออยู่ตลอดเหมือนผู้ชายคนอื่น ๆและเมื่อเห็นแบบนั้น เขาก็เผลอกำหมัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัวและถ้าใครมีตาวิเศษก็คงจะสามารถััได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขาในตอนนี้ได้เป็แน่
ด้วยเหตุนั้นทันทีที่แทรกผู้คนจนไปถึงตัวเธอได้แล้วนั้นเองเขาก็ได้ผลักชายคนหนึ่งที่กำลังจะเอาตัวมาเสียดสีกับร่างบาง และมือหนาของเขาก็ได้คว้าข้อมือบางของปานรุ้งในทันที
“กลับบ้าน”
หญิงสาวถึงกับหน้าเหวอ
“แล้วนายมายุ่งอะไรเนี่ย ฉันทำงานอยู่นะ”
ในตอนนั้นเองก็ได้เกิดเสียงก่นด่าด้วยความไม่พอใจดังขึ้นตามมาเป็แถบ ๆจากบรรดาชายหนุ่มที่อยู่บริเวณนั้นด้วย
“เฮ้ย เอ็งเป็ใครวะ กล้าดียังไงมาจับไม้จับมือน้องรุ้งแบบนั้น”
แต่ชายหนุ่มไม่ได้นึกสนใจกับคนพวกนั้นก่อนจะกระชากแขนบางที่พยายามแข็งขืนกับเขาด้วยแรงที่มากกว่า
“บอกว่ากลับก็กลับสิ”
“นี่นายกุ๊ย นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน ปล่อย” ปานรุ้งยังคงไม่ยอม
“เฮ้ย ปล่อยน้องเขานะเว้ย”
“แกไม่ต้องมายุ่ง”
ด้วยเสียงและสายตาที่เฉียบขาดนั่นทำให้ชายสูงวัยที่กร่างในตอนแรกถึงกับหงอไปในทันที
“แล้วไม่คิดบ้างหรือว่าที่ตัวเองทำอยู่นี่มันทุเรศแค่ไหนแต่งตัวแบบนี้ อย่าใส่มันดีกว่ามั้งเสื้อผ้าน่ะ” ทันทีที่ว่าจบเขาก็ดึงแขนเธอต่อ “ดูสิ ไอ้พวกผู้ชายมันมองเธอตาเป็มันอีกนิดมันก็มองทะลุตัวเธอจนเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”
“นี่ จะบ้าหรือไง เดี๋ยวมันก็เสร็จแล้ว ไปให้พ้นฉันจะทำงาน” ยิ่งเขาพูดออกมาเท่าไหร่เธอก็ยิ่งอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวข้าง ๆ เดินชักช้าไม่ทันใจเขาจึงตัดสินใจคว้าร่างอันเบาหวิวนั้นขึ้นพาดไหล่อย่างรวดเร็ว
“ตาบ้า ปล่อยฉันนะ” หญิงสาวทั้งทุบ ทั้งดิ้นไปมาอย่างไม่ยอมก่อนจะโดนเขาพาอุ้มออกไปในที่สุด ท่ามกลางสายตาที่ทุกคนต่างมองอย่างตะลึง รวมถึงเรวัตรด้วย
‘หึงน่ากลัวชะมัด นี่หมอนี่เป็แฟนคุณปานรุ้งอย่างงั้นเองหรือแต่ว่าที่เรารู้มาคุณปานรุ้งยังไม่มีใครนี่นา หรือว่าเธอไม่ได้บอกเรา’
“อ๋อ นึกออกแล้วว่าใคร” พลันในตอนนั้นพลระพีที่ยืนข้าง ๆ เขาก็ได้เอ่ยออกมาด้วยเสียงค่อนข้างดัง
“เขาเป็ใคร”
“ท่าทางนักเลงแบบนั้น ลูกชายคุณสุรชัย เ้าของไร่ครูสะอาดที่คอยส่งผักผลไม้ให้โรงแรมเราน่ะพี่ชื่อเจษฎา”
“งั้นหรือ” เขาอึ้งไปไม่น้อย“เป็นักเลงด้วยหรือ”
“แต่เขาทำเพื่อปกป้องไร่ของเขานะไม่ให้ใครมาทำอันตรายหรือยุ่งอะไรที่ไม่เข้าเื่ถ้าไม่มีใครไปยุ่งก่อนพวกเขาเป็คนดีครับ เท่าที่ผมรู้และััมานะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเรวัตรจึงยืนคิดอะไรอยู่สักพักอย่างชั่งใจว่าจะทำดีหรือไม่
ทันทีที่พ้นจากพื้นที่ในห้าง ปานรุ้งก็โวยลั่นใส่คนที่อุ้มเธอมาตลอดทางแต่สุดท้ายคำบ่นด่าทั้งหลายก็หาได้นำพาแต่อย่างใดไม่
“งานนี้ได้เงินเยอะแค่ไหนนายรู้ไหม นายพาฉันกลับไปเดี๋ยวนี้”
จนเมื่อถึงรถกระบะคันเก่าเขาก็โยนเธอตรงที่นั่งข้างคนขับ ก่อนจะหยิบเทปกาวออกมาจากที่เก็บของแล้วพันปากเธอไว้ โดยให้ลูกน้องจับตัวยึดไว้ ในขณะที่เธอยังคงพยศพลางร้องอู้อี้จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อกล้ามที่ใส่อยู่จนเผยให้เห็นมัดกล้ามหกแผ่นชัดเจนแล้วโยนให้เธอ
“เอาไปใส่ซะ แล้วนั่งนิ่ง ๆ ถ้ายังไม่นิ่งจะเอาไปปล่อยป่า และถ้ายังไม่นิ่งอีกจะเลื่อนขั้นเป็ป่าช้า”
ขู่ไปก็เท่านั้น เพราะเธอไม่ได้นึกกลัว ก่อนจะจ้องตากลับมาอย่างท้าทายโดยในตอนนั้นเองร่างเล็กก็หันไปจะจับที่เปิดรถ แต่ก็ถูกมือหนาใหญ่เข้ารวบมือไว้
“ว่าแล้วเชียว ยัยตัวแสบ ฤทธิ์เยอะนักใช่ไหม”
ด้วยเหตุนั้นที่ข้อมือทั้งสองของปานรุ้งในตอนนี้จึงถูกเทปสีดำพันเอาไว้แน่น
“อยากลองหรือว่าคนอย่างฉันจะทำจริงไหมจะบอกให้นะ คนอย่างฉันน่ะพูดจริงทำจริง ไม่เชื่อถามสองคนหน้ารถได้เขาเป็ลูกน้องฉันเอง”
‘ปิดปากแบบนี้จะพูดอะไรได้ยังไงเล่า ตาทึ่มเอ้ย’
แต่ในขณะที่ขับรถไปนั้นเอง จู่ ๆ ก็ได้มีรถยนต์คันสีดำมาแล่นมาตัดหน้าทำให้รถกระบะของเขาต้องหยุดกะทันหัน
“เกิดอะไรขึ้น รถนั่นมาขับปาดหน้าเราทำไมกัน”
แต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบ ก็”ด้ปรากฏร่างชายชุดดำสองสามคนลงมาจากรถคันดังกล่าวก่อนจะเคาะกระจกคนขับ
“มีอะไรคุณ”ลูกน้องที่เป็คนขับเลื่อนกระจกถาม
แต่ทว่าชายชุดดำคนนั้นกลับชักปืนขึ้นมาก่อนจะจี้มาที่ขมับของคนขับรถ และเมื่อเห็นแบบนั้นหญิงสาวคนเดียวในรถที่ถูกมัดทั้งมือปิดทั้งปาก ก็ได้แต่ดิ้น ร้องเสียงอู้อี้ไปมาด้วยความใ
“ส่งตัวคุณปานรุ้งมา”
“พวกแกเป็ใคร แล้ว้าตัวรุ้งไปทำไม”
“ไม่ต้องพูดมาก ส่งตัวคุณปานรุ้งมา”
เจษฎายิ้มออกมาซึ่งเป็ยิ้มที่ชวนให้ขนลุกมากกว่า
“ใจเย็น ๆ สิพวก ค่อย ๆ คุยกันดีกว่าไหม”
-----------------------------------------------------------------------------
บนโซฟาในห้องนั่งเล่นนั้นเองรินนรีกำลังไลน์คุยกับเพื่อนสนิทอย่างจิ๊บเพื่อระบายความอึดอัดในใจที่สุมอกเื่พ่อโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนกำลังโดนแอบมองอยู่ห่าง ๆ จากด้านนอกของตัวบ้าน
และในตอนนั้นเองลุงยงค์ก็กำลังเดินสอดส่ายสายตามองหานายชมเพื่อเป็เพื่อนดูบอลด้วยกันแต่เมื่อหารอบ ๆ บ้านพักอยู่ชั่วครู่ก็ไม่เห็นเขาจึงตัดสินใจถามป้าแจ๋วที่กำลังเดินไปทิ้งขยะกลับมา
“นี่แจ๋ว เห็นนายชมไหม”
“ไม่เห็นนะตายงค์ หาตัวนายชมอยู่งั้นหรือ”
“ใช่น่ะสิ”
“เอางี้ไหมเดี๋ยวฉันช่วยตามหา”
ด้วยเหตุนี้ป้าแจ๋วกับลุงยงค์จึงเดินแยกหาตัวนายชมจนกระทั่งสายตาของป้าแม่บ้านก็หันไปเห็นนายชมเหมือนมองอะไรอยู่อย่างตั้งใจเข้าไปในบ้านเธอจึงตัดสินใจเรียกด้วยเสียงอันดัง
“นี่ นายชม ตายงค์เรียกน่ะ”
พลันร่างเล็กของชายคนดังกล่าวก็สะดุ้งพลางพยักหน้ารับรู้และออกไปจากตรงนั้น
จนเมื่อลับหลังร่างของคนสวนหนุ่ม แม่บ้านสูงวัยก็แปลกใจในท่าทางแปลกๆ ของชายคนนั้น จึงเดินไปเลียบ ๆ เคียง ๆ มองในบ้านที่มุมเดียวกับที่ชายคนนั้นทำบ้าง และเมื่อมองเข้าไปนั้นร่างอวบของเธอก็ถึงกับทาบอกด้วยความใเพราะมุมที่มองตรงนี้เป็มุมที่เห็นคุณหนูรินนรีกำลังนั่งๆ นอน ๆ เล่นมือถืออยู่พอดี
‘หรือเ้านั่นมันแอบมองคุณหนู’
จนเมื่อถึงอาหารมื้อเย็นที่ในครัวนั้น หญิงสาวที่ชื่อเจนซึ่งเป็สาวใช้อีกคนก็ได้สะกิดร่างของป้าแม่บ้านสูงวัยที่ดูเหมือนจะเหม่อคิดอะไรอยู่
“เป็อะไรเปล่าอ่ะป้า น้ำเดือดแล้วนะ”
โดยหลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนั้นป้าแจ๋วก็ได้ลากตัวสาวใช้รุ่นหลานมาแอบคุยกันในครัว
“เธอว่าคนสวนคนใหม่บ้านคุณนายเป็ยังไง”
“ฉันว่าเขาดูเงียบขรึมนะ ถามแบบนี้มีอะไรหรือเปล่าป้า”
หญิงสูงวัยนิ่งคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสวนก่อนจะตัดสินใจพูดปัดไป
“เปล่า ก็ถามไปเรื่อยน่ะ”
โชคดีที่สาวใช้อย่างเจนไม่ได้ซักถามอะไรต่อ
‘คงต้องไปเตือนฤดีสักหน่อย’
หลังจากจัดการงานในครัวอยู่จนเกือบเสร็จ เจนก็วิ่งมาย่างไวก่อนจะยื่นมือถือให้กับเธอ
“ป้ามีคนโทรมา”
“เออๆ ขอบใจ”
หลังจากคุยไปได้สักพักสีหน้าของเธอก็แย่ลงเรื่อย ๆ ร่างทั้งร่างแทบทรุด
เป็เวลาครู่ใหญ่ในที่สุดป้าแจ๋วก็ได้เดินไปหาคุณนายสร้อยระย้าที่ห้องนั่งเล่นพร้อมกับกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ
“ฉันเสียใจเื่ลูกชายด้วยนะแจ๋ว” ประมุขหญิงของบ้านเอ่ยขึ้นด้วยความเห็นใจขณะที่ทอดมองร่างท้วมที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น “แล้วนี่ทำไมไม่ไปพรุ่งนี้นี่ก็มืดแล้ว”
“ขอโทษค่ะคุณนาย ดิฉันร้อนอกร้อนใจจริง ๆ”
เมื่อเห็นแบบนั้นเธอก็ไม่ได้นึกค้านอะไร
“เอาเถอะยังไงก็เดินทางปลอดภัยนะ”
“ทันทีที่เสร็จงานดิฉันจะรีบกลับมานะคะ คุณนาย”
“ให้นายยงค์ไปส่งนะ”
ร่างท้วมออกไปจากบ้านโดยมีลุงยงค์ช่วยขับรถของคุณนายไปส่งที่ท่ารถเพื่อเดินทางต่อไปและด้วยความเศร้าทำให้เธอลืมบอกเื่นายชมเสียสนิท
ในเวลาเดียวกันนั้นเองบริเวณคฤหาสน์ที่มีบริเวณกว้างและอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนักในห้องทำงานที่ประดับประดาด้วยข้าวของเสริมบารมีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็สิงห์รูปภาพม้าและอื่น ๆ อีกมากมายที่บ่งบอกฐานะของเ้าของที่กำลังหน้าบึ้งหน้าบูดเดินวนไปวนมาอย่างหงุดหงิดในยามนี้ได้เป็อย่างดี
“ทำไมพวกมันช้ากันจังวะ”
“เสี่ยครับเดี๋ยวผมจะหาผู้หญิงคนใหม่มาให้นะครับมีรอต่อคิวจะควงกับเสี่ยเยอะแยะเลยล่ะครับ”
“แต่ฉันอยากได้ตัวหนูปานรุ้ง”ชายสูงวัยร่างท้วมว่าเสียงลั่นอย่างคนเคยชินกับการมีอำนาจ
พลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นในตอนนั้นเอง เสี่ยร่างท้วมก็ได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงรีบเร่ง
“พวกมันมาแล้วหรือเปล่าไปเปิดประตูให้พวกมันเข้ามา”
และเมื่อเห็นสภาพของลูกน้องที่เพิ่งเดินเข้ามา เขาก็ถึงกับอึ้งไปเมื่อเห็นสภาพแต่ละคนที่เข้ามานั้นช่างดูไม่จืดเอาเสียเลย ใบหน้ามีรอยเขียวช้ำปากแตก ต่างคนต่างประคองกันมา โดยมีคนอื่น ๆ ช่วยกันประคองมาด้วย
“มันเก่งมากเลยครับ ขนาดสู้แค่คนเดียว แต่เอาพวกผม 3 คนอยู่หมัดเลย” ลูกน้องคนหนึ่งว่าขึ้นพลางคลำปากที่ระบมจนม่วงช้ำเพราะโดนฤทธิ์บาทาของเจษฎาเข้า
“มันเป็ใครกันวะถึงกล้าหยามหน้าเสี่ยเฉลิมศักดิ์แบบนี้” ประมุขของบ้านกัดฟันกรอด
“ลูกชายเ้าของไร่ครูสะอาดครับ เสี่ย”
“ไอ้นี่มันวอนเสียแล้ว”
ระหว่างทางกลับบ้านนั้นเอง ปานรุ้งก็ได้แต่นั่งเงียบ ตัวสั่นมาตลอดทางจนเจษฎาเองเมื่อเห็นแบบนั้นก็อดจะกล่าวขึ้นมาด้วยความเป็ห่วงไม่ได้
“ฉันจัดการพวกมันไปแล้ว เธอไม่ต้องกลัวหรอก”
“ทำไมมัน้าตัวฉัน”
“อย่ามาไร้เดียงสาไปหน่อยเลย รุ้ง เธอก็น่าจะรู้ว่างานที่เธอทำน่ะต้องเจออะไรแบบนี้อยู่แล้ว สงสัยก็คงเป็เสี่ยกระเป๋าหนักมาหาเด็กไปนอนด้วยนั่นแหละ”
อันที่จริงนี่เป็เื่ที่เธอรู้ดีอยู่แล้วและก็คอยระวังตัวมาตลอดด้วยแต่ครั้งนี้ถ้าไม่ได้เจษมาช่วยเธอจะมีสภาพเป็อย่างไรกันนะ
“ถ้าไม่อยากเจออะไรแบบนี้อีกก็เลิกทำงานพรรค์นี้ซะ”
“ไม่ได้” เธอสวนทันควัน
“ทำไม”
“เื่ของฉัน เื่ส่วนตัว”
“อ้อ เธอคงชอบงานสบาย ๆ”
คำพูดดังกล่าวเจ็บจี๊ดเข้าไปในใจของหญิงสาวแต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่สามารถบอกเื่นี้ได้จริง ๆ
“จะคิดอะไรก็เื่ของนายเถอะ แล้วเป็ไงบ้างเนี่ย”
“อะไรเป็อะไร”
“ไปต่อยตีกับพวกนั้นมาน่ะ”
“เป็ห่วงหรือไง” ใบหน้าคมหันขวับมามองเธอ
“ก็เื่มันเกิดจากฉัน”
แต่ชายหนุ่มกลับแสยะยิ้มใส่ ก่อนจะหันไปมองทางหน้าต่าง ไม่ตอบอะไรทิ้งหญิงสาวให้นั่งงงกับท่าทางของเขา จนเมื่อมองวิวข้างนอก เธอก็ไม่สนอะไรเขาอีก
แล้วในตอนนั้นเองลูกน้องที่นั่งด้านคนขับก็ได้เหลือบเห็นใบหน้าคมนั้นแอบยิ้มออกมานิดนึงก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้
จนเมื่อราตรีกาลเข้ามาเยี่ยมเยือนไฟในตัวบ้านก็ดับลงหมด ทุกสรรพชีวิตในบ้านหลังใหญ่ต่างเข้านอนกันตามปกติในขณะที่สร้อยระย้านั้นหลังจากทานข้าวเย็นเสร็จรวมถึงจัดการเื่ป้าแจ๋วเรียบร้อยก็ต้องกลับไปยังตลาดเพื่อเคลียร์บัญชีที่เหลือนิดหน่อยกับลูกจ้าง
ในจังหวะนี้เอง กลับมีสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ยอมหลับยอมนอนนายชมมองซ้ายมองขวา แอบใช้กุญแจที่ตัวเองแอบนำไปปั๊มไขประตูบ้าน และเมื่อไม่เห็นใครจึงแอบเข้าไปในห้องข้างบนอย่างเงียบๆ โดยเป้าหมายคือห้องนอนของลูกสาวเ้าของบ้านนั่นเอง
มือหนาบิดลูกบิดประตูนั้นอย่างเบามือที่สุด โชคช่างเข้าข้างเขาจริง ๆ
รินนรีเองนั้นกำลังจะก้าวไปถึงเตียงก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากข้างหลัง
“พี่ฤดี...อ๊ะ” แต่ทว่าในจังหวะที่กำลังจะเอ่ยปากก็ได้มีมือหนาใหญ่สากมาปิดปากเธอไว้จากด้านหลัง
ในขณะเดียวกันแม่บ้านที่นั่งรถทัวร์อยู่นั้นก็เหมือนจะนึกว่าตัวเองลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่าแต่ก็คิดไม่ออก
“เอ เหมือนจะลืมอะไรไปบางอย่างหรือเปล่านะ”
ส่วนรินนรีในตอนนี้นั้นทั้งตัวสั่น ดวงตากลมสวยเบิกโตด้วยความกลัว ก่อนจะนึกถึงเื่ราวก่อนหน้านี้ในเช้าวันหนึ่ง
ขณะที่เธอกำลังกินข้าวเช้าอยู่นั้นเองเธอก็หันไปเห็นสายตาแวบนึงของคนทำสวนที่น่าจะแอบมองเธออยู่สักพักเข้า
“คนสวนคนใหม่ดูแปลก ๆ ยังไงไม่รู้นะพี่”
“นั่นสิคะ พี่ว่าเขาดูล่อกแล่กๆชอบกลเหมือนกันคุณหนูก็ต้องระวังตัวไว้นะคะ”
รินนรีพยักหน้ารับ
“ถ้าไม่น่าไว้ใจแบบนี้คงต้องบอกให้คุณแม่ไล่ออก”
ฤดีพลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วยเธอเองก็ไม่ยอมเหมือนกันถ้าจะมีใครมาทำอันตรายคุณหนูของเธอ
แต่ตอนนี้ชายคนสวนคนนี้กำลังลากเธอทั้ง ๆ ที่ปิดปากหญิงสาวอยากจะกรีดร้องแต่ไม่กล้า
“อยู่เงียบ ๆ เดี๋ยวจะพาขึ้น์” เสียงเยียบเย็นนั้นดังขึ้นยิ่งทำให้อะดรีนาลีนในตัวเธอเริ่มสูบฉีดไม่หยุด
จนเมื่อชายโฉดคนนั้นโยนร่างเธอลงบนเตียงดวงตาของมันก็มองกวาดร่างของเธอในชุดนอนสายเดี่ยวตัวบาง ผมยาวสบายเต็มหมอนด้วยแววตาหื่นกระหาย
“คุ้มค่าจริง ๆ โว้ย”
“แก” รินนรีกัดฟันแน่น ก่อนจะหยิบสิ่ง ๆ หนึ่งมาจากใต้หมอน แล้วฉีดเข้าที่หน้าของชายคนร้ายจนมันร้องลั่นไปทั้งบ้าน
--------------------------------------------------------------------------------------------------