มู่อวี่ฉิงสับสนและกังวลหากนางปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไปธาตุไฟอาจเข้าแทรกจนร่างะเิตายได้
ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์หรือนักิญญา เมื่อจะทะลวงระดับต้องหาสถานที่เงียบสงบอย่างห้องลับหลีกเลี่ยงการรบกวนจากผู้อื่นแต่ถ้าไม่มีห้องลับก็ควรมีผู้พิทักษ์อย่างน้อยสองคนมาคอยปกป้องคุ้มกัน
ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้เสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่นของเย่หยางก็ดังก้องเข้ามาในหูของนาง "ไม่ต้องกลัวหรอกเชื่อใจข้าเถอะ" คำง่ายๆ เหล่านี้ทำให้หัวใจที่รุ่มร้อนของมู่อวี่ฉิงสงบลงอย่างรวดเร็วประหนึ่งว่านางได้ย้อนกลับสู่วัยเยาว์อีกครั้ง่เวลาที่เย่หยางใช้ร่างกายปกป้องนางจากภยันตรายทั้งปวง
ในความทรงจำของทั้งสองเย่หยางไม่เคยโป้ปดนางแม้แต่น้อย ส่วนนางเองก็ไม่เคยกังขาในวาจาของเย่หยางด้วยเหตุนี้นางจึงรวบรวมสติใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดที่มีเพื่อทะลวงระดับ
เมื่อเห็นมู่อวี่ฉิงเข้าสู่ภาวะยกระดับพลังเย่หยางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ไม่นานนักเขาก็แอบบ่นอุบ
ขณะที่มู่อวี่ฉิงกำลังทะลวงระดับแรงกดดันิญญาที่แผ่ออกมาจากร่างของนางก็เริ่มแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆเย่หยางรู้สึกราวกับตนเองกำลังติดอยู่ในพื้นแข็งมันทรงพลังเสียยิ่งกว่าตอนที่นางจัดการกับเย่เฟิงเมื่อวานนี้มากถ้ามู่อวี่ฉิงใช้พลังิญญาในตอนนี้จัดการกับเย่เฟิงเมื่อวานเย่เฟิงจะต้องกระอักโลหิตาเ็สาหัสอย่างแน่แท้
‘นี่คือแรงกดดันิญญาของผู้ฝึกิญญาเช่นนั้นหรือ ช่างทรงพลังนักหากไม่ใช่เพราะร่างกายของข้าแข็งแกร่ง คงได้รับาเ็สาหัสเป็แน่เพียงแค่ปลดปล่อยแรงกดดันิญญาออกมาภายนอกก็สามารถทำร้ายผู้คนได้หากเอามาใช้โจมตีจะทรงพลังเพียงใดมิน่าล่ะถึงถูกกล่าวขานว่าอยู่ยงคงกระพันในระดับเดียวกัน’ เย่หยางรู้สึกอิจฉาในใจ
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปแรงกดดันิญญาที่มู่อวี่ฉิงปลดปล่อยออกมาก็ทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆเย่หยางโคจรปราณแท้ออกมาเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกัน โชคดีที่เขาฝึกฝนเคล็ดสังหารเทพจุดตันเถียนของเขาจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยปราณแท้ ในสถานการณ์เช่นนี้ระดับหลอมรวมลมปราณต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับนักรบ ลมปราณก็คงหมดสิ้นไปนานแล้ว
ผ่านไปครู่ใหญ่แรงกดดันของมู่อวี่ฉิงก็มาถึงจุดสูงสุด
‘พรึบ’
ฉับพลันพลังิญญาของมู่อวี่ฉิงก็ะเิออกราวกับสายน้ำล้นทะลักจากเขื่อนเย่หยางกู่ร้องในใจ สถานการณ์เป็ตายเช่นนี้เขาไม่สามารถสงวนปราณแท้ไว้ได้อีกปลดปล่อยพลังทั้งหมดเพื่อปกป้องชีวิตเอาไว้
‘ตูม!’
บังเกิดเสียงดังสนั่นร่างของเย่หยางพุ่งกระเด็นไปชนกำแพงราวกับลูกะุส่งผลให้กำแพงกว่าครึ่งพังทลายลงอย่างฉับพลัน
เย่หยางพยุงกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลเสื้อผ้าอาภรณ์ขาดวิ่น เส้นผมยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง ทั่วร่างเต็มไปด้วยฝุ่นแม้จะไม่ได้ส่องกระจกเขาก็นึกสภาพอันน่าสังเวชของตนเองในยามนี้ออกหากมีไม้เท้าสักอันกับชามแตกๆ สักใบ ไม่จำเป็ต้องแต่งแต้มหน้าตา เขาก็สามารถเดินไปตามท้องถนนแล้วเริ่มขอทานจากผู้คนได้เลย
มู่อวี่ฉิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของกำแพงพังทลายลงชุดที่เย่หยางสวมใส่ขาดวิ่น ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเมื่อเห็นเช่นนั้นหยาดน้ำตาของนางก็ไหลริน รีบวิ่งไปหาเย่หยางพลางไถ่ถามด้วยความเป็ห่วง "พี่เย่หยางโปรดอภัยให้ข้าด้วย ท่านาเ็ตรงไหนหรือไม่ ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดเื่เช่นนี้”
เย่หยางยื่นมือออกไปลูบศีรษะเล็กๆ ของมู่อวี่ฉิง บรรจงเลื่อนนิ้วไปตามเส้นผมอ่อนนุ่มสีเขียวครามแล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า"ข้าบอกเ้าแล้วมิใช่หรือว่าเชื่อใจข้า ข้าไม่เคยโป้ปดเ้าลองดูสิ…ข้าเหมือนคนที่กำลังาเ็งั้นหรือ” หลังเอ่ยจบเขาก็เอามือทุบหน้าอกตนเองสองครั้งเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้รับาเ็แต่อย่างใด
เมื่อมู่อวี่ฉิงเห็นว่าเย่หยางปกติดีก็โล่งใจและยิ้มทั้งน้ำตา “ข้าดีใจที่ท่านไม่เป็ไรหากเกิดอันใดขึ้นกับท่าน ชีวิตนี้อวี่ฉิงคงรู้สึกผิดไปตลอด”
ต่อมานางก็กล่าวด้วยความประหลาดใจ "พี่เย่หยางท่านช่างเก่งกาจยิ่งนัก หากเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเดียวกันที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันิญญาของพวกเราคงได้รับาเ็สาหัสอย่างแน่แท้ยิ่งอยู่ใน่ทะลวงระดับด้วยแล้ว ต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมยุทธ์ก็ยังได้รับาเ็แต่ท่านกลับสบายดี แสดงว่าท่านแข็งแกร่งขึ้นแล้ว"
เมื่อได้รับคำชมจากผู้ฝึกิญญาเย่หยางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น เขาตอบกลับนางอย่างนุ่มนวล "ชมเกินไปแล้วแค่เนื้อหนังของข้าหยาบกร้านขึ้นเท่านั้น"
“ไม่จริง ความแข็งแกร่งทางกายเป็สิ่งสำคัญยิ่งสำหรับผู้ฝึกยุทธ์แม้พี่จะไม่สามารถฝึกฝนปราณแท้ได้ แต่ข้าคิดว่าท่านน่าจะฝึกฝนร่างกายแทนในอนาคตท่านจะต้องแข็งแกร่งมากแน่นอน” มู่อวี่ฉิงกล่าวอย่างจริงจัง
“ฮ่าๆ ข้าน่ะแข็งแกร่งอยู่แล้ว เ้าไม่จำเป็ต้องปลอบใจหรอกอีกอย่างข้ามีข่าวดีจะบอกให้เ้ารู้ ยามนี้ข้ากลับมาฝึกฝนได้อีกครั้งทั้งยังอยู่ในระดับหลอมรวมปราณขั้นห้านภาแล้ว” พอกล่าวจบเขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อยที่เอาฝีมือระดับหลอมรวมปราณขั้นห้านภามาอวดกับนักิญญา
มู่อวี่ฉิงตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดของเย่หยางดวงตางดงามของนางเบิกกว้าง ใช้เวลาสักพักกว่าสติจะกลับคืนมา
นางพุ่งเข้าไปกอดเย่หยางพร้อมรำพันด้วยความประหลาดใจ "ดีจริงๆในที่สุดพี่เย่หยางก็สามารถฝึกฝนได้แล้ว ฮือ..."
เมื่อได้ยินว่าเย่หยางกลับมาฝึกฝนได้แล้วนางก็อดไม่ได้ที่จะร่ำไห้ออกมามู่อวี่ฉิงรู้สึกมีความสุขมากกว่าตอนที่ได้ยินว่าตนเองสามารถฝึกฝนพลังิญญาได้เสียอีกมีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าการอยู่ในระดับหลอมรวมปราณขั้นสามนภามานานหลายปีเขาจะเ็ปเพียงใด
ต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกผู้คนรอบข้างรังแกแต่ในทุกๆ ครั้งเขาจะยืนหยัดปกป้องนางอย่างไม่ลังเลภาพที่เขาถูกทุบตีจนหน้าปูดบวมช้ำ ทว่าสายตาก็ยังไม่ยินยอม ยังคงปรารถนาในพลังอย่างแรงกล้าภาพนั้นยังฝังแน่นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจนาง
เขากอดมู่อวี่ฉิงไว้ในอ้อมแขนอย่างนุ่มนวลมือโอบรอบเอวเพรียวบาง ศีรษะพิงเรือนผมของนาง จมูกสูดกลิ่นหอมอบอวลที่แผ่ออกมาจากร่างของดรุณีวัยแรกแย้มเย่หยางประทับใจจนพูดไม่ออก ยามนี้คำพูดใดๆ ล้วนไม่สำคัญการััถึงลมหายใจของอีกฝ่ายทำให้เขาลืมเลือนทุกสรรพสิ่ง
"อะแฮ่ม" เสียงกระแอมดังขึ้นเบาๆปลุกทั้งสองให้ตื่นจากภวังค์ เมื่อเห็นคนเจ็ดแปดคนกำลังมองดูพวกเขาอย่างยิ้มๆมู่อวี่ฉิงก็รีบก้มศีรษะจนแทบจะติดหน้าอกด้วยความเขินอาย
เย่หยางมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจนปัญญาใจหนึ่งก็แอบตำหนิคนเหล่านี้ที่มาขัดขวางบรรยากาศดีๆ
เขายืนบังมู่อวี่ฉิงพร้อมยิ้มพูด "ท่านพ่อ เหตุใดท่านกับผู้าุโทั้งหลายถึงมาหาข้าอย่าได้เข้าใจผิดข้ากับมู่อวี่ฉิงกำลังทดสอบว่าอัตราการเต้นหัวใจของสตรีกับบุรุษผู้ใดเต้นเร็วกว่ากัน"
เมื่อเห็นเย่หยางยืนบังร่างของนางปิดกั้นสายตาเร่าร้อนของทุกคน ในใจมู่อวี่ฉิงก็รู้สึกหวานชื่น "ใช่ แค่การทดสอบเท่านั้น"
ผู้มาเยือนหลายคนเบะปากพลางคิดในใจว่า ‘ก็เห็นๆอยู่ว่ากอดกันกลม จะมาทดส่งทดสอบอันใด’
เย่หลิงเทียนกระแอมขจัดความลำบากใจแล้วเอ่ยขึ้นว่า "พอดีเราได้ยินเสียงดังเลยรีบมาดูด้วยกลัวว่าจะเกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับเ้า" จากนั้นก็ชี้ไปที่ร่องรอยเละเทะโดยรอบ
“อ๋อ…เื่นี้เองข้าบอกให้อวี่ฉิงปลดปล่อยพลังิญญาให้ดูน่ะขอรับ อย่างที่เห็น มันทรงพลังมากจริงๆ”เย่หยางผายมือพลางเล่า
เมื่อเย่หลิงเทียนได้ยินคำอธิบายจึงขมวดคิ้วถาม "แล้วเ้าไปโดนอะไรมาสภาพของเ้ายามนี้ไม่ดูเสียมารยาทต่อหน้าแขกไปหน่อยหรือ"
“อ้อ…นี่เป็เพราะข้าอยากััถึงพลังของนางเลยเข้าไปยืนใกล้ๆระยะการโจมตี ผลลัพธ์ที่ออกมาเลยเป็อย่างที่ท่านเห็น” เย่หยางตอบอย่างช่วยไม่ได้
“อืม…เช่นนั้นเอง ต่อไปเ้าก็ควรระวังหน่อยอย่าได้เล่นอะไรที่เสี่ยงอันตรายอีก ต้องใส่ใจความปลอดภัยของตนเองด้วย” เย่หลิงเทียนกำชับอย่างสงบ แต่เน้นคำว่า ‘อันตราย’
“ขอรับ…ข้าจะปฏิบัติตามคำชี้แนะของท่านพ่อ ขออภัยผู้าุโทุกท่านที่รบกวน” ขณะกล่าวเย่หยางก็โค้งคำนับขออภัยสายตาของเขาพาดมองไปทางผู้าุโใหญ่กับผู้าุโสี่โดยบังเอิญ ครั้นเห็นว่าทั้งสองแสดงสีหน้าประหลาดใจจึงแอบยิ้มอย่างเ็าในใจ
หลังจากพูดคุยกันเสร็จ เย่หลิงเทียนจึงพาทุกคนกลับมู่อวี่ฉิงยังคงหน้าแดงไม่หาย ซึ่งถือเป็เื่ปกติของหญิงสาวแรกรุ่นเย่หยางเดินเข้ามาหานางพร้อมรอยยิ้ม "ข้าส่งพวกเขาไปแล้วรอข้าก่อน…เดี๋ยวข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะรีบกลับมาเล่นกับเ้า"
หลังจากเย่หยางอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดคลุมสีดำเสร็จก็กลับมาหามู่อวี่ฉิงพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกับนางอีกครั้ง
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังสถานที่พลุกพล่านในเมืองปาฮวง...ถนนอวี้ซีคือตลาดใหญ่ที่สุดในเมืองปาฮวงถนนกว้างร้อยจ้าง ยาวกว่าสิบลี้ ตลอดทางมีร้านรวงมากมาย มีสุราขายอยู่ทุกหนแห่ง
บรรยากาศในตลาดคล้ายกับถนนคนเดินในชีวิตก่อนหน้านี้ของเย่หยางด้วยเสน่ห์อันล้นหลามของมู่อวี่ฉิง นางจึงจำเป็ต้องสวมผ้าคลุมบดบังใบหน้า
เย่หยางเดินเตร็ดเตร่ไปกับมู่อวี่ฉิงทั้งสองเดินดูและซื้อของเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมาก ทั้งตุ๊กตา เครื่องประดับ และข้าวของต่างๆที่อิสตรีชื่นชอบ
พอใกล้เที่ยงทั้งคู่ก็เริ่มหิวจึงเดินจูงมือกันเข้าไปหาอะไรกินในโรงเตี๊ยม
จากนั้นก็สั่งเครื่องเคียงขนมอบเลิศรสมาสองสามอย่างทั้งยังมีจานพิเศษอย่าง ‘อุ้งเท้าหมีตุ๋น’ ด้วย
เสี่ยวเอ้อร์บอกว่านี่เป็อุ้งเท้าของสัตว์อสูรประเภทหมีรสชาติอร่อยยิ่งเมื่อได้ยินดังนั้นมู่อวี่ฉิงจึงรีบสั่งมาหนึ่งจานพอเย่หยางเห็นว่าอุ้งเท้าหมีตุ๋นมีราคาสองร้อยเหรียญทองเขาก็รู้สึกเ็ปใจเป็ที่สุดพลางคาดคะเนว่าอาหารมื้อนี้น่าจะเสียอย่างน้อยสามร้อยเหรียญทอง
ตระกูลเย่มีเงินเดือนให้กับลูกหลานของเย่หยางได้เดือนละห้าสิบเหรียญทอง อาหารมื้อนี้จึงกินเงินเลี้ยงชีพของเขาไปถึงครึ่งปี
แต่พอคิดว่าได้เลี้ยงอาหารสาวงามอย่างมู่อวี่ฉิงก็ทำให้เขาพอทำใจได้ขอแค่มู่อวี่ฉิงเอ่ยปาก รับรองว่าต้องมีชายหนุ่มมารอต่อแถวเพื่อเลี้ยงอาหารนางยาวออกไปนอกเมืองปาฮวงเป็แน่
โรงเตี๊ยมนี้ยกอาหารมาส่งได้รวดเร็วมากไม่ต้องรอนานกว่าอาหารจะมาส่งทั้งหมด ระหว่างรับประทานทั้งคู่ก็พูดคุยหยอกล้อกันไป
มู่อวี่ฉิงกินน้อยมากนางกินแค่ผักกับของว่างเพียงบางส่วนเท่านั้น เรียกได้ว่าแทบไม่ได้กินเนื้อสัตว์เลย
มู่อวี่ฉิงยื่นมือเรียวดุจหยกออกไปหยิบอุ้งเท้าหมีขึ้นมาวางไว้ในชามของเย่หยางแล้วบอกว่า "จานนี้ข้าสั่งให้พี่เย่หยางพวกเรานักิญญาใกล้ชิดกับธรรมชาติเลยไม่ค่อยชอบกินเนื้อสัตว์ แต่พี่อยู่วัยกำลังโตจึงควรกินเนื้อสัตว์เยอะๆ”
เย่หยางยิ้มแล้วยัดเนื้อเข้าปากโดยไม่กล่าวอันใดเนื้อพลันละลายทันทีที่เข้าปาก
"ช่างเลิศรสยิ่งนัก" ไม่คิดว่าสิ่งที่ได้ยินมาในชาติที่แล้วจะได้มีโอกาสลิ้มรสในชาตินี้ทั้งมันยังเป็อุ้งเท้าสัตว์อสูรไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา
เมื่อมู่อวี่ฉิงเห็นเย่หยางกินอย่างเอร็ดอร่อยนางก็พลอยมีความสุขไปด้วย นางค่อยๆ แกะเนื้อเลาะกระดูกก่อนเอาใส่ชามให้เย่หยาง
เย่หยางไม่ปฏิเสธน้ำใจเขาจะกินให้มากตามที่นางปรารถนาในเมื่อเสียเงินไปแล้วการละเลยจึงเป็เื่น่าละอาย
ขณะกำลังรับประทานอาหารอยู่ทันใดนั้นเย่หยางก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวในช่องท้องกระแสความร้อนก่อตัวขึ้นในช่องท้องและค่อยๆ แพร่กระจายออกทุกทิศทาง
เย่หยางใ รีบใช้ปราณแท้ปิดกั้นกระแสความร้อนแต่เขาต้องตื่นตระหนกเมื่อพบว่ากระแสความร้อนยังคงแพร่กระจายต่อไปโดยไม่สนการยับยั้งของปราณแท้
เย่หยางยิ่งตระหนก “ถูกวางยาพิษ?”